"สิตางศุ์" ฉายภาพอุทกภัย 69 ฝนถล่มหลายพื้นที่ น้ำท่วมกระจายทั่วหลายลุ่มน้ำSitangsu描绘了2026年洪水的景象:暴雨袭击了许多地区,导致众多流域发生大范围洪水。
"ผศ.ดร.สิตางศุ์" นักวิชาการด้านน้ำถอดรหัสสถานการณ์น้ำท่วมทั่วประเทศไทย เตือน กทม. เร่งระบายน้ำรับศึกน้ำหนุน 1-3 ต.ค. ชำแหละเส้นทางมวลน้ำทุกลุ่มน้ำ ฉะนักการเมืองก้าวก่ายสั่งปิดเขื่อนเสี่ยงพังทะลัก พร้อมจี้ปฏิรูปศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ

วันนี้ (28 ก.ย.2569) ผศ.ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้วิเคราะห์ภาพรวมสถานการณ์อุทกภัยในขณะนี้ ผ่านรายการพิเศษ เกาะติดสถานการณ์น้ำท่วม ทางไทยพีบีเอส
โดยเปรียบเทียบกับมหาอุทกภัยปี 2554 ว่า เหตุการณ์ในครั้งนี้มีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงในมิติทางเศรษฐกิจ เนื่องจากปี 2554 ความเสียหายหลักเกิดขึ้นในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมและมวลน้ำก้อนใหญ่ไหลมาจากภาคเหนือ ส่งผลกระทบต่อมูลค่าเศรษฐกิจมหาศาล
ขณะที่สถานการณ์ปี 2569 แม้ปริมาณน้ำรวมจะไม่ใช่มหาอุทกภัยขนาดใหญ่เท่าปี 2554 และไม่ได้เกิดจากมวลน้ำเหนือจากเขื่อนขนาดใหญ่อย่างเขื่อนภูมิพล แต่ความซับซ้อนและความน่ากังวลในครั้งนี้คือ เป็นภัยพิบัติที่เกิดจากปริมาณฝนตกสะสมหนักในพื้นที่ภาคกลางตอนบนและภาคเหนือตอนล่าง ส่งผลให้เกิดปัญหาน้ำท่วมขังกระจายตัวไปในหลายลุ่มน้ำทั่วประเทศพร้อม ๆ กัน ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนในระดับพื้นที่เป็นอย่างมาก
"สิตางศุ์" เปิดภาพอุทกภัย 69 ฝนถล่มหลายพื้นที่ น้ำท่วมกระจายทั่วหลายลุ่มน้ำ
กทม.-ปริมณฑล "เวลาทอง 3 วัน" เร่งสูบน้ำก่อนเจอน้ำทะเลหนุนรอบใหม่
สำหรับสถานการณ์ในเขตกรุงเทพมหานคร ผศ.ดร.สิตางศุ์ ระบุว่า ปริมาณฝนในพื้นที่เริ่มทรงตัวและคลี่คลายลงแล้ว อย่างไรก็ตาม พื้นที่แอ่งต่ำที่มีความอ่อนไหวสูง เช่น ถ.รามคำแหง ย่านมีนบุรี โซนลาดกระบัง และการเคหะคลองจั่น ยังคงมีน้ำท่วมขังเนื่องจากเป็นพื้นที่ระบายน้ำได้ช้า คาดว่าจะต้องใช้เวลาอีกประมาณ 2-3 วัน ระดับน้ำจึงจะคลี่คลาย
พร้อมเสนอแนะประชาชนที่อาศัยในจุดท่วมสูงที่ถูกตัดไฟฟ้าและน้ำประปา ให้เร่งพาตัวเองออกมาพักอาศัยในพื้นที่แห้งหรือศูนย์พักพิงชั่วคราวก่อน เพื่อความปลอดภัยและไม่ควรรอความช่วยเหลืออยู่ภายในพื้นที่
ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดของ กทม. เวลานี้คือ เงื่อนไข "เวลาทอง" เพียง 3-4 วัน (นับจากวันจันทร์ที่ 28 ก.ย.-วันพฤหัสบดีที่ 1 ต.ค.) ในการเร่งระบายน้ำที่ขังอยู่บนถนนและในระบบคลองออกสู่ทะเล เนื่องจากข้อมูลอัปเดตจากกรมอุทกศาสตร์ชี้ว่า ในช่วงวันที่ 1-3 ต.ค.นี้ จะเกิดปรากฏการณ์น้ำทะเลหนุนสูงอีกระลอก
ฃหาก กทม. ไม่สามารถพร่องน้ำออกจากระบบได้ทัน มวลน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาจะปะทะกับน้ำทะเลหนุน ส่งผลให้ระดับน้ำยกตัวสูงขึ้นเกินกว่าที่คาดการณ์ และทำให้การระบายน้ำกลายเป็นเรื่องยากลำบากอย่างยิ่ง
ทั้งนี้ กทม. มีช่วงเวลาเหมาะสมในการเร่งระดมเครื่องสูบน้ำคือระหว่างเวลา 08:00 - 18:00 น. ซึ่งเป็นช่วงระหว่างจังหวะน้ำขึ้น-ลงรายวัน แต่จากการที่เครื่องสูบน้ำของ กทม. ชำรุดไปหลายเครื่อง จึงตั้งคำถามถึงความพร้อมในการซ่อมแซมและระดมสูบน้ำอย่างเต็มกำลังในห้วง 3-4 วันนี้
นอกจากนี้ ผศ.ดร.สิตางศุ์ ได้เตือนภัยพื้นที่ปริมณฑลและ กทม. เพิ่มเติมว่า แม้น้ำจะไม่ข้ามคันกั้นน้ำหลัก แต่ จ.นนทบุรี และ ปทุมธานีจะมีระดับน้ำยกตัวสูงขึ้นในช่วงวันที่ 1-3 ต.ค.
ส่วนในเขต กทม. ให้เฝ้าระวังบริเวณแม่น้ำเจ้าพระยาช่วงลำน้ำแคบเป็นพิเศษ โดยเฉพาะบริเวณท่าพระจันทร์ (มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) และ รพ.ศิริราช เนื่องจากเป็นจุดที่มวลน้ำไหลผ่านด้วยพลังงานสูงและระดับน้ำจะยกตัวมากกว่าปกติ จึงขอให้ กทม. เข้าไปตรวจเช็กและเสริมความแข็งแรงของคันกั้นน้ำอย่างเร่งด่วน อย่าให้เกิดปัญหาคันรั่วหรือคันแตกเด็ดขาด
ลุ่มน้ำแม่กลองวิกฤต เขื่อนวชิราลงกรณ์จำต้องระบายน้ำ
ผศ.ดร.สิตางศุ์ ชี้ว่า ขณะนี้กลุ่มฝนได้เคลื่อนตัวจากกรุงเทพฯ ไปยังภาคตะวันตกอย่างเต็มตัว โดยเฉพาะในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี ส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการน้ำของเขื่อนวชิราลงกรณ์ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้งดการระบายน้ำเพื่อช่วยบรรเทาปริมาณฝนตกหนักด้านท้ายเขื่อน
แต่เนื่องจากมีปริมาณฝนตกหนักเหนือเขื่อนอย่างต่อเนื่องจนมวลน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้เขื่อนวชิราลงกรณ์จำเป็นต้องเริ่มกลับมาระบายน้ำออกในอัตราที่สูงขึ้น
