กะเทาะปัญหาการทอดทิ้งผู้สูงอายุ อาจเป็นเพราะค่าใช้จ่ายในการดูแลที่สูงขึ้นหรือไม่?揭开老年人被遗弃问题的真相,这是否与护理成本上升有关?
ปัญหาผู้สูงอายุถูกทอดทิ้ง หรือ ทำร้าย อาจมีที่มาจากแรงกดดันที่ Sandwich Generation ได้รับจากภาระรายจ่ายที่พุ่งสูงขึ้น ในวันที่ต้องดูแลคนต่างวัยในครอบครัวหรือไม่?

วิกฤตของ Sandwich Generation กลับมาเป็นประเด็นที่น่าสนใจอีกครั้ง เมื่อสังคมไทย มีข่าวการทำร้าย หรือ ทอดทิ้งผู้สูงวัย เพราะหลายคนอาจมองว่า ผู้สูงอายุเป็นภาระของครอบครัว โดยเฉพาะคนในวัยทำงานที่ต้องดูแลทั้งผู้สูงวัย และ ต้องดูแลลูกไปพร้อมๆ กัน มาดูกันว่า ภาระรายจ่ายของ แซนด์วิช เจเนอเรชั่น มีมากน้อยแค่ไหนโดยเฉพาะรายจ่ายสำหรับการดูแลผู้สูงวัย
ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า "แซนด์วิช เจเนอเรชั่น (Sandwich Generation)" มักใช้เรียกคนที่อยู่ตรงกลางที่ต้องรับผิดชอบดูแลทั้งพ่อแม่สูงอายุและลูกของตนเอง ทั้งทางการเงิน ร่างกาย และ ทรัพยากรด้านอื่นๆ ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากประชากรสูงวัยทั่วโลกเพิ่มขึ้น ขณะที่วัยแรงงานมีจำนวนลดลงหรือเท่าเดิม ทำให้ประชากรของหลายประเทศตกเป็นคนกลุ่ม Sandwich Generation
จากผลการศึกษากลุ่ม Sandwich Generation ในสหรัฐอเมริกาของมหาวิทยาลัยมิชิแกน (University of Michigan) พบว่า มีประชากรเกือบ 1 ใน 4 ของประเทศที่ต้องดูแลผู้สูงอายุที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป และ เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีในเวลาเดียวกัน ส่งผลให้ประชากรกลุ่มนี้มีแนวโน้มมีปัญหาทางการเงินเพิ่มเป็นสองเท่าของประชากรทั่วไป รวมถึงมีแนวโน้มเผชิญกับปัญหาสุขภาพจิตมากกว่าคนที่ดูแลแค่ผู้สูงอายุที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปเท่านั้น
สำหรับประเทศไทย ครัวเรือนไทยที่มีลักษณะเป็น Sandwich มีจำนวน 3.4 ล้านครัวเรือน ในปี 2566 หรือคิดเป็น สัดส่วน 14% ของครัวเรือนทั้งหมด
เมื่อพิจารณาโครงสร้างตามช่วงวัยของครัวเรือน Sandwich พบว่า วัยสูงอายุมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น ขณะที่วัยแรงงาน มีสัดส่วนลดลง ส่งผลให้อัตราการพึ่งพิงของครัวเรือน Sandwich มีสัดส่วนสูง คือ วัยแรงงาน 100 คน ต้องดูแลเด็กและผู้สูงอายุรวม 86 คน
ข้อมูลล่าสุดจากระบบทะเบียนราษฎร และ กรมกิจการผู้สูงอายุ ระบุว่า ประเทศไทยมีจำนวนผู้สูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) ทะลุ 14.2 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 22% ของประชากรทั้งประเทศ ซึ่งตอกย้ำว่าประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ "สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์" เต็มตัว
