← 返回新闻首页
泰国权威

จับตาประชุมดอกเบี้ย 28-29 ต.ค. "ทองคำ"ยังเผชิญหลายปัจจัยเสี่ยง

ราคาทองคำโลกฟื้นตัวกลับเข้าใกล้ 4,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังร่วงลงแรงในสัปดาห์ก่อน รับแรงหนุนจากความกังวลเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่ยังมีแนวโน้มสูงขึ้น ท่ามกลางราคาพลังงานและความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ขณะที่เจ้าหน้าที่เฟดเริ่มส่งสัญญาณไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ย แม้ยังยึดม

Thai PBSThai PBS查看原文 ↗
密切关注10月28日至29日的利率会议。黄金仍面临诸多风险因素。

ราคาทองคำโลกฟื้นตัวกลับเข้าใกล้ 4,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังร่วงลงแรงในสัปดาห์ก่อน รับแรงหนุนจากความกังวลเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่ยังมีแนวโน้มสูงขึ้น ท่ามกลางราคาพลังงานและความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ขณะที่เจ้าหน้าที่เฟดเริ่มส่งสัญญาณไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ย แม้ยังยึดมั่นเป้าหมายควบคุมเงินเฟ้อ ด้าน IMF เตือนหนี้สาธารณะโลกพุ่งสูง จับตาผลเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่าน และรัสเซีย-ยูเครน ชี้ทิศทางทองคำระยะสั้นยังผันผวน โดยมีแนวต้านสำคัญ 4,220-4,225 ดอลลาร์ต่อออนซ์

จับตาประชุมดอกเบี้ย 28-29 ต.ค. "ทองคำ"ยังเผชิญหลายปัจจัยเสี่ยง

"เว็บไซต์ ฮั่วเซ่งเฮง" วิเคราะห์สถานการณ์ราคาทองคำในตลาดโลกเริ่มฟื้นตัวกลับเข้าใกล้ระดับ 4,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงก่อนหน้านี้ โดยได้รับแรงหนุนจากตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ ที่ขยายตัว 3.6% สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ สะท้อนแรงกดดันเงินเฟ้อที่ยังไม่คลี่คลาย อย่างไรก็ตามการเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อครั้งนี้ไม่ได้อยู่นอกเหนือความคาดหมาย เนื่องจากราคาน้ำมันดิบในเดือนก.ย.ปรับตัวสูงขึ้นจากเดือนสิ.ค. และราคาน้ำมันดิบเดือนต.ค.ยังอยู่ในระดับสูงกว่าเดือนก่อนหน้า

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ตลาดยังต้องติดตามความเสี่ยงที่เงินเฟ้อสหรัฐฯ อาจเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางและสถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันอุปทานพลังงานและทำให้ราคาน้ำมันมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูง ขณะเดียวกัน ทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญต่อการเคลื่อนไหวของทองคำในระยะถัดไป

นายเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)

การเดินทางเยือนประเทศไทย เควิน วอร์ช ประธานเฟด ย้ำถึงความมุ่งมั่นของเฟดในการรักษาเสถียรภาพด้านราคา แต่ปฏิเสธที่จะส่งสัญญาณหรือคาดการณ์ทิศทางอัตราดอกเบี้ยสำหรับการประชุมที่เหลือของปี 2569 พร้อมระบุว่า ข้อมูลเศรษฐกิจด้านผลผลิต การจ้างงาน และเงินเฟ้อ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทางนโยบายการเงิน

นอกจากนี้ ประธานเฟดยังประเมินว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังสอดคล้องกับที่เฟดคาดการณ์ไว้ พร้อมมองว่ากระแสการลงทุนที่เพิ่มสูงขึ้นจากนโยบายที่เข้มแข็งเป็นปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน ขณะเดียวกัน การประชุมประจำปีของ IMF และธนาคารโลก (World Bank) IMF เรียกร้องให้รัฐบาลทั่วโลกเร่งลดรายจ่ายภาครัฐ ควบคุมการขาดดุลงบประมาณ และลดภาระหนี้สาธารณะ หลังประเมินว่าหนี้สาธารณะทั่วโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นแตะระดับ 100% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

