← 返回新闻首页
泰国权威

หาต้นตอ "สารพิษ" พืชเกษตร แยก "มลพิษข้ามพรมแดน-เคมีเกษตร" ลุ่มน้ำ จ.เชียงราย

จ.เชียงราย ตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนของโลหะหนักในพื้นที่เกษตรกรรมลุ่มน้ำฯลุยเก็บตัวอย่างน้ำ ดิน พืช และสารเคมีทางการเกษตร แยกที่มาของสารโลหะหนักว่าเกิดจากเคมีทางการเกษตรหรือเหมืองแร่ หวังเป็นต้นแบบการจัดการพื้นที่เกษตรกรรมลุ่มน้ำ

Thai PBSThai PBS查看原文 ↗
追溯农作物中“有毒物质”的来源:区分清莱府河流域的“跨境污染”和“农业化学品”。

ทีมนักวิจัยจากคณะทำงานขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรจากการปนเปื้อนของโลหะหนักในพื้นที่เกษตรกรรมลุ่มน้ำ จ.เชียงราย ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างพืช ดิน น้ำ ปุ๋ย ฮอร์โมน และยากำจัดศัตรูพืช ในพื้นที่ลุ่มน้ำกก-สาย-รวก เพื่อกำหนดมาตรการป้องกันและเฝ้าระวังผลผลิตทางการเกษตรที่อาจปนเปื้อนโลหะหนัก

แผนการเก็บตัวอย่างในลุ่มน้ำกกแบ่งเป็น 3 พื้นที่ ได้แก่ แม่น้ำกกตอนต้น (ต.ท่าตอน ต.แม่นาวาง อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่) แม่น้ำกกตอนกลาง (อ.เมือง และ อ.เวียงชัย จ.เชียงราย) และแม่น้ำกกตอนล่าง (อ.ดอยหลวง จ.เชียงราย)

พื้นที่เกษตรกรรมลุ่มน้ำกก บริเวณ ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ส่วนใหญ่เป็นพืชสวน และผลไม้ ที่ส่งขายทั่วประเทศ

นางแว่น ปันจันทร์ ชาวบ้านใหม่หมอกจ่าม ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ปลูกพืชผักสวนครัวห่างจากแม่น้ำกกราว 200 เมตร ที่ดินดังกล่าวถูกน้ำท่วมใหญ่ในปี 2567 ซึ่งพัดพาตะกอนดินเข้ามาทับถมพื้นที่เพาะปลูก เธอทราบว่าแม่น้ำกกปนเปื้อนสารพิษจากข่าวสารต่าง ๆ และข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐ ปัจจุบันจึงใช้น้ำจากบ่อบาดาลที่ขุดภายในสวนเป็นแหล่งน้ำสำหรับทำการเกษตร

ผักกาด กะหล่ำ ผักชี จะใช้สารเคมีตอนผักต้นเล็ก ๆ หลังจากนั้นไม่ได้ใช้ แต่ใช้ปุ๋ยและฮอร์โมนเพื่อเร่งการเจริญเติบโต

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงความกังวลเรื่องสารพิษ ชาวบ้านใหม่หมอกจ่าม กล่าวว่า การทำสวนส่วนใหญ่ปลูกไว้กินเองและขายในหมู่บ้าน โดยเน้นความปลอดภัย แต่ไม่ทราบว่าสารพิษที่มากับดินมีหรือไม่ ที่ผ่านมาได้เปลี่ยนแหล่งน้ำมาใช้บ่อบาดาลแทน

เกษตรกร บ.ใหม่หมอกจ่าม ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ หันนมาใช้น้ำบาดาลแทนแม่น้ำกก แต่ปัญหาดินที่ถูกน้ำท่วมทุกปี และสารเคมีทางการเกษตร ยังเป็นสิ่งที่ต้องค้นหาว่าสารพิษมาจากแหล่งใด

นางอาเพะ อาจอ ชาวบ้านใหม่หมอกจ่าม สูบน้ำบาดาลมารดแปลง เตรียมปลูกกระเทียมในพื้นที่กว่า 1 ไร่ ริมแม่น้ำกก เธอทราบดีว่าแม่น้ำกกปนเปื้อนสารพิษ จึงหันมาเจาะบ่อบาดาลเพื่อใช้น้ำทดแทนการใช้น้ำจากแม่น้ำกกโดยตรง โดยบ่อบาดาลมีความลึกประมาณ 10 เมตร และอยู่ห่างจากแม่น้ำกกไม่ถึง 20 เมตร

ปกติปลูกกระเทียมสลับกับปลูกข้าวโพด นับตั้งแต่น้ำท่วมปี 2567 แม้จะใส่ปุ๋ยบำรุงดินและใช้ยากำจัดศัตรูพืช แต่ตะกอนดินทรายที่มากับน้ำท่วมทำให้ผลผลิตตอนนี้ลดลงไปมากกว่าครึ่ง