กลุ่มที่ใหญ่ที่สุด คือ กลุ่มผู้สูงอายุตอนต้น
อายุ 60-69 ปี (ผู้สูงอายุตอนต้น) ประมาณ 7.94 ล้านคน (55.74% ของผู้สูงอายุทั้งหมด)
อายุ 70-79 ปี (ผู้สูงอายุตอนกลาง) ประมาณ 4.33 ล้านคน (30.41%)
อายุ 80-89 ปี (ผู้สูงอายุตอนปลาย) ประมาณ 1.58 ล้านคน (11.10%)
อายุ 90 ปีขึ้นไป ประมาณ 3.9 แสนคน (รวมผู้ที่มีอายุเกิน 100 ปีอีกกว่า 46,000 คน)
รายได้ของผู้สูงอายุหากไม่ได้มีเงินบำนาญ หรือ เงินก้อนที่วางแผนวัยเกษียณไว้ ปัจจุบันจะมีเงินอุดหนุนจากสวัสดิการของรัฐ คือ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 600 -1,000 บาท ตามช่วงอายุ
เมื่อผู้สูงอายุ เข้าสู่วัยถดถอย บางคนเจ็บป่วย บางคนต้องอาศัยการดูแลอย่างใกล้ชิด โดยค่าใช้จ่ายสำหรับการดูแลแบบจ้างผู้ดูแล (Caregiver)
แบบไป-กลับ 15,000-18,000 บาท/เดือน (รายวัน 600-1,200 บาท)
แบบพักประจำ (ดูแลผู้ป่วยติดเตียง) 18,000-25,000 บาท/เดือน
พยาบาลวิชาชีพ (RN) 35,000-50,000+ บาท/เดือน สำหรับผู้ที่ต้องการการแพทย์โดยตรง
ค่าใช้จ่ายเสริม ค่าอาหาร (4,500–15,000 บาท/เดือน) และ เวชภัณฑ์/ผ้าอ้อม (2,300–4,500 บาท/เดือน)
ค่าใช้จ่ายสำหรับการดูแลผู้สูงอายุของศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ (Nursing Home / เนิร์สซิ่งโฮม)
ระดับพื้นฐาน (ช่วยเหลือตัวเองได้บางส่วน) 15,000-30,000 บาท/เดือน (ห้องรวม)
ระดับกลาง (ผู้ป่วยติดเตียง/อัลไซเมอร์) 30,000-60,000 บาท/เดือน รวมอาหารและพยาบาล 24 ชม.
ระดับพรีเมียม/ฟื้นฟูเข้มข้น (Medical Rehab) 60,000-120,000+ บาท/เดือน มีแพทย์และกายภาพบำบัดใกล้ชิด
ค่าใช้จ่ายแอบแฝง เช่น ค่าอาหารทางสายยาง (+3,000 บาท/เดือน) หรือ ค่าออกซิเจน (+4,000 บาท/เดือน)
แม้ว่าแนวโน้มครัวเรือน Sandwich จะลดลง แต่คนที่เป็น Sandwich Generation ยังมีภาระที่ต้องแบกรับ โดยเฉพาะความเปราะบางทางการเงิน สะท้อนได้จากรายได้สุทธิต่อเดือน (รายได้หักค่าใช้จ่าย) ปี 2566 พบว่า ครึ่งหนึ่งหรือ 49.1% ของครัวเรือน Sandwich มีรายได้สุทธิคงเหลือน้อยกว่า 10% ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากอัตราการพึ่งพิงที่ค่อนข้างสูง ต้องดูแลวัยสูงอายุที่มีอายุยืนยาวขึ้นทำให้มีภาระค่าใช้จ่ายโดยเฉพาะอย่างยิ่งค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้นอีกด้วย
