← 返回新闻首页
泰国社会主流

สรุปปมร้อน กรงขังหมา-เตียงกรงขัง แม่เปิดหน้าชน ลูกชาย-สะใภ้ กลางโหนกระแส (มีคลิป)

เฟซบุ๊ก อรรถรส สรุปดราม่าร้อน กรงขังหมา-เตียงกรงขัง ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุป้าแมว จ.กาญจนบุรี ล่าสุด แม่เปิดหน้าชน ลูกชาย-สะใภ้ กลางโหนกระแส

brighttvBright TV News查看原文 ↗
关于备受争议的狗笼/狗笼床的总结:母亲在“Hone Krasae”(泰国脱口秀节目)上与儿子和儿媳对峙(附视频)。

Home » โซเชียล » สรุปปมร้อน กรงขังหมา-เตียงกรงขัง แม่เปิดหน้าชน ลูกชาย-สะใภ้ กลางโหนกระแส (มีคลิป)

เฟซบุ๊ก อรรถรส สรุปดราม่าร้อน กรงขังหมา-เตียงกรงขัง ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุป้าแมว จ.กาญจนบุรี ล่าสุด แม่เปิดหน้าชน ลูกชาย-สะใภ้ กลางโหนกระแส

6 ตุลาคม 2569 เฟซบุ๊ก อรรถรส สรุปเรื่องราวของ แม่ถูกลูกชาย-สะใภ้ พาไปฝากไว้ที่ ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุป้าแมว อ.เมือง จ.กาญจนบุรี ซึ่งทางเพจได้สรุปประเด็นร้อนเรื่อง 3 ประเด็นดังนี้

จากประเด็น ที่ลูกในไส้ฮุบสมบัติพันล้าน และยังส่งแม่แท้ๆ ไปขังเนิร์สซิ่งโฮมสุดโหดนาน 2 ปีครึ่ง ล่าสุดลูกชาย-สะใภ้โผล่เปิดหน้าชน

