UN เตือนโลก "ซูเปอร์เอลนีโญ" เสี่ยงน้ำท่วม-แล้ง-ร้อนจัดถึงปี 2570联合国警告世界,2027 年之前可能出现“超级厄尔尼诺”现象,并可能引发洪水、干旱和极端高温。
UN-WMO เตือนภัยขั้นสูงสุด หลังแบบจำลองสภาพอากาศยืนยันเกือบ 100% ว่าโลกกำลังเผชิญปรากฏการณ์ "ซูเปอร์เอลนีโญ" ครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ กระทบยาวนานถึงปี 2570 เตือนทั่วโลกเร่งรับมือภัยแล้ง น้ำท่วมใหญ่ และวิกฤตราคาสินค้าเกษตรพุ่งสูง

วันนี้ (4 ก.ย.2569) The independent รายงาน องค์การสหประชาชาติ (UN) และองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ได้ออกแถลงการณ์เตือนภัยสภาพอากาศระดับสากล โดยระบุว่าโลกกำลังเผชิญกับปรากฏการณ์ "เอลนีโญ" ขนาดใหญ่พิเศษ หรือ "ซูเปอร์เอลนีโญ" (Supersized El Niño) ที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีแนวโน้มจะสร้างความเสี่ยงต่อการเกิดอุทกภัย ภัยแล้ง และคลื่นความร้อนขั้นรุนแรงครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของโลกไปจนถึง ก.พ.2570
อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ระบุว่า เอลนีโญกำลังขยายความรุนแรงขึ้นต่อหน้าประชาคมโลก พร้อมย้ำว่าหลักฐานทางวิทยาศาสตร์สะท้อนชัดว่าโลกกำลังเผชิญสถานการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทั้งอุณหภูมิผิวน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นและอุณหภูมิโลกที่ยังไต่ระดับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
WMO คาดเอลนีโญอยู่ถึง ก.พ. 2570 เกือบ 100%
การคาดการณ์จากเครือข่ายศูนย์ภูมิอากาศทั่วโลกของ WMO ประเมินว่า มีโอกาสเกือบ 100% ที่เอลนีโญจะดำเนินต่อไปจนถึงเดือน ก.พ. 2570 ซึ่งเป็นระดับความเชื่อมั่นที่สูงอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในการเผยแพร่รายงานคาดการณ์เอลนีโญขององค์กร
เซเลสเต เซาโล เลขาธิการ WMO ระบุว่า สถานการณ์ครั้งนี้จำเป็นต้องได้รับการตอบสนองในระดับที่สอดคล้องกับความรุนแรงของภัยคุกคาม โดย WMO ได้ระดมความร่วมมือกับหน่วยงานอุตุนิยมวิทยาและอุทกวิทยาแห่งชาติในหลายประเทศ เพื่อเสริมความพร้อมด้านการพยากรณ์และระบบเตือนภัย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการคุ้มครองชีวิตและวิถีทำกินของประชาชน
เอลนีโญเป็นความแปรปรวนตามธรรมชาติของระบบภูมิอากาศโลก ไม่ได้มีสาเหตุโดยตรงจากภาวะโลกร้อน แต่ภาวะโลกร้อนทำให้ผลกระทบของเอลนีโญรุนแรงขึ้นได้ เนื่องจากโลกมีอุณหภูมิพื้นฐานสูงกว่าปกติอยู่แล้ว โดยทั่วไปเอลนีโญมักเริ่มก่อตัวระหว่างเดือน มี.ค.-มิ.ย. และมีความรุนแรงสูงสุดช่วงเดือน พ.ย.-ก.พ. ขณะที่ผลกระทบต่ออุณหภูมิเฉลี่ยของโลกมักปรากฏเด่นชัดในปีถัดไป
ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ดัชนีนีโญ 3.4 ซึ่งใช้วัดอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน เพิ่มจากสูงกว่าค่าปกติ 1.5 องศาเซลเซียส ในช่วงเดือน พ.ค.-ก.ค. เป็น 2 องศาเซลเซียสในเดือน ก.ค. ก่อนเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงกว่าค่าปกติราว 2.2-2.6 องศาเซลเซียสในช่วงกลางเดือน ส.ค. ขณะเดียวกัน อุณหภูมิน้ำทะเลใต้ผิวน้ำในบางพื้นที่ของแปซิฟิกเขตร้อนสูงกว่าค่าเฉลี่ยมากกว่า 8 องศาเซลเซียสในช่วงเดือน ก.ค. และต้นเดือน ส.ค.