เหตุดังกล่าวนำไปสู่ความเสี่ยงสูงในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่กลองตลอดแนว ตั้งแต่ อ.ทองผาภูมิ บ้านโป่ง โพธาราม เมืองราชบุรี ไปจนถึงจุดออกทะเลที่ จ.สมุทรสงคราม โดยคาดการณ์ว่าอัตราการระบายน้ำของเขื่อนวชิราลงกรณ์มีแนวโน้มจะเพิ่มสูงเกินกว่า 1,500 ลบ.ม./วินาที ซึ่งถือเป็นระดับการระบายน้ำสูงสุดในเกณฑ์บริหารจัดการปกติ และมีความเสี่ยงอาจขยับขึ้นไปถึง 1,800 - 2,000 ลบ.ม./วินาที
ผศ.ดร.สิตางศุ์ ได้จัดให้พื้นที่ลุ่มน้ำแม่กลองอยู่ในระดับการเตือนภัย "สีส้ม" และขอให้ประชาชนที่มีบ้านเรือนอยู่ริมแม่น้ำแม่กลองเร่งทยอยยกข้าวของเครื่องใช้ขึ้นที่สูงล่วงหน้าทันทีเพื่อป้องกันความเสียหาย
จับตาเส้นทางฝนใหม่-เขื่อนเจ้าพระยาจ่อระบายแตะ 2,300 ลบ.ม./วินาที
หลังจากผ่านภาคตะวันตก กลุ่มฝนจะเคลื่อนตัวขึ้นสู่ภาคเหนือตอนล่างและภาคเหนือ ได้แก่ จ.สุพรรณบุรี อุทัยธานี กำแพงเพชร ตาก แม่ฮ่องสอน ลำพูน ลำปาง และเชียงใหม่ โดยจะมีฝนตกหนักสะสมสูงถึง 80-90 มม./วัน
โดยเฉพาะ จ.อุทัยธานี ถือเป็นจุดที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เนื่องจากอ่างเก็บน้ำร่มเกล้ามีน้ำเต็มความจุแล้ว เมื่อมีฝนตกหนัก มวลน้ำป่าจะไหลหลากลงสู่ลำน้ำสแกกรังและไหลมาสมทบลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณท้าย จ.นครสวรรค์ ก่อนจะไหลเข้าสู่เขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท
ผศ.ดร.สิตางศุ์ อธิบายเน้นย้ำว่า เขื่อนเจ้าพระยาเป็น "เขื่อนทดน้ำ" ไม่ใช่เขื่อนกักเก็บน้ำอย่างเขื่อนภูมิพล จึงไม่สามารถอั้นน้ำไว้ได้มาก ปัจจุบันเขื่อนเจ้าพระยาตั้งการระบายน้ำอยู่ที่ 2,000 ลบ.ม./วินาที
แต่เนื่องจากมีปริมาณฝนตกหนักสะสมท้ายเขื่อนในเขตชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง และพระนครศรีอยุธยา สูงถึงวันละ 200-300 มม. รวม 3 วันเกือบ 400 มม. ทำให้เกิดมวลน้ำสมทบด้านข้าง (Side Flow) มหาศาล คาดว่าภายใน 2-3 วันข้างหน้า เขื่อนเจ้าพระยาจะต้องปรับเพิ่มการระบายน้ำขึ้นไปแตะที่ระดับ 2,300 ลบ.ม./วินาที