เรื่องราวคุณแม่วัย 63 ปี แม่เลี้ยงเดี่ยวสู้ชีวิต สร้างโรงงานเครื่องสำอางพันล้านด้วยเงินสด ดึงลูกชายและสะใภ้มาช่วยงาน แต่กลับวางแผนพาชายฉกรรจ์บุกอุ้มแม่ขึ้นรถกู้ภัยไปขัง แม่ถูกขังที่ “โสธรชัย เนอร์สซิ่งโฮม” จ.กาญจนบุรี นาน 2 ปีครึ่ง กระทั่งแอบส่งเบอร์โทรให้น้องสาวช่วยเหลือจนรอดออกมาได้ ​(อัปเดตล่าสุด จากรายการเที่ยงวันทันเหตุการณ์) ​🔵 แม่ถอดหน้ากาก แฉความทรมานใน “กรงหมา” ◼️ อัปเดตล่าสุด คุณแม่ตัดสินใจ “ถอดหน้ากากและแว่นตา” เปิดหน้ากลางรายการ เพื่อยืนยันตัวตนว่าโดนกระทำจริงๆ ไม่ต้องปิดบังอีกต่อไป และพร้อมเผชิญหน้ากับลูกชาย ◼️ แม่แฉภาพจำฝังใจ ยืนยันว่าถูกขังใน “กรงที่ 2” (แม่เรียกว่ากรงหมา) ตลอด 24 ชั่วโมง นานถึง 11 เดือนเต็ม! ได้ออกมาแค่ตอนอาบน้ำ ขับถ่ายก็ต้องทำในถังผงซักฟอก โดยแม่ฉลาดมาก แอบเอาปากกาเมจิกทำตำหนิไว้ที่กรงเป็นหลักฐานด้วย ◼️ ความโหดร้ายคือ ลูกชายรู้เรื่องทุกอย่างเพราะเป็นคนจ่ายเงิน แถมเจ้าหน้าที่ศูนย์ยังหลุดปากบอกแม่ว่าลูกชายสั่งไว้ “ถ้าแม่เป็นอะไร ห้ามพาไปหาหมอ ปล่อยให้ตายในนี้เลย” และเตรียมถ่ายคลิปแม่ไปยื่นศาลเพื่อขอเป็นผู้จัดการมรดก ​🔵 โป๊ะแตก! “เตียงตะแกรงปิ้งปลา” หายวับตอนตำรวจลงตรวจ ◼️ ภาพสุดหดหู่ที่ทีมงานเจอในตึก 2 คือเตียงผู้ป่วยกว่า 12 เตียง มี “ลูกกรงเหล็กครอบเตียง” ลักษณะคล้ายตะแกรงปิ้งปลาครอบคนไข้อีกที! ◼️ แม่เล่าความโหดว่า ตอนกลางวันคนไข้จะถูกจับมัดติดเตียง พอหลัง 4 โมงเย็นก็จะเอาตะแกรงเหล็กนี้มาครอบปิดขังคนไข้ไว้ขยับไม่ได้ ◼️ แต่พออธิบดี สบส. (กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ) และสื่อมวลชนลงพื้นที่ช่วงเช้า ปรากฏว่าเตียงตะแกรงเหล็กพวกนี้ “หายไป” เปิดโล่งหมด! ทางศูนย์อ้างหน้าตาเฉยว่าเป็น “ชั่วโมงรีแลกซ์” ​🔵 ข้ออ้างสุดช็อก! บินไปซื้อนวัตกรรมถึงกวางโจว ◼️ ป้าแมว (เจ้าของศูนย์) และผู้ดูแลชาย อ้างว่าเตียงกรงเหล็กนี้คือความหวังดี! เป็น “นวัตกรรม” ที่อุตส่าห์ลงทุนบินไปหาซื้ออุปกรณ์การแพทย์ถึงเมืองกวางโจว ประเทศจีน ◼️ ป้าแมวแถว่า ที่ต้องเอาตะแกรงมาครอบ เพื่อให้ผู้ป่วยพลิกตัวไปมาได้ ดีกว่าจับมัดมือไว้ตลอดจนมือบวมถลอก เลือดออก และป้องกันคนไข้ดิ้นตกเตียงแขนขาหัก หรือวิ่งหนีออกไปโดนรถชนตาย ​🔵 ลูกชาย-สะใภ้ โผล่โหนกระแส ปฏิเสธลั่น ◼️ ฝั่งลูกชาย ลูกสะใภ้ และน้องชายของลูกสะใภ้ ยอมมาปรากฏตัวที่รายการโหนกระแส โดยทุกคน “ไม่ใส่แมสก์ปิดหน้า” เปิดเผยตัวตนเช่นเดียวกับคุณแม่ ◼️ ลูกชายยังคงยืนกรานปฏิเสธเสียงแข็ง อ้างว่า “ไม่เคยรู้มาก่อนเลย” ว่าสถานที่ที่พาแม่ไปฝากจะมีสภาพเลวร้ายและเป็นกรงขังแบบนี้ ◼️ แถมยังโยนความผิดให้ “บีม” (น้องสาว) โดยอ้างว่าน้องสาวเป็นตัวตั้งตัวตี เป็นคนอยากให้ส่งแม่ไปอยู่ที่ศูนย์แห่งนี้เอง ◼️ ลูกชายยังงัดประเด็นว่า แม่กับน้องสาวเคยมีเรื่องทำร้ายร่างกายกันถึงขั้นข่วนหน้า ◼️ แต่คุณแม่สวนกลับทันควันว่า เป็นแค่การทะเลาะเถียงกันตามประสาแม่ลูก แล้วแม่จะตีบีมจนมือไปโดนหน้า ไม่ใช่เหตุรุนแรงอะไรถึงขั้นที่ลูกชายต้องเอาคนมาอุ้มแม่ไปขังคุกแบบนี้! ​🔵 อธิบดี สบส. ฟันธง “ผิดเต็มประตู” ◼️ อธิบดี สบส. ลงพื้นที่ตรวจสอบด้วยตัวเอง ยืนยันว่าศูนย์แห่งนี้ทำ “เกินขอบเขตที่ขออนุญาต” ◼️ ศูนย์จดทะเบียนแค่รับดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยพึ่งพิง แต่กลับรับรักษาผู้ป่วยจิตเวช สมองเสื่อม และบำบัดยาเสพติด ◼️ ซึ่งตามกฎหมายต้องเป็น “สถานพยาบาล” ที่มีแพทย์และผู้ประกอบวิชาชีพดูแลเท่านั้น การขังกรงคนไข้แบบนี้ผิดมาตรฐานชัดเจน ◼️ ที่น่าตกใจคือ ป้าแมวอ้างว่าศูนย์เพิ่งได้รับการ “ต่อใบอนุญาต” เมื่อวันที่ 3 ส.ค. 69 ที่ผ่านมา! โดยอ้างชื่อ “คุณนัยนา” จาก สบส.เขต 5 ว่ามาตรวจพร้อมทีมงานแล้วบอกว่าทำถูกต้อง ◼️ งานนี้สังคมจี้ สบส.เขต 5 ต้องออกมาชี้แจงด่วน ว่าอนุญาตให้มีกรงขังแบบนี้ได้อย่างไร! ◼️ ด้านผู้กำกับการ 5 กองปราบปราม ระบุว่าเบื้องต้นเป็นการลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่ ยังไม่เจอการทารุณกรรมซึ่งหน้า ◼️ แต่หลังจากนี้จะเรียกตัวลูกชาย ลูกสาว และครอบครัวทั้งหมดมาสอบสวนกระบวนการส่งตัว ว่าเข้าข่ายกักขังหน่วงเหนี่ยวหรือไม่

