← 返回新闻首页
泰国权威

รู้จัก "เรือผลักดันน้ำ" เครื่องมือกู้วิกฤต ในภารกิจเร่งน้ำออกจากพื้นที่

น้ำท่วม กทม. ทำให้ "เรือผลักดันน้ำ" กลับมาเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ถูกนำมาใช้เร่งการระบาย แต่เรือชนิดนี้ไม่ได้ทำหน้าที่สูบน้ำจากถนนหรือบ้านเรือน และไม่ได้เหมาะกับน้ำท่วมทุกแบบ แล้วเรือผลักดันน้ำมีไว้ทำอะไร ใครเป็นผู้จัดการ และเงื่อนไขแบบใดถึงใช้ได้

Thai PBSThai PBS查看原文 ↗
了解一下“排水船”,这是一种危机管理工具,用于快速排出受灾地区的积水。

สถานการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ ตั้งแต่ช่วงปลายเดือน ก.ย.ต่อเนื่องมาจนถึงวันนี้ (1 ต.ค.2569) ทำให้หลายหน่วยงานต้องระดมกำลังกันอย่างเต็มที่ ทั้งการใช้เครื่องสูบน้ำ เครื่องจักร และเรือ เพื่อเข้าช่วยเหลือพื้นที่ที่น้ำระบายออกได้ช้า โดยเฉพาะพื้นที่ฝั่งตะวันออกอย่างร่มเกล้าและลาดกระบังที่ยังมีน้ำท่วมขังในบางจุด

เพื่อรับมือกับวิกฤตนี้ กองทัพเรือได้ส่งชุดสำรวจลงพื้นที่ จ.สมุทรปราการ นครปฐม และนนทบุรี ตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย.ที่ผ่านมา เพื่อพิจารณาจุดติดตั้ง "เรือผลักดันน้ำ" ตามหลักวิศวกรรม

โดยที่ จ.สมุทรปราการ มีความพร้อมรองรับ 4 จุด ด้วยเรือผลักดันน้ำ 24 ลำ เพื่อช่วยเร่งระบายน้ำจากกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกและลาดกระบัง ส่วนที่ จ.นครปฐม พบจุดที่เหมาะสมบริเวณแม่น้ำท่าจีน 3 จุด ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำออกสู่ทะเลและรองรับน้ำจากพื้นที่ตอนบน

พร้อมกันนี้ ทางกองทัพเรือยังได้จัดกำลังพล 45 นาย นำเรือผลักดันน้ำ 14 ลำ เข้าประจำการในจุดวิกฤตของเขตลาดกระบัง แบ่งเป็นที่สะพานลาดกระบัง 4 ลำ สะพานหัวตะเข้ 6 ลำ และสะพานทับยาว 4 ลำ เพื่อเดินเครื่องเร่งระบายน้ำอย่างต่อเนื่องและบรรเทาความเดือดร้อนให้พี่น้องประชาชนโดยเร็วที่สุด

"เรือผลักดันน้ำ" คืออะไร และทำหน้าที่อย่างไร ?

คำถามสำคัญที่หลายคนสงสัยคือ เรือผลักดันน้ำนี้มีหน้าที่ทำอะไร และทำไมถึงต้องนำมาใช้แทนที่จะใช้แค่เครื่องสูบน้ำอย่างเดียว แท้จริงแล้ว เรือผลักดันน้ำ ไม่ใช่เรือสูบน้ำ

กองทัพเรือ อธิบายว่า เครื่องผลักดันน้ำที่ใช้นั้นเป็นระบบ Water Jet ที่ออกแบบและพัฒนาขึ้นโดยวิศวกรของกองทัพเรือ ตัวเครื่องจะใช้กำลังจากเครื่องยนต์สร้างแรงผลักดันให้น้ำในทางน้ำเคลื่อนที่ไปข้างหน้า เพื่อช่วยเพิ่มความเร็วของกระแสน้ำและเร่งการระบายออกจากพื้นที่ สามารถผลักดันน้ำได้สูงสุดถึง 4,362 ลบ.ม./ชั่วโมง จึงมักถูกนำไปใช้ในพื้นที่ที่มีปัญหาการระบายน้ำช้า เช่น พื้นที่ลุ่ม แอ่ง บึง และบริเวณที่เป็นคอขวด