IMF ระบุว่า ราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น เงินเฟ้อที่ยืดเยื้อ ความต้องการลงทุนที่เพิ่มขึ้น และการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ขยายตัวมากกว่าคาด ล้วนเป็นปัจจัยผลักดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวปรับตัวขึ้นอย่างมากในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีเฉลี่ยของกลุ่มประเทศ G7 เพิ่มขึ้นกว่า 1.10% ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงกันยายน และแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 20 ปี

ขณะเดียวกัน ต้นทุนการจัดหาเงินทุนภาครัฐโดยเฉลี่ยที่แท้จริงทั่วโลกคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 3.7% ภายในปี 2574 จาก 2.3% ในปี 2564 ส่งผลให้ภาระดอกเบี้ยจำกัดความสามารถของรัฐบาลในการใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในช่วงที่ยังมีความจำเป็นต้องใช้งบประมาณด้านกลาโหม ความมั่นคงทางพลังงาน และสวัสดิการสำหรับสังคมสูงวัย

IMF ยังเตือนว่า เงินเฟ้อและราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูงอาจทำให้ธนาคารกลางต้องคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงนานกว่าที่คาด ขณะที่หลายประเทศเผชิญภาวะอัตราดอกเบี้ยหนี้สาธารณะสูงกว่าอัตราการเติบโตของ GDP ในรูปตัวเงิน ทำให้การรักษาระดับหนี้ต่อ GDP ทำได้ยากขึ้น

ในสัปดาห์นี้ เฟดจะเข้าสู่ช่วง Blackout Period ระหว่างวันที่ 17-29 ต.ค. 2569 ซึ่งเป็นช่วงที่เจ้าหน้าที่เฟดต้องงดแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะเกี่ยวกับนโยบายการเงิน เพื่อป้องกันไม่ให้ถ้อยแถลงถูกตีความว่าเป็นสัญญาณล่วงหน้าต่อการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ย ก่อนการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) วันที่ 28-29 ต.ค.นี้ ประเด็นที่ตลาดให้ความสนใจคือ ท่าทีของเจ้าหน้าที่เฟดหลายรายที่เริ่มส่งสัญญาณว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นโดยเร่งด่วน แม้ยังคงให้ความสำคัญกับการควบคุมเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง

โดยจอห์น วิลเลียมส์ ประธานเฟดสาขานิวยอร์ก ยังคงมองว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งภายในปีนี้เป็นแนวทางที่เหมาะสม แต่ยังไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องขึ้นดอกเบี้ยอีกในปี 2570 โดยคาดว่าเงินเฟ้ออาจชะลอตัวลงอย่างมากเมื่อผลกระทบจากมาตรการภาษีศุลกากรและราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นเริ่มคลี่คลาย

ด้านคริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ ผู้ว่าการเฟด มองว่าการปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งขึ้นมากกว่าความกังวลด้านเงินเฟ้อ พร้อมระบุว่าการพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยควรมีความยืดหยุ่นด้านช่วงเวลา ไม่จำเป็นต้องปรับขึ้นติดต่อกัน แต่ควรดำเนินการในจังหวะที่เหมาะสม

ขณะที่แมรี เดลี ประธานเฟดสาขาซานฟรานซิสโก ส่งสัญญาณเมื่อวันที่ 14 ตุลาคมว่า เฟดอาจจำเป็นต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ แต่ยังสามารถชะลอการปรับขึ้นไว้ก่อนได้ในการประชุมครั้งถัดไป

ท่าทีดังกล่าวสอดคล้องกับเครื่องมือ CME FedWatch Tool ซึ่งให้น้ำหนักมากกว่า 70% ต่อโอกาสที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนตุลาคม แม้ตัวเลขความคาดหวังจะผันผวนหลังการเปิดเผยข้อมูล CPI แต่กลับมาอยู่ในระดับใกล้เคียงเดิม โดยลดลงจากระดับ 82.3% ในสัปดาห์ก่อนหน้า