ศึกสายเลือด! ลูกชาย-ลูกสะใภ้ โผล่เปิดหน้าชี้แจง อ้างแม่ใช้ความรุนแรงก่อน ระบุเหตุผลที่ต้องส่งไปศูนย์ดูแลฯ พร้อมงัดแชตหลักฐานโต้แย้งน้องสาวกลางรายการ!

ลูกชาย (เบนซ์) ระบุสาเหตุที่ต้องส่งคุณแม่ไปอยู่ศูนย์ดูแลฯ เนื่องจากคุณแม่มีอารมณ์รุนแรง และมีการใช้ความรุนแรงทำร้ายร่างกายคนในครอบครัว ทั้งตัวน้องสาว (บีม) และตัวลูกชายเองจนถึงขั้นมีบาดแผล ◼️ ฝั่งลูกชายได้นำหลักฐานรูปภาพแชตไลน์และรูปถ่ายรอยแผลที่บีมถูกแม่ข่วนหน้า มาแสดงกลางรายการ ◼️ เพื่อยืนยันว่าแม่มีการทำร้ายร่างกายบีมจริง และระบุว่าบีมเองก็มีความกังวลว่าแม่จะไปทำร้ายหลาน (ลูกของบีม) ด้วย จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ต้องส่งแม่ไปรับการดูแล ◼️ ด้านคุณแม่ได้ชี้แจงในประเด็นนี้ว่า รอยข่วนดังกล่าวเกิดจากการทะเลาะมีปากเสียงกันตามประสาแม่ลูก ◼️ ว่าแม่จะเข้าไปตีบีม บีมเอามือมาปัดป้อง ทำให้มือแม่ไปโดนหน้าจนเป็นรอยข่วน ไม่ได้มีความรุนแรงถึงขั้นที่ลูกชายต้องนำตัวแม่ไปขังในสถานที่ดังกล่าว ◼️ ส่วน ประเด็นเรื่องผู้ตัดสินใจส่งแม่ไปศูนย์ดูแลฯลูกชายระบุว่า “บีม” (น้องสาว) รับรู้อยู่แล้วว่าจะพาแม่ไปส่งที่ศูนย์แห่งนี้ และระบุว่าบีมเป็นคนเขียนจดหมายอธิบายอาการของแม่เพื่อฝากไปให้แพทย์ประเมินด้วย ◼️ ขณะที่ฝั่งบีม (น้องสาว) ชี้แจงปฏิเสธข้อกล่าวหานี้ โดยระบุว่าตนเองเข้าใจมาตลอดว่าพี่ชายจะพาแม่ไปหาหมอที่ “โรงพยาบาลมนารมณ์” (รพ.จิตเวช) ◼️ และหลักฐานในแชตก็ระบุว่าบีมย้ำเสมอให้พาแม่ไป “โรงพยาบาล” ไม่ได้ตกลงให้พี่ชายพาแม่ไปอยู่ที่เนิร์สซิ่งโฮมในลักษณะนี้ ◼️ เมื่อพี่หนุ่ม กรรชัย สอบถามฝั่งลูกชายว่า ทราบหรือไม่ว่าสถานที่ที่พาแม่ไปอยู่ไม่มีแพทย์ประจำศูนย์ ◼️ ลูกชายตอบชี้แจงว่า ทางศูนย์ ได้แจ้งข้อมูลกับตนว่า “ที่ศูนย์มีแพทย์ และแพทย์จะเข้ามาดูอาการทุกวัน” โดยระบุว่ามีแชตหลักฐานที่คุยกับป้าแมวสามารถนำมายืนยันได้ ◼️ จากประเด็นนี้ ทนายแก้วได้อธิบายข้อกฎหมายในรายการอย่างชัดเจนว่า สถานดูแลผู้สูงอายุ (เนิร์สซิ่งโฮม) ไม่สามารถมีแพทย์ประจำเพื่อทำการรักษาหรือสั่งจ่ายยาจิตเวชได้ ◼️ ทำได้เพียงการดูแลประคับประคองผู้ป่วยเท่านั้น หากทางศูนย์มีการแอบอ้างกับญาติว่ามีแพทย์รักษาและสั่งจ่ายยาจริง จะเข้าข่ายความผิดฐานเปิดสถานพยาบาลเถื่อน ซึ่งมีโทษจำคุก 5 ปี และปรับ 1 แสนบาท

