ต่อยอดวงประชุม “IMF-ธนาคารโลก” ต้องเร่งเครื่อง ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจไทย泰国必须以国际货币基金组织-世界银行会议的成功为基础,加快努力克服其经济危机。
สิ้นสุดลงแล้ว การประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) หลังไทยกลับมาเป็นเจ้าภาพการประชุมอีกครั้งในรอบ 35 ปี เมื่อวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา ผลลัพธ์ประเมินได้ไม่ยากว่า ประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน แล

สิ้นสุดลงแล้ว การประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) หลังไทยกลับมาเป็นเจ้าภาพการประชุมอีกครั้งในรอบ 35 ปี เมื่อวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา ผลลัพธ์ประเมินได้ไม่ยากว่า ประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน และไทยได้อะไรจากการเป็นเจ้าภาพ และจะนำข้อเสนอจากเวทีระดับโลกมาปรับใช้แก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ได้อย่างไร จากการเวทีแลกเปลี่ยนกับผู้แทนจาก 191 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วมกว่า 15,000 คน
“ในวันที่คนจำนวนมากรู้สึกว่าค่าครองชีพสูงขึ้น ทำมาหากินยากขึ้น ภาระหนี้ยังเป็นปัญหา ขณะที่เศรษฐกิจไทยเติบโตไม่เต็มศักยภาพ การประชุมที่มีผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจจากทั่วโลกมารวมตัวกัน จึงไม่ควรจบลงเพียงภาพความสำเร็จของการจัดงาน”
รายการ “นิวส์รูม ห้องข่าวไทยพีบีเอส” ได้เปิดวงสนทนากับ ดร.นณริฎ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เพื่อให้ได้มุมมองจากการประชุม IMF-ธนาคารโลก และโจทย์ที่ประเทศไทยต้องนำไปต่อยอดหลังการประชุมสิ้นสุดลง
IMF ส่องความเสี่ยงโลก ธนาคารโลกสนับสนุนการพัฒนา ไทยได้อะไรจากการเป็นเจ้าภาพ ระบุว่า การจะประเมินว่าประเทศไทยได้อะไรจากการเป็นเจ้าภาพ ต้องเริ่มจากทำความเข้าใจบทบาทของ 2 องค์กรหลักที่จัดการประชุมครั้งนี้
ต่อยอดวงประชุม “IMF-ธนาคารโลก” ต้องเร่งเครื่อง ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจไทย
“IMF” มีหน้าที่ติดตามและประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินระหว่างประเทศ เฝ้าระวังความเสี่ยงที่อาจกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ รวมถึงให้คำแนะนำด้านนโยบาย และให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ประเทศสมาชิกที่ประสบปัญหา ส่วนธนาคารโลกมุ่งสนับสนุนการพัฒนา ลดความยากจน และส่งเสริมการเติบโตอย่างทั่วถึง โดยอาศัยองค์ความรู้ ประสบการณ์ และบทเรียนจากการพัฒนาของประเทศต่าง ๆ มาถ่ายทอดและสนับสนุนการดำเนินนโยบาย