จากแนวโน้มดังกล่าว ผศ.ดร.สิตางศุ์ ได้แนะนำให้ประชาชนตลอดลุ่มน้ำเจ้าพระยาเตรียมยกของขึ้นที่สูงให้พ้นระดับการระบายน้ำที่ 2,500 ลบ.ม./วินาที พร้อมออกคำเตือนเป็นพิเศษสำหรับพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำ เช่น อ.บางบาล และ เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งปัจจุบันแม้การระบายน้ำยังไม่ถึง 2,000 ลบ.ม./วินาที ระดับน้ำก็สูงถึงระดับเอวแล้ว
ดังนั้น หากเขื่อนเจ้าพระยาปรับเพิ่มการระบายเกิน 2,300 ลบ.ม./วินาที ประชาชนในพื้นที่บางบาลและเสนาควรอพยพออกจากพื้นที่ชั่วคราว เนื่องจากระดับน้ำจะสูงถึงระดับอกและกินเวลานาน
ตะวันออกยังวิกฤต อ่างเก็บน้ำความจุเต็ม 100%
ในส่วนของภาคตะวันออก ปัจจุบันยังคงเป็นพื้นที่เตือนภัยสีส้มที่มีฝนตกซ้ำอย่างต่อเนื่อง ปริมาณฝนรายวันสูงถึง 80-90 มม. ซึ่งเกินกว่าศักยภาพของระบบระบายน้ำเมืองปกติที่ออกแบบไว้รองรับฝนได้เพียง 60-70 มม./ชั่วโมง หรือไม่เกิน 120 มม./วัน ส่งผลให้พื้นที่เมืองจันทบุรีและแม่น้ำตราดมีน้ำเอ่อล้นท่วมขังอย่างหนัก ขณะที่อ่างเก็บน้ำประแสร์ จ.ระยอง มีปริมาณน้ำเกินร้อยละ 100 ส่งผลกระทบให้น้ำท่วมในพื้นที่ อ.แกลง
นอกจากนี้ ปริมาณน้ำในลุ่มน้ำบางปะกง จ.นครนายก ฉะเชิงเทรา (แถบบางน้ำเปรี้ยว บางคล้า คลองเขื่อน) และ ปราจีนบุรี มีระดับสูงมาก จนส่งผลกระทบต่อเนื่อง ทำให้คลองแสนแสบไม่สามารถระบายน้ำออกทางแม่น้ำบางปะกงได้ตามปกติ
ขณะเดียวกัน เขื่อนขุนด่านปราการชล จ.นครนายก และ เขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี มีปริมาณน้ำเต็มความจุ 100% แล้ว ผู้บริหารจัดการเขื่อนจึงจำเป็นต้องระบายน้ำออกเพื่อรักษาเสถียรภาพและความปลอดภัยของตัวเขื่อน ไม่ให้เกิดอุบัติภัยเชิงโครงสร้าง
สำหรับลุ่มน้ำท่าจีน เช่น สุพรรณบุรี บางปลาม้า นครปฐม (นครชัยศรี) และสมุทรสาคร (กระทุ่มแบน บ้านแพ้ว) น้ำได้ล้นตลิ่งอยู่แล้วและจะยังคงทรงตัวล้นตลิ่งต่อไปอีกระยะหนึ่ง
ฉะแหลกนักการเมืองสั่งปิดเขื่อน ชี้ไร้ความรู้เสี่ยงทำ "เขื่อนแตก"
ผศ.ดร.สิตางศุ์ ได้วิพากษ์วิจารณ์พฤติกรรมของนักการเมืองและรัฐมนตรีช่วยบางท่านอย่างรุนแรง กรณีเดินทางไปถ่ายภาพและแสดงบทบาทหน้าประตูระบายน้ำของเขื่อน เช่น เขื่อนขุนด่านปราการชล และ เขื่อนเจ้าพระยา แล้วออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ปิดประตูระบายน้ำเพื่อสร้างภาพทางโซเชียล