อุณหภูมิผิวน้ำทะเลโลกทำสถิติสูงสุด
สำนักงานบริการการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศโคเปอร์นิคัส รายงานว่า อุณหภูมิผิวน้ำทะเลเฉลี่ยทั่วโลกแตะระดับ 21.1 องศาเซลเซียส เมื่อวันที่ 22 ส.ค. สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ และสูงกว่าสถิติเดิม 21.09 องศาเซลเซียสที่เกิดขึ้นในปี 2567
ตัวเลขดังกล่าวถือว่าผิดปกติด้านช่วงเวลา เนื่องจากอุณหภูมิมหาสมุทรทั่วโลกมักสูงสุดในช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย. ไม่ใช่เดือน ส.ค. อีกทั้งยังสูงกว่าสถิติเดิมของเดือน ส.ค. ที่ 20.98 องศาเซลเซียสในปี 2566 โดยโคเปอร์นิคัสระบุว่า สถานการณ์นี้สอดคล้องกับแนวโน้มระยะยาวของมหาสมุทรโลกที่อุ่นขึ้น และการก่อตัวของเอลนีโญรุนแรงในแปซิฟิกเขตร้อน
อย่างไรก็ตาม WMO ระบุว่า ซูเปอร์เอลนีโญไม่ได้หมายความว่าทุกพื้นที่จะเผชิญผลกระทบในรูปแบบเดียวกัน เพราะผลของปรากฏการณ์นี้แตกต่างกันตามฤดูกาลและภูมิภาค รวมถึงอาจได้รับอิทธิพลจากความแปรปรวนของมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแอตแลนติก
สำหรับช่วงเดือน ก.ย.-พ.ย. แบบจำลองคาดการณ์ว่า พื้นที่บนบกเกือบทั่วโลกจะมีโอกาสเผชิญอุณหภูมิสูงกว่าค่าปกติ ขณะที่รูปแบบฝนจะมีลักษณะสอดคล้องกับเอลนีโญในมหาสมุทรแปซิฟิก นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มเกิดปรากฏการณ์ไดโพลมหาสมุทรอินเดียระยะบวก ซึ่งอาจเสริมหรือบรรเทาผลของเอลนีโญในแต่ละพื้นที่ได้
ผลกระทบยังอาจส่งผ่านมายังราคาสินค้าอาหารและค่าครองชีพ ตัวอย่างเช่น สหราชอาณาจักรนำเข้าอาหารราว 1 ใน 4 จากภูมิภาคที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบหนักจากเอลนีโญ โดยในช่วงเอลนีโญปี 2566-2567 ราคากาแฟที่นำเข้าจากบราซิลเพิ่มขึ้นร้อยละ 77 และราคาเมล็ดโกโก้จากไอวอรีโคสต์เพิ่มขึ้นราว 2 เท่า