ดังนั้น สิ่งที่ประเทศไทยควรคาดหวังจากการประชุม ไม่ใช่เพียงการได้รับความสนใจจากนานาชาติ แต่คือการได้รับข้อมูลและมุมมองจากองค์กรที่ติดตามเศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด รวมถึงข้อเสนอที่สามารถนำมาปรับใช้กับการพัฒนาประเทศได้
“หัวใจสำคัญเมื่อการประชุมนี้มาจัดที่ประเทศไทย คือการมีเนื้อหาของประเทศไทยเข้าไปอยู่ในวงประชุมย่อยต่าง ๆ หากไปจัดที่อื่นก็อาจไม่ได้มีการพูดถึงประเทศไทยมากขนาดนี้”
ดร.นณริฎ มองว่า การเป็นเจ้าภาพเปิดโอกาสให้ไทยนำประสบการณ์และปัญหาของตัวเองไปแลกเปลี่ยนกับผู้แทนจากทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการหลอกลวงออนไลน์และสแกมเมอร์ การจัดการภาคเกษตร เศรษฐกิจสูงวัย ตลอดจนโจทย์การพัฒนาเศรษฐกิจในด้านอื่น ๆ ขณะเดียวกัน การที่ผู้เชี่ยวชาญและผู้กำหนดนโยบายจากหลายประเทศเข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ยังช่วยให้ไทยได้เห็นบทเรียนจากต่างประเทศ และนำกลับมาทบทวนแนวทางพัฒนาของตัวเอง
แม้หัวข้อในการประชุมจะมีจำนวนมาก แต่จากการประเมินมี 5 ประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับทิศทางเศรษฐกิจและการพัฒนาของไทยโดยตรง ได้แก่
1. ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยี AI กำลังเปลี่ยนแปลงทั้งระบบเศรษฐกิจ ตลาดแรงงาน และรูปแบบการดำเนินธุรกิจ ประเทศไทยจึงต้องเตรียมความพร้อมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาทักษะแรงงาน และการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีให้เกิดผลิตภาพที่สูงขึ้น
ประเด็นนี้สอดคล้องกับการหารือในเวที IMF-ธนาคารโลก ซึ่งให้ความสำคัญกับทั้งโอกาสทางเศรษฐกิจจาก AI และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับตลาดแรงงานและเสถียรภาพทางการเงิน โดย IMF เตือนว่าผลประโยชน์จากเทคโนโลยีอาจกระจุกตัวอยู่ในบางประเทศและบางกลุ่มธุรกิจ หากประเทศต่าง ๆ ไม่เร่งปรับตัว
2. หนี้สาธารณะ เป็นหนึ่งในสัญญาณเตือนสำคัญของ IMF เพราะหนี้สาธารณะทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยรายงาน Fiscal Monitor เดือนตุลาคม 2569 ระบุว่า หนี้สาธารณะทั่วโลกอยู่ที่ประมาณร้อยละ 94 ของ GDP ในปี 2568 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นแตะร้อยละ 100 ภายในปี 2572
ความเสี่ยงไม่ได้อยู่เพียงตัวเลขหนี้ที่สูงขึ้น แต่ยังรวมถึงภาระดอกเบี้ยที่รัฐบาลต้องจ่าย ซึ่งจะทำให้พื้นที่ทางการคลังสำหรับลงทุนพัฒนาประเทศและดูแลประชาชนลดลง
3. การค้าระหว่างประเทศ ท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และมาตรการกีดกันทางการค้าที่เพิ่มขึ้น ประเทศขนาดเล็กและประเทศกำลังพัฒนาอาจได้รับผลกระทบจากการแข่งขันของประเทศมหาอำนาจ ทั้งจากการขึ้นภาษี การจำกัดการนำเข้า และการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทาน
ไทยจึงต้องเตรียมรับมือกับความผันผวนของการค้าโลก และมองหาโอกาสในการขยายตลาดและกระจายความเสี่ยง
4. อุตสาหกรรมอาหาร เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับจุดแข็งของประเทศไทยโดยตรง เนื่องจากไทยมีฐานการผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรและอาหาร การยกระดับอุตสาหกรรมนี้จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มปริมาณการส่งออก แต่ต้องพัฒนาเทคโนโลยี มาตรฐานการผลิต และเพิ่มมูลค่าสินค้าให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้
5. สังคมสูงวัย เป็นโจทย์เชิงโครงสร้างที่ประเทศไทยต้องเผชิญ ทั้งผลกระทบต่อตลาดแรงงาน ระบบสวัสดิการ งบประมาณภาครัฐ และการดูแลสุขภาพ การเตรียมความพร้อมจึงต้องทำมากกว่าการจัดสวัสดิการ แต่ต้องออกแบบระบบเศรษฐกิจและสังคมให้รองรับประชากรสูงวัยได้อย่างยั่งยืน
ทั้ง 5 ประเด็นนี้จึงไม่ควรจบลงเพียงการแลกเปลี่ยนในห้องประชุม แต่ต้องถูกนำไปเชื่อมโยงกับการกำหนดนโยบายของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
หนึ่งในประเด็นที่สังคมอาจตีความคลาดเคลื่อน คือการที่ IMF ส่งสัญญาณเตือนเรื่องหนี้สาธารณะทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้น จนเกิดคำถามว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ในสถานการณ์น่าเป็นห่วงหรือไม่ ดร. นณริฎ อธิบายว่า การประเมินของ IMF เป็นการมองภาพรวมเศรษฐกิจและการเงินระหว่างประเทศ ไม่ได้หมายความว่า IMF กำลังระบุว่าประเทศไทยเข้าสู่ภาวะวิกฤต หรือมีปัญหาจนต้องขอความช่วยเหลือทางการเงิน
ประเด็นสำคัญคือ แนวโน้มการก่อหนี้ของรัฐบาลทั่วโลกกำลังเพิ่มขึ้น ทั้งในประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา โดยตัวเลขหนี้สาธารณะของแต่ละประเทศแตกต่างกันตามขนาดเศรษฐกิจและความสามารถในการบริหารจัดการ
สำหรับประเทศไทย นณริฎ ยกตัวเลขหนี้สาธารณะไว้ที่ประมาณร้อยละ 70 ของ GDP โดยมองว่าประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญไม่ใช่เพียงตัวเลขหนี้ในปัจจุบัน แต่คือทิศทางการเพิ่มขึ้นของหนี้ และความสามารถในการชำระคืนในระยะยาว หากเปรียบเทียบกับครัวเรือน เมื่อมีหนี้จำนวนมากขึ้น ก็ต้องแบ่งรายได้ส่วนหนึ่งไปจ่ายดอกเบี้ยมากขึ้น เงินที่ควรนำไปใช้ลงทุนหรือพัฒนาคุณภาพชีวิตก็จะเหลือน้อยลง
ในระดับประเทศก็ไม่ต่างกัน เมื่อรัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณจำนวนมากเพื่อชำระดอกเบี้ย ภาระดังกล่าวย่อมเบียดบังงบประมาณที่ควรนำไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา สาธารณสุข และการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน นี่จึงเป็นเหตุผลที่ IMF ส่งสัญญาณให้ประเทศต่าง ๆ เร่งบริหารจัดการหนี้และฟื้นฟูพื้นที่ทางการคลัง ก่อนที่ภาระหนี้จะเพิ่มขึ้นจนจำกัดความสามารถในการรับมือกับวิกฤตครั้งใหม่