ดังนั้น ตัวเรือจึงไม่ได้ทำหน้าที่ดูดน้ำจากพื้นถนนหรือบ้านเรือนขึ้นมาแล้วส่งทิ้งออกไปเหมือนเครื่องสูบน้ำ แต่จะต้องนำเรือไปติดตั้งในทางน้ำที่มีน้ำอยู่แล้ว เพื่อทำหน้าที่หลักในการ "เร่งอัตราการไหล" ให้มวลน้ำเดินทางออกจากพื้นที่ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ อีกหนึ่งหน้าที่สำคัญที่กองทัพเรือระบุไว้ก็คือ การช่วยชะล้างตะกอนดินเลนบริเวณก้นแอ่งให้น้ำสามารถไหลผ่านไปได้สะดวกขึ้นด้วย ด้วยเหตุนี้ เรือผลักดันน้ำจึงไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมทุกรูปแบบ แต่เป็นเครื่องมือสำหรับช่วงที่น้ำไหลมารวมกันอยู่ในทางน้ำแล้ว แต่ติดปัญหาตรงที่ระบายออกได้ช้าเท่านั้น

แล้วน้ำแบบไหนที่เหมาะกับการใช้เรือผลักดันน้ำ ต้องดูที่เงื่อนไขที่สำคัญที่สุดคือ "ต้องมีทางน้ำรองรับ" หากเป็นน้ำท่วมขังอยู่บนถนน ในบ้าน หรือพื้นที่ปิดไม่มีทางน้ำเชื่อมต่อออกไป เรือผลักดันน้ำจะไม่สามารถนำไปจอดแล้วช่วยผลักน้ำออกได้โดยตรง งานลักษณะนั้นจะต้องอาศัยเครื่องสูบน้ำ ระบบท่อ หรือการเปิดทางระบายน้ำเข้ามาช่วย

แต่ถ้าน้ำจากจุดที่ท่วมขังไหลลงสู่คลองหรือแม่น้ำได้แล้ว และคลองนั้นมีปัญหาน้ำไหลช้าหรือติดคอขวด เรือผลักดันน้ำถึงจะเข้ามาทำหน้าที่เร่งน้ำต่อจากจุดนั้นได้

รู้จัก "เรือผลักดันน้ำ" เครื่องมือกู้วิกฤต ในภารกิจเร่งน้ำออกจากพื้นที่

ย้อนกลับไปในภารกิจปี 2568 กองทัพเรือก็เคยมีการวางแผนจุดติดตั้งสำคัญในกรุงเทพฯ และพื้นที่โดยรอบรวม 10 จุด โดยใช้เรือผลักดันน้ำรวม 58 ลำ เพื่อเร่งระบายน้ำจากพื้นที่ชั้นในออกสู่ทะเล ซึ่งการใช้งานจริงทุกครั้งจะต้องมีการประสานงานร่วมกับหน่วยงานเจ้าของพื้นที่และหน่วยงานด้านน้ำเพื่อสำรวจก่อนเสมอ เนื่องจากจุดติดตั้งถือเป็นอีกหนึ่งเงื่อนไขที่สำคัญมาก หากเลือกตำแหน่งไม่สอดคล้องกับทิศทางน้ำ ผลลัพธ์ที่ต้องการก็อาจไม่เกิดขึ้น

กองทัพเรือมีเรือหลายขนาดและขีดความสามารถที่แตกต่างกัน ตั้งแต่ขนาด 320 แรงม้า ที่ผลักดันน้ำได้ 150,000 ลบ.ม./วัน ขนาด 220 แรงม้า ที่ผลักดันน้ำได้ 100,000 ลบ.ม./วัน ไปจนถึงขนาด 120 แรงม้า ที่ผลักดันน้ำได้ 30,000 ลบ.ม./วัน