โดยระบุว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการไร้ความรู้ความเข้าใจเชิงวิศวกรรมอย่างร้ายแรง เนื่องจากเมื่อเขื่อนมีปริมาณน้ำเต็มเกินร้อยละ 90-100 การอั้นน้ำไว้โดยไม่ระบายออกตามหลักเทคนิค จะสร้างแรงดันมหาศาลกระทบต่อตัวเขื่อน เสี่ยงที่จะทำให้เกิดอุบัติภัยทางโครงสร้างหรือ "เขื่อนแตก" ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง 10 ชีวิตของนักการเมืองคนดังกล่าวมิอาจรับผิดชอบความสูญเสียได้
ผศ.ดร.สิตางศุ์ ได้เรียกร้องว่า "ขอร้องให้นักการเมืองอย่าเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องเทคนิคการบริหารจัดการน้ำ" และขอให้ตัดบทบาททางการเมืองออกจากสมการการบริหารจัดการภัยพิบัติ
โดยเสนอให้ฟังข้อมูลและให้ความไว้วางใจแก่ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ซึ่งทำหน้าที่เป็นหัวโต๊ะประชุมบูรณาการร่วมกับกรมอุตุฯ กรมชลประทาน กฟผ. และกระทรวงมหาดไทยทุกวัน เพื่อให้ข้อมูลเชิงเทคนิคที่แม่นยำส่งตรงไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด ในการสั่งการเตือนภัยและเทคแอ็กชันในพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว
จี้ปฏิรูปใหญ่ "ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ" ทำงานล่าช้า-ไร้ผู้เชี่ยวชาญน้ำ
ในประเด็นระบบเตือนภัยพิบัติ ผศ.ดร.สิตางศุ์ ได้เสนอแนะให้รัฐบาลปฏิรูปการทำงานของ ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ สังกัดกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) อย่างเร่งด่วน โดยวิจารณ์ว่า
ที่ผ่านมาศูนย์ฯ ทำงานล่าช้าในรูปแบบระบบราชการที่มีการประชุมประเมินสถานการณ์เพียงวันละ 2 ครั้ง (เช้าและเย็น) ทำให้กระบวนการวิเคราะห์และส่งต่อข้อมูลเตือนภัยไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทำได้ไม่ทันต่อเหตุการณ์น้ำหลากจริง
นอกจากนี้ ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติซึ่งเดิมเคยสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีหลังเหตุการณ์สึนามิ แต่ต่อมาถูกย้ายมาอยู่ใต้ ปภ. กลับไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำโดยตรง ทำหน้าที่เพียงรับข้อมูลมาประมวลผลแบบราชการ ส่งผลให้ระบบเตือนภัยพิบัติของประเทศกลายเป็นระบบที่ "ง่อย" และไม่สามารถช่วยชีวิตหรือทรัพย์สินของประชาชนได้ทันเวลา