อีกประเด็นที่ ดร.นณริฎ ตั้งข้อสังเกต คือแนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลไทยในหลายช่วงที่ผ่านมา ซึ่งมักใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการแจกเงินหรืออัดฉีดงบประมาณ เพื่อช่วยเหลือประชาชนและเพิ่มกำลังซื้อในระยะสั้น แม้มาตรการเหล่านี้จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและเห็นผลได้รวดเร็ว แต่หากใช้เป็นเครื่องมือหลักอย่างต่อเนื่อง ก็อาจสร้างภาระทางการคลังในระยะยาว โดยเฉพาะในช่วงที่หนี้สาธารณะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอยู่แล้ว
โดยมองว่า ข้อเสนอจาก IMF และธนาคารโลกสะท้อนให้เห็นว่า การแก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยการนำเงินในอนาคตมาใช้ ไม่สามารถเป็นคำตอบได้ตลอดไป
“เวลาที่เราเจอปัญหาเศรษฐกิจไม่ดี หรือปัญหาความยากจน สิ่งที่เราทำเป็นอย่างเดียวก็คือเอาเงินในอนาคตมาใช้ ด้วยการแจกเงินผ่านโครงการต่าง ๆ ซึ่งกลายเป็นวิธีแก้ปัญหาที่ภาครัฐใช้มาอย่างยาวนาน ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ไม่สามารถสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน”
ดังนั้นแนวทางที่ควรให้ความสำคัญจึงเป็นการลงทุนเพื่อเพิ่มผลิตภาพ พัฒนาทักษะแรงงาน ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างโอกาสให้ภาคเอกชนเติบโต เพื่อลดการพึ่งพามาตรการแจกเงิน ซึ่งไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลไม่ควรช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อน แต่ต้องออกแบบมาตรการให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย มีระยะเวลาชัดเจน และคำนึงถึงความสามารถทางการคลังในระยะยาว
เมื่อการประชุมสิ้นสุดลง คำถามจึงอยู่ที่ว่า ใครจะเป็นผู้รับช่วงนำข้อเสนอเหล่านี้ไปปฏิบัติ “นักวิชาการอาวุโส ทีดีอาร์ไอ” มองว่าไม่ควรเป็นหน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งผู้กำหนดนโยบาย หน่วยงานภาครัฐ นักวิชาการ และภาคเอกชน โดยต้องพิจารณาตามลักษณะของแต่ละประเด็น เพราะเรื่อง AI ต้องอาศัยทั้งหน่วยงานด้านเทคโนโลยี การศึกษา และภาคธุรกิจ ขณะที่เรื่องหนี้สาธารณะต้องเชื่อมโยงกับการบริหารงบประมาณและนโยบายการคลัง
ส่วนการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารและการรับมือสังคมสูงวัยก็ต้องมีหน่วยงานเฉพาะด้านเข้ามาร่วมวางแผน สิ่งสำคัญคือ ต้องนำข้อมูลและบทเรียนที่ได้จากการประชุมมาใช้เป็นฐานในการทบทวนนโยบาย ไม่ใช่ปล่อยให้ข้อเสนอเหล่านั้นอยู่เพียงในเอกสารหรือรายงานหลังจบงาน