นักวิเคราะห์จากหน่วยงานด้านพลังงานและภูมิอากาศของสหราชอาณาจักร ประเมินว่า เอลนีโญระลอกใหม่นี้จะเพิ่มแรงกดดันต่อระบบภูมิอากาศที่ได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนอยู่แล้ว และอาจผลักดันให้ปี 2570 เป็นปีที่มีอุณหภูมิสูงที่สุดเท่าที่เคยบันทึกไว้
ส่ง 2 ลูกเรือลินคอล์นกักบริเวณบนเรือ หลังเมาทะเลาะวิวาทกลางพัทยา
ขีดเส้น "โฮมสเตย์รุกทะเลสาบสงขลา" รื้อถอนก่อนสิ้นเดือน ก.ย.นี้
"บอร์ดดาตาเซนเตอร์" ขีดเส้นวางกรอบกำกับดูแล "ดาตาเซนเตอร์" ภายใน 1 เดือน
今天(2026 年 9 月 4 日),《独立报》报道称,联合国和世界气象组织发布了全球天气预警,指出世界正面临一次异常强大的“超级厄尔尼诺”现象,该现象正在迅速增强,并可能在 2027 年 2 月之前给全球大部分地区带来严重的洪水、干旱和热浪风险。
联合国秘书长安东尼奥·古特雷斯表示,厄尔尼诺现象正在国际社会眼前加剧,并强调科学证据清楚地表明,世界正面临前所未有的局面,包括海面温度上升和全球气温持续攀升。
世界气象组织预测,厄尔尼诺现象将持续到2027年2月,概率接近100%。
世界气象组织全球气候中心网络的预测估计,厄尔尼诺现象持续到 2027 年 2 月的可能性接近 100%,这是该组织发布的厄尔尼诺现象预测中前所未有的信心水平。
世界气象组织秘书长塞莱斯特·萨乌洛表示,当前形势需要采取与威胁严重程度相称的应对措施。世界气象组织已与多个国家的国家气象和水文机构开展合作,以加强预报和预警系统,这些系统在保护人民生命和生计方面发挥着至关重要的作用。
厄尔尼诺现象是全球气候系统的一种自然变化。它并非由全球变暖直接引起,但全球变暖会加剧厄尔尼诺现象的影响,因为地球的基准温度已经高于正常水平。通常,厄尔尼诺现象在3月至6月间开始形成,并在11月至次年2月间达到高峰,其对全球平均气温的影响通常在次年显现。
最新数据显示,衡量热带太平洋海面温度的尼诺指数在5月至7月期间比正常水平高出1.5摄氏度,7月升至2摄氏度,随后在8月中旬进一步升高至比正常水平高出2.2至2.6摄氏度左右。与此同时,7月至8月初,热带太平洋部分地区的次表层海水温度比平均水平高出8摄氏度以上。
全球海面温度创历史新高。
哥白尼气候变化服务中心报告称,8月22日全球平均海面温度达到21.1摄氏度,创历史新高,超过了2024年创下的21.09摄氏度的纪录。
这些数据在时间上显得异常,因为全球海洋温度通常在3月至4月达到峰值,而非8月。此外,这些数据也超过了2023年8月创下的20.98摄氏度的纪录。哥白尼指出,这种情况与全球海洋长期变暖的趋势以及热带太平洋地区强厄尔尼诺现象的形成相吻合。
然而,世界气象组织指出,超级厄尔尼诺现象并不意味着所有地区都会面临相同的影响,因为这种现象的影响会因季节和地区而异,并且也可能受到印度洋和大西洋变化的影响。
模型预测,9月至11月期间,全球陆地气温可能高于往年同期水平,而太平洋的降雨模式将类似于厄尔尼诺现象。此外,印度洋可能出现正偶极子,这可能会加剧或缓解厄尔尼诺现象在特定区域的影响。
这种影响也会波及食品价格和生活成本。例如,英国约有四分之一的食品进口自可能受厄尔尼诺现象严重影响的地区。在2023-2024年厄尔尼诺现象期间,从巴西进口的咖啡价格上涨了77%,而从科特迪瓦进口的可可豆价格则几乎翻了一番。
英国能源与气候署的分析师估计,这次新的厄尔尼诺现象将给已经受到全球变暖影响的气候系统带来更大的压力,并可能使 2027 年成为有记录以来最温暖的一年。
两名林肯号机组人员在芭堤雅醉酒斗殴后被软禁在家。
“侵占宋卡湖的民宿”的最后期限已定:必须在9月底前拆除。
数据中心管理委员会已制定数据中心管理准则,并将在一个月内完成。