← 返回新闻首页
泰国权威

จับตา "ปารีสโมเดล" นานาชาติหวั่น "สงครามไฮบริด" แทรกซึมจลาจลฝรั่งเศส

นานาชาติประสานเสียงเตือนจลาจลฝรั่งเศส ไม่ใช่แค่เรื่องภายใน แต่เป็นดัชนีชี้วัดความเปราะบางโครงสร้างสังคมยุโรป จับตายุทธวิธีปราบปรามที่แข็งกร้าวของรัฐบาลมาครง และการแทรกซึมทางไซเบอร์จากต่างชาติ ที่มุ่งเปลี่ยนเวทีประท้วงให้กลายเป็นสงครามไฮบริด

Thai PBSThai PBS查看原文 ↗
“巴黎模式”正受到密切关注;国际社会担心“混合战争”可能会渗透到法国的动乱中。

วันนี้ (20 ต.ค.2569) วิกฤตการณ์จลาจลครั้งใหญ่ในฝรั่งเศสที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่เดือน ก.ย. จนถึงช่วงปลายเดือน ต.ค.2569 โดยในขณะนี้ มุมมองจากประชาคมโลกและกลุ่มประเทศพันธมิตรตะวันตกไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การเฝ้าสังเกตการณ์ความรุนแรงบนท้องถนนในกรุงปารีสเท่านั้น

แต่นักยุทธศาสตร์ระดับนานาชาติกำลังมองว่า เหตุการณ์ครั้งนี้คือภาพสะท้อนของ "ความล้มเหลวเชิงโครงสร้างขนาดใหญ่" ของประเทศเสรีนิยมประชาธิปไตยในยุโรปตะวันตก ที่กำลังเผชิญกับการบรรจบกันระหว่างวิกฤตทางเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำทางสังคม และภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

CNN พบว่าจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งทั้งหมดปะทุขึ้นในกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่และบุคลากรทางการศึกษาที่หมดความอดทนกับระบบสวัสดิการภาครัฐ โดยกลุ่มนักเรียนมัธยมปลายและครูอาจารย์ได้ร่วมกันนัดหยุดงานและปิดกั้นทางเข้าสถานศึกษาเพื่อประท้วงปัญหาระบบการศึกษาที่ถูกละเลยมานานกว่าทศวรรษ

จับตา "ปารีสโมเดล" นานาชาติหวั่น "สงครามไฮบริด" แทรกซึมจลาจลฝรั่งเศส

ข้อเรียกร้องหลักในตอนแรกคือ การเรียกร้องงบประมาณสนับสนุนเพิ่มเติมเพื่อซ่อมแซมอาคารเรียนที่ชำรุดทรุดโทรม และแก้ไขปัญหาการขาดแคลนบุคลากรครูอย่างรุนแรง ทว่ารายงานจาก CNBC ชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลฝรั่งเศสติดอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกทางงบประมาณ ท่ามกลางแรงกดดันจากตลาดพันธบัตรและหนี้สินสาธารณะที่พุ่งสูง ทำให้ไม่สามารถจัดสรรงบประมาณมาตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างเต็มที่

ส่งผลให้การเจรจาระหว่างผู้แทนนักเรียนและกระทรวงศึกษาธิการต้องหยุดชะงักลง และกลายเป็นชนวนเหตุให้มวลชนยกระดับการชุมนุมอย่างรวดเร็ว

ความตึงเครียดที่ลุกลามนี้ทำให้มุมมองของนานาชาติต่อเสถียรภาพของฝรั่งเศสเริ่มเปลี่ยนไป Al Jazeera วิเคราะห์ว่า เหตุที่การประท้วงเรื่องโรงเรียนกลายเป็นวิกฤตการณ์ทางการเมืองในวงกว้างอย่างรวดเร็ว เนื่องจากกลุ่มผู้ประท้วงได้ขยายตัวจากนักเรียนไปสู่ชนชั้นแรงงานและกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองอื่น ๆ เช่น กลุ่มเสื้อกั๊กเหลือง (Yellow Vests) ซึ่งสะท้อนความโกรธแค้นสะสมในเรื่องภาวะค่าครองชีพที่พุ่งสูง อัตราเงินเฟ้อที่กัดกินรายได้ และราคาพลังงานที่แพงลิบลิ่ว

สอดคล้องกับมุมองจากรายงานของ นิตยสาร Fortune ว่า จลาจลในฝรั่งเศสรอบนี้คือสัญญาณเตือนภัยของการล่มสลายในระบบบริการภาครัฐเมื่อต้องเผชิญกับหนี้สินล้นพ้นตัว ซึ่งทำให้นักลงทุนต่างชาติเริ่มตั้งคำถามถึงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศยักษ์ใหญ่ในยูโรโซนแห่งนี้

ในแง่ของความมั่นคงและยุทธศาสตร์ระดับภูมิภาค สถาบันการศึกษายุทธศาสตร์ระหว่างประเทศและนักวิเคราะห์จาก Georgetown University โดยศาสตราจารย์ Pauliina Patana ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองยุโรป ได้ออกมาเตือนเกี่ยวกับ "ทรานส์เนชันนอลเอฟเฟกต์ หรือ ปรากฏการณ์โดมิโนลามข้ามพรมแดน" ที่การประท้วงในลักษณะนี้พร้อมที่จะปะทุขึ้นในประเทศอื่น ๆ ที่เผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจแบบเดียวกัน

The Guardian ยืนยันว่า ความไม่สงบทางสังคมได้เริ่มกระจายตัวไปยังประเทศเพื่อนบ้านแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการประท้วงครั้งใหญ่ในสเปน โปรตุเกส และเบลเยียม ซึ่งกลายเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องภายในของฝรั่งเศสอีกต่อไป แต่เป็นวิกฤตระดับทวีปยุโรปที่ประชาชนระดับฐานรากเริ่มลุกขึ้นมาต่อต้านนโยบายรัดเข็มขัดของรัฐบาลทุนนิยม

สิ่งที่นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงและหน่วยงานข่าวกรองระหว่างประเทศหวั่นเกรงที่สุดคือการเปลี่ยนผ่านของม็อบไปสู่ "สงครามลูกผสม หรือ Hybrid Warfare" โดยมีการตั้งข้อสังเกตว่ามีหน่วยงานข้อมูลข่าวสารจากต่างชาติ เข้ามาแทรกซึมผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเพื่อปั่นกระแสความขัดแย้ง

เครือข่ายเหล่านี้จะคอยกระจายคลิปวิดีโอที่มีการตัดต่อภาพความรุนแรง และสร้างข่าวลือเรื่องสภาวะขาดแคลนสินค้าอุปโภคบริโภคในปารีส เพื่อสร้างความตื่นตระหนกให้กับสาธารณชน

นานาชาติจึงมองว่านี่คือภัยคุกคามความมั่นคงรูปแบบใหม่ที่ศัตรูภายนอกภูมิภาคใช้ประโยชน์จากรอยร้าวภายในประเทศประชาธิปไตย เพื่อบั่นทอนเสถียรภาพทางการเมืองและการทหารของยุโรปในเวทีโลก ซึ่งถูกตอกย้ำด้วยความเข้มงวดของมาตรการรัฐ เช่น การประกาศเคอร์ฟิวในหลายเมืองใหญ่ตามรายงานของ CNN

ในด้าน "มนุษยธรรมและภาพลักษณ์สากล" คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติและองค์กรนิรโทษกรรมสากล ได้ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลอย่างลึกซึ้งต่อยุทธวิธีที่เด็ดขาดเกินกว่าเหตุของตำรวจปราบจลาจลฝรั่งเศส

รายงานจาก DW ระบุว่าเยาวชนจำนวนมากที่ออกมาร่วมแสดงพลังสะท้อนความล้มเหลวของระบบการศึกษา กลับต้องเผชิญกับการจับกุมและการใช้แก๊สน้ำตารวมถึงกระสุนยางจนได้รับบาดเจ็บสาหัส

การส่งสัญญาณที่แข็งกร้าวของประธานาธิบดีแอมานูแอล มาครง ถูกนานาชาติวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นการเลือกปกป้องเสถียรภาพของรัฐและกลุ่มทุนใหญ่ มากกว่าการหันมาฟังเสียงความเดือดร้อนที่แท้จริงของประชาชน

จุดนี้ทำให้ภาพลักษณ์ของฝรั่งเศสในฐานะ "ดินแดนแห่งเสรีภาพและสิทธิมนุษยชน" ต้องพังทลายลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในสายตาของประชาคมโลก

ท้ายที่สุด นักวิเคราะห์ความมั่นคงทางเศรษฐกิจและกองทุนการเงินระหว่างประเทศได้สรุปทัศนะตรงกันว่า วิกฤตการณ์ตั้งแต่ ก.ย.-ต.ค. ในฝรั่งเศสครั้งนี้ เป็นดั่งสัญญาณเตือนภัยว่า นโยบายการคลังแบบรัดเข็มขัดที่สวนทางกับค่าครองชีพที่แท้จริงของประชาชน ไม่สามารถบังคับใช้ได้อีกต่อไปในศตวรรษนี้

หากรัฐบาลในยุโรปยังคงเลือกที่จะใช้อำนาจนิยมและการปราบปรามในการกดทับความขัดแย้ง แทนที่จะหันมาแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำและการจัดสรรสวัสดิการพื้นฐานอย่างยั่งยืน

ภูมิภาคยูโรโซนทั้งหมดก็อาจจะต้องเผชิญกับสภาวะสุญญากาศทางการเมืองและการประท้วงหยุดงานครั้งใหญ่ในระบบขนส่งมวลชนและพลังงาน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องอย่างรุนแรงต่อห่วงโซ่อุปทานและการค้าโลกในระยะยาว

เหตุการณ์ในฝรั่งเศสจึงไม่ใช่แค่เรื่องของกรุงปารีส แต่คือบทเรียนและวิกฤตการณ์ระดับโลกที่ทุกประเทศทั่วโลกต้องนำกลับไปทบทวนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการความมั่นคงภายในของตนเองอย่างเร่งด่วนก่อนจะสายเกินไป

พ่อ "สส.ไอเดียร์" เผยลูกสาวกำลังใจดี ไม่เชื่อภูมิใจไทยตัดหาง

"ป๋อง-ธง" กลับคำรับสารภาพทุกข้อหา คดีฆาตกรรม 2 พี่น้องรัสเซีย

ครม.แต่งตั้งบิ๊ก ศธ. 3 คน "พิเชฐร์ วันทอง" นั่งเลขาธิการ ก.ค.ศ.

手机左右滑动,电脑按 ← → 键,也能切换新闻