นายปฐมพงษ์ ฤทธิแผลง ประธานกลุ่มผู้ใช้น้ำเขื่อนเชียงราย ฝั่งขวาที่ 1 กล่าวว่า พื้นที่ลุ่มแม่น้ำกก อ.เวียงชัย จ.เชียงราย ขณะนี้ข้าวนาปีใกล้เก็บเกี่ยว แม้จะได้ผลผลิตข้าวดี แต่ก็มีความกังวลว่าข้าวจะมีการสะสมของสารพิษหรือไม่ ที่ผ่านมามีการตรวจพบสารปนเปื้อนบ้างเป็นบางครั้ง แต่ไม่ทราบว่ามาจากแหล่งใด

พื้นที่นาข้าวลุ่มน้ำกก หลายหมื่นไร่ การปนเปื้อนสารพิษยังเป็นคำถามเกษตรกรว่าจะลดการปนเปื้อนได้อย่างไร

รศ.ดร.ธนพล เพ็ญรัตน์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ทีมวิจัยคณะทำงานขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรจากการปนเปื้อนของโลหะหนักในพื้นที่เกษตรกรรมลุ่มแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง จ.เชียงราย กล่าวว่า การเก็บตัวอย่างครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างแบบจำลอง AI และแอปพลิเคชัน "พืชกินได้" โดยการเก็บข้อมูลครั้งนี้จะแตกต่างจากการเก็บตัวอย่างครั้งก่อน ๆ ของทีมวิจัย เนื่องจากจะช่วยแยกแยะได้ว่าสารพิษมาจากแหล่งใด

การเก็บตัวอย่างครั้งนี้เป็นการเก็บแบบละเอียด เช่น ตรวจสอบว่าปุ๋ยหรือสารเคมีทางการเกษตรมีการปนเปื้อนหรือไม่ ใช้ในปริมาณเท่าไร และทำให้เกิดการปนเปื้อนในดินมากน้อยเพียงใด รวมถึงตรวจสอบว่ามาจากเหมืองแร่หรือการใช้สารเคมีทางการเกษตรหรือไม่ ข้อมูลเหล่านี้จะนำไปสู่การสร้างแบบจำลองพืชกินได้ หลังเก็บตัวอย่างแล้ว ภาครัฐจะมีข้อมูลว่าควรเก็บตัวอย่างที่ใด และสามารถตอบคำถามประชาชนได้ รวมถึงนำไปกำหนดมาตรการต่าง ๆ

ทีมวิจัยคณะทำงานขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรต่อการปนเปื้อนของโลหะหนัก คุยกับชาวบ้านระหว่างเก็บตัวอย่างเพื่อแยกสารเคมีเกษตร หรือเหมืองแร่

ดร.สืบสกุล กิจนุกร สำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าวว่า งานวิจัยนี้อยู่ภายใต้แนวทางการตรวจสอบและเฝ้าระวังการปนเปื้อนของโลหะหนักในห่วงโซ่สินค้าเกษตรและอาหารที่ประชาชนในลุ่มน้ำกก สาย รวก และโขงบริโภคในชีวิตประจำวัน

ตั้งแต่เกิดปัญหาสารพิษ หน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานวิจัยต่างเข้ามาตรวจสอบ ทั้งดิน น้ำที่ใช้ในการเกษตร และผลผลิตทางการเกษตร เพื่อค้นหาว่ามีโลหะหนักชนิดใดปนเปื้อนในพืชผักและผลไม้ที่ประชาชนบริโภค ที่ผ่านมาพบการปนเปื้อนของโลหะหนักทั้งในระดับที่เกินและไม่เกินค่ามาตรฐานความปลอดภัย

ประเด็นหลักคือต้องการตอบคำถามว่า สารโลหะหนักปนเปื้อนในพืชผักผลไม้ได้อย่างไร และมาจากชั้นดินตามธรรมชาติ สารเคมีทางการเกษตร หรือตะกอนดินที่ทับถมจากน้ำปนเปื้อน โดยเฉพาะจากน้ำท่วมใหญ่ในปี 2567

ดร.สืบสกุลกล่าวว่า ปัจจุบันพื้นที่เกษตรริมแม่น้ำกกยังคงประสบปัญหาน้ำท่วมถึงเป็นประจำ เมื่อน้ำลดลง เกษตรกรจะปลูกพืชริมแม่น้ำ หากทราบว่าดินปนเปื้อนสารพิษจากแหล่งใด จะสามารถจำแนกพื้นที่ตามลักษณะการใช้ประโยชน์ได้ โดยกรณีแม่น้ำกกสามารถแบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 โซน ได้แก่

โซนที่ 1 พื้นที่ริมแม่น้ำกกที่น้ำท่วมเป็นประจำในช่วงฤดูฝน เมื่อถึงฤดูหนาวน้ำจะลดลง และพื้นที่ตะกอนดินจะกลายเป็นแหล่งเพาะปลูกพืชผักและพืชเศรษฐกิจ

โซนที่ 2 พื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมในปี 2567 แต่ในปีอื่น ๆ น้ำไม่ท่วมถึง ซึ่งอาจเป็นพื้นที่ที่ได้รับตะกอนสารพิษจากน้ำท่วม