การประชุม IMF-ธนาคารโลก ในครั้งนี้ นับเป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยได้แสดงบทบาทบนเวทีเศรษฐกิจโลก แต่ในอีกด้านหนึ่ง การประชุมครั้งนี้ก็ส่งสัญญาณเตือนถึงความท้าทายที่ประเทศไทยต้องเผชิญ ทั้งหนี้สาธารณะ การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ความเสี่ยงจากการค้าโลก และการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมสูงวัย ผลการหารือระดับนานาชาติสะท้อนทิศทางที่ชัดเจนว่า ประเทศต่าง ๆ ต้องรักษาเสถียรภาพทางการคลัง ควบคู่กับการสร้างการเติบโตจากภาคเอกชนและการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ ขณะที่ความร่วมมือระหว่างประเทศยังเป็นสิ่งจำเป็นในโลกที่เผชิญความไม่แน่นอนสูง
สำหรับประเทศไทย การเป็นเจ้าภาพอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของโอกาส แต่สิ่งที่จะตัดสินว่าประเทศได้ประโยชน์จากเวทีนี้จริงหรือไม่ คือการนำความรู้และข้อเสนอที่ได้รับไปแปลงเป็นนโยบายที่ทำได้จริง
“เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จของการประชุม IMF-ธนาคารโลก ไม่ได้อยู่ที่ประเทศไทยจัดงานได้ยิ่งใหญ่เพียงใด แต่อยู่ที่หลังจากผู้แทนจากทั่วโลกเดินทางกลับไปแล้ว ประเทศไทยจะนำบทเรียนเหล่านั้นมาปรับเปลี่ยนเศรษฐกิจของตัวเองได้มากน้อยแค่ไหน”
IMFC เตือน 3 ความเสี่ยงโลก เร่งคุมเสถียรภาพ-คุมภัย AI
ธปท. ชูเวที IMF-เวิลด์แบงก์ รับมือเศรษฐกิจโลกผันผวน–สกัดภัยการเงินดิจิทัล
รัฐบาลดึงเงินทุนธนาคารโลก 200 ล้านดอลลาร์ ลงทุนพลังงานสะอาดและการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำ
ประชุมIMFWorldbank2026
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ
นณริฎ พิศลยบุตร ทีดีอาร์ไอ
国际货币基金组织(IMF)和世界银行集团的年会已圆满落幕,泰国时隔35年再次承办这两项会议。会议于2026年10月12日至18日举行,其成果显而易见:会议的成功程度、泰国从主办此次盛会中获得的益处,以及泰国如何将这一全球论坛的各项提议应用于应对本国公民面临的经济挑战。来自191个国家的代表,超过15000名与会者之间的交流充分体现了这一点。
“在许多人感到生活成本不断上涨、谋生越来越困难、债务负担依然沉重,而泰国经济又未能充分发挥其潜力的当下,一场汇聚世界各地经济政策制定者的会议不应仅仅以一个成功的故事而告终。”
泰国公共电视台的“新闻室”节目采访了泰国发展研究院(TDRI)高级研究员诺纳里特·皮萨利亚布特拉博士,以了解国际货币基金组织-世界银行会议的进展以及泰国在会议结束后需要应对的挑战。
国际货币基金组织负责评估全球风险,世界银行负责支持发展,而泰国则需要了解主办此次会议的益处。报告指出,要评估泰国主办此次会议的益处,就需要了解组织会议的两大主要机构所扮演的角色。
泰国必须以国际货币基金组织-世界银行会议的成功为基础,加快努力克服其经济危机。
国际货币基金组织(IMF)负责监测和评估国际经济和金融形势,关注可能影响经济稳定的风险,提供政策建议,并向面临困境的成员国提供财政援助。而世界银行则专注于支持发展、减少贫困和促进包容性增长,并借鉴各国发展过程中积累的知识、经验和教训来指导政策实施。
因此,泰国应该期待从这次会议上获得的不仅仅是国际关注,而是来自密切关注全球经济的组织的信息和观点,以及可以应用于国家发展的建议。
“本次会议在泰国举办的主要优势在于各个分会场都纳入了泰国相关的内容。如果换到其他地方举办,泰国可能不会得到如此多的讨论。”
诺纳里特博士认为,举办此次活动为泰国提供了一个与世界各国代表交流经验和挑战的契机。这些挑战包括网络诈骗、农业管理、人口老龄化以及其他经济发展需求。同时,来自各国的专家和政策制定者的参与,也使泰国能够借鉴其他国家的经验,并反思自身的发展路径。