ดังนั้น แม้ตลาดจะยังให้น้ำหนักกับการคงดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ แต่ความเสี่ยงจากเงินเฟ้อและราคาพลังงานยังทำให้เฟดไม่สามารถส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงินได้อย่างชัดเจน ซึ่งอาจจำกัดแรงหนุนต่อราคาทองคำในระยะสั้น

อีกปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามคือสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ยังอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม ตลาดยังจับตาความคืบหน้าการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งกำลังพิจารณาข้อเสนอล่าสุดเพื่อยุติความขัดแย้งและเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง โดยอิหร่านเรียกร้องให้สหรัฐฯ ยกเลิกการปิดล้อมทางทะเล ยุติสงครามทุกแนวรบ และปลดอายัดทรัพย์สินของอิหร่าน แม้มีรายงานว่าสหรัฐฯ ยอมรับเงื่อนไขบางส่วน แต่ประเด็นโครงการนิวเคลียร์ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ

หากการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน รวมถึงความพยายามยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน มีความคืบหน้าในเชิงบวก ความเสี่ยงด้านอุปทานพลังงานอาจลดลงและกดดันราคาน้ำมันดิบให้ปรับตัวลง ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อ และอาจเปิดทางให้เฟดดำเนินนโยบายการเงินได้ยืดหยุ่นมากขึ้น

สำหรับทองคำ ผลกระทบจึงยังมีทั้งสองด้าน กล่าวคือ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์อาจหนุนความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย แต่หากราคาพลังงานสูงขึ้นจนทำให้เฟดต้องคงดอกเบี้ยในระดับสูงนานกว่าคาด ก็อาจกลายเป็นแรงกดดันต่อราคาทองคำได้เช่นกัน

โดยมีแนวต้านสำคัญบริเวณ 4,220-4,225 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นทั้งแนวเส้นกดของแนวโน้มขาลง หากราคาสามารถทะลุผ่านแนวต้านดังกล่าวได้อย่างชัดเจน มีโอกาสเกิดสัญญาณ Bullish รอบใหม่ โดยมีเป้าหมายการปรับขึ้นเพื่อทดสอบบริเวณ 4,270 ดอลลาร์ต่อออนซ์

สำหรับการลงทุนทองคำแท่งในประเทศ แนะทยอยเปิดสถานะซื้อเมื่อราคาปรับตัวลงเข้าใกล้แนวรับบริเวณ 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือราคาทองคำแท่งประมาณบาทละ 65,400 บาท ตัดขาดทุนหากราคาหลุดต่ำกว่า 4,060 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือราคาทองคำแท่งบาทละ 64,900 บาท และมีเป้าหมายทำกำไรบริเวณบาทละ 66,900-67,000 บาท

อย่างไรก็ตาม การเข้าสู่ช่วง Blackout Period ของเฟดอาจทำให้ตลาดขาดสัญญาณใหม่จากเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางในช่วงก่อนการประชุม แต่ไม่ได้หมายความว่าปัจจัยขับเคลื่อนราคาทองคำจะลดลงตามไปด้วย เพราะตลาดยังต้องประเมินทั้งแนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐฯ ทิศทางดอกเบี้ย ราคาพลังงาน ความเสี่ยงด้านหนี้สาธารณะโลก และพัฒนาการทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิด ทำให้ทองคำยังมีโอกาสผันผวนในกรอบกว้าง

เปิดสถิติทองคำQ4 บวก 5 ปีซ้อน ลุ้นแตะ 5,000 ดอลลาร์/ออนซ์ ดันทองไทย 77,000 บาท

เปิด 20 ประเทศถือครองทองคำสูงสุด สหรัฐฯ ถือทองคำสูงสุด 8,133.5 ตัน ไทยอันดับ 1 อาเซียน

ทองลุ้นทะลุกรอบขาขึ้น จับตา PCE–จ้างงานสหรัฐฯ

手机左右滑动,电脑按 ← → 键,也能切换新闻