อยากมาสรุปประเด็นเรื่อง โรงงาน ที่ฝั่งลูกชาย ลูกสะใภ้-น้องชายลูกสะใภ้ อ้างว่าจ่ายค่าเซ้ง และลงทุนรีโนเวทไป 2.5 ล้าน ถ้าแม่จะเอาคืนต้องจ่ายมา! ด้าน “คุณเอกภพ สายไหม” ซัดกลับ ไม่สัญญาเซ้ง และสลิปโอนเงินไม่ใช่สัญญาเซ้ง แม่มีสิทธิ์ยึดคืน!

ก็คือ ธงคุณแม่ในวันนี้ คือต้องการโรงงานคืน. มันเลยได้มีการพูดคุยถึงประเด็นนี้กัน 🔵 มุมทางฝั่งคุณแม่ ◼️️ คุณแม่ยืนยันว่า ตนเองเป็นคนนำเงินสดมาสร้างโรงงานผลิตเครื่องสำอางนี้ตั้งแต่แรก ใบอนุญาตก่อสร้างก็เป็นชื่อคุณแม่ และสัญญาเช่าที่ดินก็เป็นชื่อคุณแม่ ◼️ แม่เล่าว่า ช่วงกลางปี 65 ฝั่งลูกสะใภ้ (กุ้งฝอย) มาบ่นว่าลูกชายไม่ทำงาน แม่ด้วยความสงสารและอยากให้ลูกมีอาชีพ จึงชวนให้มาช่วยทำโรงงาน ◼️ ตอนแรกตกลงจะแบ่งกำไรกันคนละครึ่ง แต่พอเข้ามาทำจริงๆ ฝั่งลูกสะใภ้กลับขอเปลี่ยนเป็น “ขอเช่าโรงงาน” โดยตกลงจ่ายค่าเช่าให้แม่เดือนละ 100,000 บาท เพื่อบริหารจัดการเอง 100% ◼️ แต่หลังจากที่แม่ถูกอุ้มไปขัง ลูกชายและลูกสะใภ้กลับไป “ถอดชื่อแม่” ออกจากบริษัทเดิม แล้วไปเปิดบริษัทใหม่ (ชื่อ แกรม) มาสวมสิทธิ์ใช้โรงงานของแม่หน้าตาเฉย และไปหลอกให้เจ้าของที่ดินเซ็นสัญญาเช่าที่ดินฉบับใหม่เป็นชื่อของลูกชายแทน! 🔵 มุมของลูกสะใภ้ (กุ้งฝอย) และน้องชาย (ผู้จัดการโรงงาน) 🔷️ ประเด็น “เงิน 1 แสนไม่ใช่แค่ค่าเช่า แต่คือค่าเซ้ง”: ▪️ ฝั่งลูกสะใภ้และน้องชายอ้างว่า เงิน 1 แสนบาทที่จ่ายให้แม่ทุกเดือนนั้น ไม่ใช่แค่ค่าเช่าธรรมดา แต่เป็น “ค่าเช่าบวกค่าเซ้งโรงงาน” ▪️เนื่องจากค่าเช่าที่ดินจริงจ่ายให้เจ้าของที่ดินแค่เดือนละ 20,000 บาท โดยลูกชาย (เบนซ์) เสริมว่าตอนตกลงกันแรกๆ ตนได้โอนเงินก้อนให้แม่ไปแล้ว 1 ล้านบาท และขอผ่อนจ่ายส่วนที่เหลือเป็นรายเดือน 🔷️ ประเด็น “แม่ทิ้งกิจการไปแล้ว เรามาลงทุนสร้างใหม่”: ▪️กุ้งฝอยอ้างว่า ตอนที่ตนเองเข้ามารับช่วงต่อนั้น โรงงานไม่ได้อยู่ในสภาพพร้อมทำงาน ไม่มีเครื่องจักร และไม่เห็นพนักงานเหลืออยู่เลยสักคนเดียว ▪️ตนจึงต้องเข้ามาเริ่มนับหนึ่งใหม่ ลงทุน “รีโนเวทและปรับปรุงต่อเติมโรงงานใหม่หมดทุกอย่าง” ซึ่งใช้เงินลงทุนไปประมาณ 2.5 ล้านบาท และเปิดบริษัทใหม่ขึ้นมาบริหารเอง 🔷️ ประเด็น ที่แม่ไปอยู่ในสถานที่แห่งนั้น: ▪️ กุ้งฝอยได้ชี้แจงถึงสถานที่แม่ไปอยู่ ว่า 🗣 กุ้งฝอย (ลูกสะใภ้): “เท่าที่ดูจากภาพที่แม่ไปรักษา ยอมรับว่ามันสะเทือนใจมากๆ นั่งอึดอัดพูดไม่ออกเลย เพราะเพิ่งรู้ว่าพี่เบนซ์พาแม่ไปที่แบบนั้น… ▪️ ในฐานะลูกสะใภ้ ถ้าคุณแม่ต้องการความช่วยเหลือเรื่องอื่น หนูช่วยเหลือได้เต็มที่ แต่เรื่องธุรกิจมันต้องแยกกันค่ะ” 🔷️ ประเด็น “ถ้าจะเอาคืน ใครจะจ่ายค่าชดเชยพนักงาน?”: ▪️ เมื่อคุณแม่ยืนยันจะขอพื้นที่โรงงานคืน น้องชายของกุ้งฝอย (ก้อง) ในฐานะผู้จัดการโรงงาน ได้โต้แย้งและสวนกลับอย่างดุเดือดกลางรายการ 🗣 น้องชาย (ผู้จัดการโรงงาน) : “บริษัทใหม่นี้ คุณแม่ไม่มีส่วนร้อยเปอร์เซ็นต์ เราทำกันเอง สัมภาษณ์พนักงานตั้งแต่คนแรกจนตอนนี้มี 20 คน ถ้าเราย้ายออกไป พนักงานตรงนั้นใครรับผิดชอบค่าชดเชยครับ? พนักงานเขาไม่ได้ทำอะไรผิด แล้วผมไม่ได้ทำอะไรผิด ทำไมผมต้องย้ายสถานที่ ทำไมผมต้องควักเงินจ่ายค่าชดเชยให้เขา ทั้งๆ ที่ผมทำถูกต้องมาตลอด!” 🔷️ ประเด็น “ข้อแม้ในการคืนโรงงาน”: ▪️ ฝั่งลูกสะใภ้และน้องชายทิ้งท้ายว่า หากคุณแม่จะเอาโรงงานคืนจริงๆ พวกตนคงไม่สามารถย้ายออกได้ทันที ▪️ เพราะต้องขอเวลาไปจัดการเรื่องลูกค้า และคุณแม่ต้องรับผิดชอบชดใช้เงินค่ารีโนเวท 2.5 ล้านบาทคืนมาให้พวกตนก่อนด้วย ◼️ ทางด้านคุณเอกภพ ชี้ว่า ซึ่งตามกฎหมาย สลิปโอนเงินไม่ใช่สัญญาซื้อขายหรือสัญญาเซ้งกิจการ ดังนั้น ในเมื่อไม่มีสัญญาเซ้ง สิทธิ์ในการครอบครองโรงงานก็ยังคงเป็นของคุณแม่ตามเอกสารเดิม 🗣 เอกภพ ว่า “ตรรกะง่ายๆ เลย คุณเป็นผู้เช่า คุณไปเช่าโรงงานเขา แล้วคุณอยากรีโนเวทต่อเติมเองเพื่อประกอบกิจการของคุณ วันหนึ่งที่เจ้าของเขาจะเอาที่คืน คุณจะไปเรียกเก็บเงินค่าต่อเติมจากเจ้าของโรงงานไม่ได้! ไม่มีใครเขาทำกัน!”

ขอบคุณข้อมูล อรรถรส – โหนกระแส

手机左右滑动,电脑按 ← → 键,也能切换新闻