尽管会议讨论的议题众多,但评估结果确定了与泰国经济方向和发展直接相关的五个关键问题:
1. 人工智能(AI):人工智能技术正在改变经济、劳动力市场和商业模式。因此,泰国必须在基础设施、劳动力技能发展和技术应用方面做好准备,以实现更高的生产力。
这与国际货币基金组织-世界银行论坛上的讨论相符,该论坛强调了人工智能带来的经济机遇以及对劳动力市场和金融稳定的潜在风险。国际货币基金组织警告称,如果各国不能足够迅速地适应,这项技术的好处可能会集中在某些国家和行业。
2. 公共债务是国际货币基金组织(IMF)重点关注的预警信号之一,因为全球公共债务持续攀升。2026年10月发布的《财政监测报告》指出,2025年全球公共债务约占GDP的94%,预计到2029年将达到100%。
风险不仅在于不断上升的债务数字,还在于政府必须支付的利息负担,这将减少可用于投资国家发展和支持人民的财政空间。
3. 国际贸易:在地缘政治冲突和贸易保护主义措施日益加剧的情况下,较小的国家和发展中国家可能会受到大国通过关税、进口限制和供应链变化等方式进行的竞争的影响。
因此,泰国需要为全球贸易的波动做好准备,并寻找拓展市场和分散风险的机会。
4. 食品工业与泰国的优势直接相关,因为泰国拥有强大的农产品和食品生产及出口基础。因此,提升食品工业水平不仅仅需要增加出口量,还需要发展技术、制定生产标准并提高产品附加值,以保持在全球市场的竞争力。
5. 人口老龄化是泰国必须面对的结构性挑战,它将影响劳动力市场、福利制度、政府预算和医疗保健。因此,应对老龄化不仅仅意味着提供福利;还必须设计能够可持续地支持老龄人口的经济和社会体系。
这五点不应止步于会议室里的讨论,而必须与相关机构的政策制定联系起来。
公众可能误解了国际货币基金组织(IMF)关于全球公共债务不断上升的警告,这引发了人们对泰国是否处于令人担忧的境地的疑问。诺纳里特博士解释说,IMF的评估是对整体国际经济和金融形势的考察,并不意味着IMF认为泰国正处于危机之中或存在需要财政援助的问题。
关键在于,全球政府债务呈上升趋势,发达国家和发展中国家皆是如此。各国的公共债务规模因其经济规模和偿债能力而异。
诺纳里特指出,泰国的公共债务约占GDP的70%,他认为,关注点不仅应放在当前的债务数字上,还应放在债务增长趋势和长期偿债能力上。与家庭相比,债务增加意味着收入中更大比例的资金必须用于支付利息,从而减少了可用于投资或改善生活质量的资金。
在国家层面,情况也并无二致。当政府不得不拨出大量资金用于支付利息时,这必然会挤占原本应该用于基础设施、教育、公共卫生和提升竞争力的预算。正因如此,国际货币基金组织已向各国发出信号,要求其紧急管理债务并恢复财政能力,以免债务负担加重到无法应对新危机的地步。
诺纳里特博士还指出,泰国政府过去解决经济问题的方式往往是采取刺激措施,例如发放现金补贴或增加财政预算,以帮助民众并在短期内提升购买力。虽然这些措施可以缓解民众困境并迅速见效,但如果长期作为主要手段,则可能造成长期的财政负担,尤其是在公共债务预计还会增加的情况下。
他们认为国际货币基金组织和世界银行的提议反映出这样一个事实:利用未来资金解决经济问题不可能是长久之计。
“当我们面临经济问题或贫困时,我们唯一能做的就是通过各种项目分配未来的资金。这已成为政府长期以来使用的解决方案,但这只是权宜之计,无法建立可持续的经济实力。”
因此,重点应放在投资提高生产力、发展劳动力技能、增强竞争力以及创造私营部门增长机会上,以减少对现金救济的依赖。这并非意味着政府不应帮助有需要的人,而是意味着相关措施必须有针对性,有明确的时间表,并考虑长期的财政可行性。
会议结束后,问题依然存在:谁来落实这些提议?TDRI的一位高级研究员认为,这不应是任何单一机构的责任,而需要各界人士的通力合作——包括政策制定者、政府机构、学术界和私营部门。具体方案必须考虑每个问题的具体情况;例如,人工智能需要科技、教育和商业部门之间的合作,而公共债务则与预算管理和财政政策息息相关。
在食品产业发展和应对人口老龄化问题上,必须有专门机构参与规划。重要的是,会议的信息和经验教训必须作为政策审查的依据,而不能仅仅停留在会后的文件或报告中。
此次国际货币基金组织-世界银行会议为泰国提供了一个在全球经济舞台上展现自身地位的重要契机。然而,会议也警示泰国面临诸多挑战,包括公共债务、技术进步、全球贸易风险以及老龄化社会转型等。国际讨论明确指出,各国必须在保持财政稳定的同时,促进私营部门增长并实施结构性经济改革。此外,在当今充满高度不确定性的世界中,国际合作仍然至关重要。
对泰国而言,举办此次活动可能只是机遇的开始,但决定泰国能否真正从这个论坛中受益的,是如何将获得的知识和建议转化为可操作的政策。
“归根结底,国际货币基金组织-世界银行会议的成功与否,并不取决于泰国将会议组织得多么盛大,而是取决于来自世界各地的代表返回后,泰国能够将学到的经验教训应用到自身经济转型中到什么程度。”
国际货币基金组织警告三大全球风险,敦促加强稳定控制并应对人工智能威胁。
泰国银行在国际货币基金组织和世界银行论坛上重点介绍了其应对全球经济波动和打击数字金融威胁的方法。
政府正从世界银行获得 2 亿美元资金,用于投资清洁能源和低碳城市建设。
国际货币基金组织世界银行2026年会议
泰国发展研究院(TDRI)
Nonarit Phisalayabutr,TDRI