ครัวเรือน Sandwich ส่วนใหญ่หรือ 69.8% มีภาระหนี้สิน โดยภาระหนี้สินต่อรายได้ต่อเดือนของครัวเรือนมีสัดส่วน 16.6% สูงกว่าภาพรวมครัวเรือนทั้งประเทศ 13.8% ชี้ให้เห็นถึงความไม่มั่นคงทางการเงิน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความสามารถทางการเงินในระยะยาว รวมถึงการสะสมทรัพยากรและความมั่งคั่งอาจไม่สามารถทำได้อย่างที่ควรจะเป็น เมื่อเทียบกับกลุ่มคนที่ไม่มีภาระการดูแล
และภาระหนี้สินบวกกับรายจ่ายที่ค่อนข้างสูงต่อเดือนในการดูแลผู้สูงอายุ จึงอาจเป็นแรงกดดันให้ผู้สูงวัยถูกทอดทิ้ง และ ละเลยมากขึ้นก็เป็นได้
ที่มา : สศช.,กรมกิจการผู้สูงอายุ,CareMatePro
ค่าใช้จ่ายดูแลผู้สูงอายุ
“夹心一代”危机再次成为泰国社会关注的焦点,尤其是在近期虐待和遗弃老人的新闻曝光之后。许多人认为老年人是家庭的负担,特别是那些必须同时照顾年迈亲属和子女的在职人士。让我们来探讨一下“夹心一代”的经济负担,特别是与照顾老人相关的费用。
根据国家经济和社会发展委员会(NESDC)的数据,“夹心一代”通常用来形容那些既要照顾年迈的父母,又要承担子女养育责任的人群,他们在经济、体力和其他资源方面都面临着巨大的压力。这部分是由于全球老年人口不断增长,而劳动年龄人口却在减少或保持不变,导致许多国家的人口都属于“夹心一代”。
美国密歇根大学一项针对“夹心一代”的研究发现,美国近四分之一的人同时照顾一位65岁及以上的老人和一名18岁以下的儿童。这导致该群体遭遇经济困难的可能性是普通人群的两倍,而且比只照顾65岁及以上老人的群体更容易出现心理健康问题。
2023 年,泰国共有 340 万个三明治式家庭,占所有家庭的 14%。
考虑到三明治家庭的年龄结构,老年人口比例不断上升,而劳动年龄人口比例却在下降。这导致三明治家庭的抚养比很高,每100名劳动年龄人口中,就有86人需要赡养儿童和老人。
来自民事登记系统和老年事务部的最新数据显示,泰国拥有超过1420万老年人(60岁及以上),约占总人口的22%。这凸显了泰国已全面进入“老龄化社会”。
人数最多的群体是早期老年人群体。
约有 794 万人年龄在 60-69 岁之间(早期老年人)(占所有老年人的 55.74%)。
约有 433 万人(占 30.41%)年龄在 70-79 岁之间(中老年人)。
约有 158 万人(占 11.10%)年龄在 80-89 岁之间(高龄老人)。
约有 390,000 人年龄在 90 岁及以上(其中超过 46,000 人年龄在 100 岁及以上)。
对于没有养老金或退休金计划的老年人来说,目前的收入来自政府福利补贴,即根据年龄不同,每月可领取 600 至 1000 泰铢的老年人津贴。
随着老年人年龄增长,有些人会生病,有些人需要密切照顾,这就产生了雇佣护理人员的费用。
往返:每月 15,000-18,000 泰铢(每天 600-1,200 泰铢)
住家护理员(照顾卧床病人):月薪 18,000-25,000 泰铢
注册护士 (RN) 月薪 35,000-50,000+ 泰铢,适用于需要直接医疗护理的人员。
其他开支包括食品(每月 4,500-15,000 泰铢)和医疗用品/尿布(每月 2,300-4,500 泰铢)。
养老院的护理费用。
基本水平(部分自理):15,000-30,000泰铢/月(合租房间)
中度护理级别(卧床不起/阿尔茨海默病患者):每月 30,000-60,000 泰铢,包括食物和 24 小时护理。
高级/强化康复(医疗康复)每月60,000-120,000泰铢以上。包括医生和理疗师的密切监督。
隐性费用包括管饲费(每月 3,000 泰铢)或氧气费(每月 4,000 泰铢)。
尽管夹心家庭的数量呈下降趋势,但属于夹心一代的人们仍然承受着沉重的负担,尤其是在经济方面。这一点体现在他们的月净收入(收入减去支出)上。2023年,一半(49.1%)的夹心家庭净收入低于10%,部分原因是他们相对较高的抚养比以及需要照顾寿命延长的老年人,这导致支出增加,特别是医疗保健费用。
桑威治县大多数家庭(69.8%)负债,负债收入比为16.6%,高于全国平均水平13.8%。这表明他们的财务状况不稳定,可能会影响其长期财务能力,并阻碍他们积累资源和财富的能力,与没有受抚养人的家庭相比,这种情况更为明显。
债务负担,加上每月相对较高的照顾老人的费用,可能会给老年人带来更大的压力,导致他们被遗弃和忽视。
资料来源:NESDB、老年事务部、CareMatePro
老年护理费用