"ขยะ-ผักตบชวา" คือศัตรูตัวฉกาจ

แม้ว่าเรือผลักดันน้ำจะมีประสิทธิภาพสูงในการเร่งระบายมวลน้ำ แต่ในการปฏิบัติงานจริงของเจ้าหน้าที่หน้างาน มักจะต้องเผชิญกับอุปสรรคสำคัญที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นคือปัญหาเรื่องขยะชิ้นใหญ่ ถุงพลาสติก และกลุ่มผักตบชวาจำนวนมากที่ลอยมาตามลำคลอง

สิ่งปฏิกูลเหล่านี้มักจะเข้าไปพันติดกับใบพัดหรือระบบพ่นน้ำของเรือผลักดันน้ำ จนทำให้เครื่องยนต์เกิดอาการขัดข้อง ร้อนจัด หรือลดประสิทธิภาพในการผลักดันน้ำลงอย่างมาก เจ้าหน้าที่ภาครัฐจึงต้องทำงานหนักขึ้น ทั้งการเดินเครื่องเรือระบายน้ำควบคู่ไปกับการจัดกำลังคนลงพื้นที่ตักขยะและกำจัดวัชพืชอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม มีน้ำก็ใช่ว่าจะสามารถใช้เรือได้ทุกจุด เพราะการนำเรือผลักดันน้ำมาใช้งานนั้นมีข้อจำกัดทางวิศวกรรม หากบริเวณนั้นไม่มีคลองหรือแม่น้ำรองรับ หรือปลายทางมีระดับน้ำที่สูงมากจนระบายน้ำต่อไปไม่ไหว การเพิ่มแรงผลักดันที่จุดใดจุดหนึ่งก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด ในทางกลับกัน หากมีทางน้ำต่อเนื่อง มีมวลน้ำสะสม และไหลช้า การติดตั้งเรือในตำแหน่งที่เหมาะสมจึงจะเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูง

ดังนั้น ภารกิจการนำเรือผลักดันน้ำมาใช้ จำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยรอบด้าน ทั้งระดับน้ำ ทิศทางการไหล สภาพคลอง จุดคอขวด ขีดความสามารถในการรองรับของปลายทาง ปริมาณขยะในพื้นที่ และตำแหน่งติดตั้ง ก่อนจะกำหนดจำนวนเรือและระยะเวลาเดินเครื่อง

สำหรับสถานการณ์ในกรุงเทพมหานครขณะนี้ การใช้เรือผลักดันน้ำจึงเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารจัดการน้ำแบบผสมผสาน ที่ทำงานร่วมกับการสูบน้ำ การเปิดทางระบาย และการบริหารประตูระบายน้ำ เพื่อทำหน้าที่ "เพิ่มแรงขับเคลื่อนให้น้ำในคลองไหลได้เร็วขึ้น" โดยไม่ได้ถูกนำมาใช้เพื่อทดแทนระบบสูบน้ำทั้งหมดแต่ประการใด

กทม.ฝนตกหนักหลายพื้นที่ รัชดาฯ-ลาดพร้าว-โชคชัย 4 ลูกเห็บตก

น้ำท่วมฉุดอุตฯ เสียหาย 1 พันล้าน ส.อ.ท.จี้รัฐเร่งฟื้นฟู ผู้ประกอบการ

สทนช.เผยเร่งผลักดันน้ำลงอ่าวไทย "เขื่อนภูมิพล-สิริกิติ์" ช่วยหน่วงน้ำตอนบน

"ณัฐพงษ์" จี้รัฐบาลกางแผนระบายน้ำด่วน ซัดขาดเอกภาพแก้ภัยพิบัติ

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

ช่วยเหลือผู้ประสบภัย

手机左右滑动,电脑按 ← → 键,也能切换新闻