ผศ.ดร.สิตางศุ์ ทิ้งท้ายว่า หากรัฐบาลต้องการเปลี่ยนวิกฤตอุทกภัยให้เป็นโอกาส ต้องเร่งปฏิรูปศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติด้วยการดึงผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำเข้ามาทำงาน และนำเทคโนโลยีเตือนภัยล่วงหน้ามาใช้กระจายข่าวสารอย่างทันท่วงที เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องนอนแช่น้ำก่อนแล้วค่อยมีสัญญาณเตือนภัยตามหลัง หรือหากไม่สามารถปฏิรูปให้มีประสิทธิภาพได้ก็ควรพิจารณายุบทิ้งไป
ตั้งวอร์รูมสู้ภัยน้ำท่วม "แฟลตคลองจั่น" ช่วยประชาชน 20,000 ชีวิต
กทม.เร่งตั้งครัวกลาง ผลิตอาหาร 6 หมื่นชุด/วัน ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม
8 เขต กทม.ยังวิกฤต "ลาดกระบัง–บางกะปิ" ต้องการความช่วยเหลืออย่างมาก
今天(2026 年 9 月 28 日),泰国农业大学工程学院水资源工程系讲师 Sitangsu Pilailah 博士助理教授在泰国公共电视台的特别节目“洪水情况监测”中分析了整体洪水情况。
与2011年的特大洪水相比,此次事件在经济层面上存在根本差异。2011年,主要受灾地区是工业园区,大量洪水从北部涌来,造成了巨大的经济损失。
尽管2026年的洪灾总水量不及2011年,也并非由普密蓬大坝等大型水坝上游泄洪造成,但此次洪灾的复杂性和令人担忧之处在于,它是由中北部和北部低洼地区强降雨引发的。这导致全国多个流域同时发生大范围洪水,给当地民众造成了严重困难。
Sitangsu 分享了 2026 年洪水的图片:暴雨袭击了许多地区,导致多个流域发生大范围洪水。
曼谷及周边地区:在下一次涨潮前,必须抓紧“关键的三天”紧急抽水。
关于曼谷的情况,西唐苏副教授表示,该地区的降雨量已开始趋于稳定并逐渐减弱。然而,一些地势低洼、极易受灾的地区,例如兰甘亨路、民武里府、拉卡邦区和空占住宅区,由于排水缓慢,仍然有积水。预计水位下降还需要2-3天左右。
建议公众,居住在被洪水淹没、电力和供水中断地区的居民应立即撤离到干燥地区或临时避难所,以确保自身安全,不要留在该地区等待援助。
目前曼谷最令人担忧的问题是,只有短短三四天的“黄金时间”(从9月28日星期一到10月1日星期四)可以迅速将街道和运河系统中积聚的积水排入大海。这是因为水文部门的最新数据显示,10月1日至3日期间将出现另一次高潮。
如果曼谷不能及时将系统中的水排出,湄南河的大量河水将与潮汐涌浪相撞,导致水位上升超过预期,使排水变得极其困难。
曼谷紧急调动水泵的最佳时间是上午 8 点至下午 6 点之间,即每日涨潮和退潮的高峰期。然而,由于曼谷多台水泵发生故障,人们对未来 3-4 天内水泵的维修和全面运行准备情况提出了质疑。
此外,副教授西唐苏博士警告说,周边地区和曼谷将发布额外的洪水预警,并表示,尽管洪水尚未突破主要防洪堤,但暖武里府和巴吞他尼府的水位将在 10 月 1 日至 3 日期间上涨。
在曼谷市内,应特别关注湄南河的狭窄河段,尤其是在塔帕占(法政大学)和诗丽吉医院附近,因为这些区域水流湍急,水位异常高。因此,敦促曼谷市政府紧急检查并加固防洪堤坝,以防止任何渗漏或决堤。
湄公河流域情况危急;哇集拉隆功大坝必须泄洪。
西唐苏副教授指出,雨云目前已完全从曼谷向西部地区移动,尤其是在北碧府,这影响了哇集拉隆功大坝的水资源管理。此前,为了缓解下游的强降雨,大坝已停止泄洪。
然而,由于大坝上游持续强降雨,导致大量水流入水库,哇集拉隆功大坝不得不开始加大泄洪量。
这种情况对整个湄公河流域构成严重威胁,从通帕蓬县、班蓬县、波塔兰县和叻丕府一直延伸到沙没颂堪府入海口。据预测,哇集拉隆功大坝的泄洪量可能超过每秒1500立方米,这被认为是正常管理下的最大泄洪量,而且存在升至每秒1800至2000立方米的风险。
副教授西唐苏博士将湄公河流域列为“橙色”警戒级别,并敦促居住在湄公河沿岸的居民提前将财物转移到地势较高的地方,以防止损失。