โซนที่ 3 พื้นที่ที่แม่น้ำกกไม่เคยท่วมถึงในรอบหลายปี

หากจำแนกความแตกต่างของแต่ละพื้นที่ ทั้งในด้านการใช้ประโยชน์ที่ดินและการใช้สารเคมีทางการเกษตร ก็จะสามารถวิเคราะห์ได้ว่าการปนเปื้อนเกิดจากแหล่งใดบ้าง เมื่อได้ข้อมูลแล้วจะนำไปสู่การจัดทำแผนที่ความเสี่ยง โดยอาจแบ่งเป็นพื้นที่สีเขียว (ปลอดภัย) สีเหลือง (เฝ้าระวัง) และสีแดง (ไม่สามารถเพาะปลูกพืชเพื่อเป็นอาหารได้)

ตลอดแม่น้ำกก มีพื้นที่ราบน้ำท่วมถึง หลังน้ำลดชาวบ้านจะเพาะปลูกพืชผักส่งขายในหมู่บ้าน และทั้งประเทศ รวมถึงบางชนิดส่งออกไปต่างประเทศ

ตอนนี้ต้องการแผนที่ที่ซ้อนทับกับแผนที่น้ำท่วม ข้อมูลวิจัยชุดนี้จะช่วยให้เห็นภาพชัดเจนตลอดลุ่มน้ำกกและลุ่มน้ำสาย และนำไปสู่การจัดทำแผนที่และระบบเฝ้าระวังที่มีความแม่นยำมากขึ้น ทุกหน่วยงานจะใช้แผนที่ชุดเดียวกัน โดยการตรวจสอบของหน่วยงานต่าง ๆ จะอ้างอิงแผนที่เดียวกัน เพื่อให้ข้อมูลไม่แตกต่างกัน

ดร.สืบสกุลกล่าวอีกว่า ชุดข้อมูลที่ได้จะนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจปรับเปลี่ยนชนิดพืชที่ปลูกในแต่ละพื้นที่ กรณีพื้นที่สีแดงอาจต้องยุติการปลูกพืชอาหาร ส่วนพื้นที่สีเหลืองต้องเฝ้าระวัง และพื้นที่สีเขียวซึ่งเป็นพื้นที่ปลอดภัยจะมีมาตรการสนับสนุนเพื่อสร้างความปลอดภัยให้แก่เกษตรกรและผู้บริโภค

นอกจากนี้ ข้อมูลทั้งหมดยังสามารถนำไปใช้ประกอบการเจรจากับประเทศเมียนมา เพื่อเป็นหลักฐานว่าผลผลิตทางการเกษตรปนเปื้อนจากการทำเหมืองแร่ในประเทศเมียนมาหรือไม่ ซึ่งจะนำไปสู่การจัดการเหมืองแร่ในประเทศต้นทาง และป้องกันไม่ให้เกิดมลพิษข้ามพรมแดนมายังประเทศไทย

คณะวิจัยดำเนินงานภายใต้คณะทำงานระดับจังหวัดเชียงราย ซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระดับจังหวัด กลุ่มเกษตรกร และองค์กรผู้ใช้น้ำเข้าร่วม คณะทำงานระดับจังหวัดจะรวบรวมข้อมูลและจำแนกพื้นที่ แต่ยังไม่เพียงพอ ต้องมีคณะทำงานระดับนโยบายจากรัฐบาลหรือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลและนำไปสู่มาตรการหรือแนวทางสนับสนุน

กรณีที่ต้องยุติการปลูกพืชหรือเปลี่ยนการใช้ที่ดินเพื่อการผลิต จำเป็นต้องมีการสนับสนุนงบประมาณหรือเทคโนโลยีสำหรับปรับเปลี่ยนชนิดพืชและฟื้นฟูดิน รวมถึงจัดตั้งกองทุนเพื่อฟื้นฟูและเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากสารพิษจากการทำเหมืองแร่

นักเรียนจากโรงเรียนเทศบาล 6 นครเชียงราย ร่วมเรียนรู้ “วิทยาศาสตร์พลเมือง” กลไกสำคัญเฝ้าระวังร่วมกับหน่วยงานรัฐต่างๆ

สำหรับงานวิจัยครั้งนี้ คาดว่าจะสามารถกำหนดพื้นที่ความเสี่ยงได้ภายใน 2 เดือน โดยจะมีการเก็บตัวอย่างและเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง ผ่านความร่วมมือของหน่วยงานต่าง ๆ เช่น โรงเรียน กลุ่มผู้ใช้น้ำ กลุ่มสภาเกษตรกร และเกษตรอำเภอ ซึ่งจะร่วมเป็นเครือข่าย "วิทยาศาสตร์พลเมือง"

นอกจากนี้ ทีมวิจัยจะเก็บตัวอย่างในพื้นที่แม่น้ำสายและแม่น้ำรวก เพื่อจัดทำแผนที่ความเสี่ยงและแผนที่เฝ้าระวังต่อไป

โกวิทย์ บุญธรรม ไทยพีบีเอส ศูนย์ข่าวภาคเหนือ รายงาน

手机左右滑动,电脑按 ← → 键,也能切换新闻