“กรณ์” ชงตัดงบฯ 70 ภาพรวม 10% เปิดทาง ครม.จัดสรรใหม่ จี้รัฐบาลเร่งปฏิรูปโครงสร้างภาษี-เลิกแจกเงิน科恩提议将总额达 70 亿英镑的预算削减 10%,为内阁重新分配资金铺平道路,并敦促政府加快税收结构改革,停止发放补贴。
“กรณ์” ชงตัดงบฯปี 70 ภาพรวม 10% เปิดทาง ครม.จัดสรรใหม่ เตือนรัฐบาลทำงบฯไร้ยุทธศาสตร์ เสี่ยงติดกับดักงบประมาณ กาง 3 ตัวเลขวิกฤตการคลัง จี้เร่งปฏิรูปโครงสร้างภาษี-เลิกแจกเงิน

“กรณ์” ชงตัดงบฯปี 70 ภาพรวม 10% เปิดทาง ครม.จัดสรรใหม่ เตือนรัฐบาลทำงบฯไร้ยุทธศาสตร์ เสี่ยงติดกับดักงบประมาณ กาง 3 ตัวเลขวิกฤตการคลัง จี้เร่งปฏิรูปโครงสร้างภาษี-เลิกแจกเงิน
วันที่ 7 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วาระที่ 2 นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายเสนอปรับลดงบประมาณรายจ่ายภาพรวมลง 10% หรือคิดเป็นวงเงินประมาณ 300,000 ล้านบาท โดยย้ำว่าการเสนอตัดลดครั้งนี้ ไม่ใช่เพื่อตัดวงเงินใช้จ่ายของรัฐบาล แต่เป็นการเปิดช่องให้คณะรัฐมนตรีนำเงินกลับมาจัดสรรใหม่ให้ตรงกับโจทย์ความต้องการที่แท้จริงของประเทศ งบประมาณคือของจริง ที่สะท้อนความใส่ใจของรัฐบาล ต่างจากการแถลงนโยบายที่เป็นเพียงการแสดงเจตจำนง พร้อมชี้ 5 โจทย์ใหญ่ที่ประเทศกำลังเผชิญแต่ร่างงบประมาณปี 2570 กลับยังไม่ตอบโจทย์
1. ด้านการศึกษา วันนี้มาตรฐานการศึกษาและปัญหานักศึกษาจำนวนมากยังเข้าไม่ถึงเงินกู้ กยศ. เพราะงบประมาณไม่เพียงพอ
2. สังคมสูงวัย ปัจจุบันสัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ยังคงต้องรอเบี้ยยังชีพตามที่พรรคการเมืองเคยให้สัญญาไว้
3. หนี้ครัวเรือน ตัวถ่วงการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แท้จริง ซึ่งการแจกเงินไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้ แต่ต้องใช้นวัตกรรมทางการเงินและวาณิชธนากรมาช่วยปรับโครงสร้างหนี้
4. ประสิทธิภาพการผลิต โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรมที่ต้องแบกรับต้นทุนสูงขึ้น ขาดการยกระดับการแปรรูป และการเข้าถึงตลาด
5. การปรับตัวทางเทคโนโลยี เสี่ยงต่อการสูญเสียอธิปไตยทางเศรษฐกิจ โดยเปลี่ยนจากการตกเป็นทาสแพลตฟอร์มต่างชาติมาสู่การเป็นทาสแพลตฟอร์ม AI ในอนาคตอันใกล้
นายกรณ์ กล่าวต่อว่า ปัญหาของงบประมาณแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ การจัดสรรงบประมาณ ซึ่งเป็นหน้าที่โดยตรงของรัฐบาล และ ปัญหาด้านรายได้ โดยชี้ว่ารัฐบาลไม่ควรอ้างเพียงแค่เงินไม่พอ เพราะแม้รัฐบาลจะเพิ่มเงินในกระเป๋าด้วยการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท แต่นำไปใช้กับโครงการเดิมๆ ขาดความชัดเจน และจบลงด้วยการจัดซื้อพัสดุหรือแผงโซลาร์เซลล์แบบเดิม แทนที่จะนำไปแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง พร้อมได้เปิดเผย 3 ตัวเลขสะท้อนวิกฤตโครงสร้างการคลัง ที่รัฐบาลและสภาฯ ต้องร่วมกันพิจารณา ตัวเลขที่ 1.14% (สัดส่วนรายได้รัฐบาลต่อ GDP) ลดลงเรื่อยๆ จากสิบกว่าปีก่อนซึ่งเคยอยู่ที่ 17% โดยรายได้ที่ลดลงทุก 1% คิดเป็นมูลค่าสูงถึงประมาณ 200,000 ล้านบาท