监测新的降雨模式——湄南河大坝准备以每秒高达 2300 立方米的速度泄洪。
经过西部地区后,降雨系统将向北移动,影响泰国北部低地和北部地区,包括素攀武里府、乌泰他尼府、甘烹碧府、达府、湄宏顺府、南奔府、南邦府和清迈府,预计每日累计降雨量将达到 80-90 毫米。
乌泰他尼府的情况尤其令人担忧,因为罗姆克劳水库已满库。一旦暴雨来袭,森林中的洪水将流入萨凯克朗河,然后从那空沙旺府下游汇入湄南河,最终流入猜纳府的湄南河大坝。
副教授西唐苏博士解释说,湄南河大坝是一座“径流坝”,而不是像普密蓬大坝那样的蓄水坝,因此无法蓄积大量水量。目前,湄南河大坝的泄洪速率为每秒2000立方米。
然而,由于湄南河大坝下游猜纳府、信武里府、安通府和阿瑜陀耶府等地区降雨量巨大,日降雨量达200-300毫米,三天累计降雨量近400毫米,导致大量水流涌出。预计未来两三天内,湄南河大坝的泄洪量将不得不增加至每秒2300立方米。
根据这些趋势,西唐苏副教授建议湄南河流域的居民做好准备,将财物转移到地势较高、高于每秒2500立方米洪水泄洪水位的地方。她还特别提醒防洪堤以外的低洼地区注意防洪措施,例如大城府的邦巴尔县和塞纳县,即使目前的泄洪量低于每秒2000立方米,这些地区的水位也已齐腰深。
因此,如果湄南河大坝的泄洪量超过每秒 2300 立方米,邦巴尔和塞纳地区的居民应暂时撤离,因为水位将达到胸部高度并持续较长时间。
东部地区仍处于危急状态,水库蓄水量已达100%。
东部地区由于持续降雨,仍处于橙色预警状态,日降雨量达80-90毫米。这超过了城市排水系统的处理能力,该系统设计处理能力仅为每小时60-70毫米,或每日最大120毫米。因此,尖竹汶府和达叻河沿岸地区正遭受严重洪涝灾害。与此同时,罗勇府的帕塞水库蓄水量已超过其容量的100%,导致克朗县发生洪涝灾害。
此外,包括那空那育府、北柳府(特别是邦南坡、邦克拉和孔奎安地区)和巴真府在内的邦巴功河流域的水位极高,引发连锁反应,导致桑塞普运河无法正常向邦巴功河排水。
与此同时,那空那育府的坤丹普拉坎琼水坝和碧差汶里府的岗卡章水坝均已达到100%库容。因此,水坝管理人员需要泄洪,以维持水坝的稳定性和安全性,并防止结构性破坏。
对于包括素攀武里府、邦普拉玛府、佛统府(那空猜西府)和沙没沙空府(克拉通班府、班帕奥府)在内的塔钦河流域,河水已经漫过河岸,并将在此水位保持一段时间。
政客们因下令关闭水坝而受到批评,人们指出他们缺乏相关知识,也忽视了水坝坍塌的风险。
副教授西唐苏博士强烈批评了一些政客和副部长前往坤丹普拉坎春大坝和湄南河大坝等水坝泄洪闸前拍照和表演,然后命令官员关闭泄洪闸,以在社交媒体上营造正面形象的行为。
他们指出,这种做法严重缺乏工程知识,因为当水坝蓄水量超过90%至100%时,如果不按照技术原理泄洪,就会对水坝造成巨大压力,可能导致结构性破坏或“溃坝”。如果真的发生溃坝,那位政客的10条生命损失不应由他承担责任。
副教授西唐苏博士呼吁:“我敦促政治家们不要干预水资源管理的技术方面”,并要求他们将政治角色从灾害管理中剥离出来。
他们建议听取并信任国家水资源办公室(NWRO),该办公室每天与气象部门、皇家灌溉部门、泰国发电局(EGAT)和内政部举行综合会议,直接向省长提供准确的技术信息,使他们能够迅速发布警告并在受影响地区采取行动。
由于反应迟缓且缺乏水利专家,各界迫切呼吁对“国家灾害预警中心”进行重大改革。
关于灾害预警系统,副教授西唐苏博士建议政府紧急改革隶属于防灾减灾部(DDPM)的国家灾害预警中心的运作,并批评了以下几点:
此前,由于官僚体制僵化,该中心运作缓慢,每天仅召开两次情况评估会议(早晚各一次)。这导致分析和传递预警信息给省级行政长官的过程过于迟缓,无法对实际发生的洪灾事件做出及时反应。
此外,国家灾害预警中心(原隶属于总理府,海啸后划归防灾减灾部)缺乏直接的水资源管理专业知识。其职能仅限于以官僚方式处理信息,导致国家灾害预警系统形同虚设,无法及时挽救生命和财产。
副教授西唐博士总结道,如果政府想将洪灾危机转化为机遇,就必须紧急改革国家灾害预警中心,引入水资源管理专家,并利用预警技术及时发布信息,使民众不必等到被洪水淹没才收到预警。或者,如果无法对其进行有效改革,则应考虑解散该中心。
已在“Khlong Chan Flats”设立作战指挥中心,为2万名居民提供援助,以应对洪水灾害。
曼谷正在紧急设立中央厨房,每天生产 6 万份餐食,以帮助洪灾灾民。
曼谷仍有八个区处于危急状态,“拉卡邦和邦卡皮”急需援助。