ตัวเลขที่ 2.99% (โครงสร้างการเก็บภาษี) รายได้ของรัฐบาลถึง 99% มาจากการเก็บภาษีคนทำงานและมนุษย์เงินเดือน มีเพียง 1% เท่านั้นที่เก็บได้จากทรัพย์สินของมหาเศรษฐีหรือคนรวยที่ไม่ต้องทำงาน
ตัวเลขที่ 3.2% (อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ) GDP เติบโตต่ำมาก เมื่อเศรษฐกิจโตช้า รายได้ที่จัดเก็บได้ก็น้อยลง ทำให้คนทำงานและชนชั้นกลางต้องกลายเป็นผู้แบกรับภาระหลัก
“ถ้าเราไม่คิดและไม่มีคำตอบ ประเทศจะติดกับดักงบประมาณอย่างแน่นอน ซึ่งงบลงทุนจริง ณ วันนี้อยู่เพียง 13-14% เท่านั้น ต่ำกว่าเกณฑ์กฎหมายที่กำหนดไว้ 20% หากเกิดวิกฤตงบประมาณขึ้นมา ผู้ที่เดือดร้อนที่สุดคือคนยากจน ผู้สูงอายุ และมนุษย์เงินเดือนที่กำลังแบกรับภาษีอยู่ ผมจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาล “คิดใหม่ ทำใหม่” ทั้งระบบ โดยเฉพาะการปฏิรูปโครงสร้างภาษี ทบทวนบทบาทของทุนต่างชาติ กำหนดจุดยืนต่อรัฐวิสาหกิจและหุ้นที่รัฐถืออยู่ รวมถึงการปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆ เพื่อไม่ให้ประเทศต้องประสบปัญหาวิกฤตงบประมาณในอนาคต” นายกรณ์ กล่าว
ปชป.ดักคอถลุงรายจ่ายลงทุน ไม่ตรงปก
ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เสนอปรับลด 1,200 ล้านบาท ส่วนที่เกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่ายเพื่อการแก้ไขปัญหาฟื้นฟูเศรษฐกิจ และสังคม และรองรับผลกระทบจากวิกฤตความผันผวนของราคาพลังงาน ที่มีความซ้ำซ้อนกับเงินกู้ 4 แสนล้านบาท โดยเฉพาะ 2 แสนล้านบาทหลังอย่างชัดเจน ตนยังประเมินว่าเงิน 2 แสนล้านบาท ใน พ.ร.ก.กู้เงิน จะมีเหลือ ไม่มีเหตุผลใดๆ ทั้งสิ้นจะเอาเงินงบฯกลางเติมเข้าไปอีก 12,000 ล้านบาท นอกจากนี้ จะใช้วิธีการหลีกเลี่ยงกฎหมายมากกว่าที่จะปฏิบัติตามกฎหมาย หรือไม่ ตนอภิปรายในมาตราก่อน บอกในงบกลางแสนล้านบาท ที่เป็นงบฉุกเฉิน ท่านบอกว่า 6 หมื่นล้านบาท เป็นรายจ่ายลงทุน ตนไม่เชื่อเพราะดูจากการใช้จ่ายเช่นปีที่แล้ว งบกลางแต่ละโครงการไม่ใช่ลงทุน ส่วนใหญ่เป็นลักษณะเงินโอน หรือเงินช่วยเหลือ เฉพาะหน้าเกือบทั้งสิ้น ตนจะตามไปตรวจสอบวันที่นายกฯ ครม. อนุมัติรายจ่ายเงินงบกลางว่าเป็นไปตามที่มาชี้แจงกับ กมธ. และกมธ. มั่นใจว่าเป็นรายจ่ายลงทุน 6 หมื่นล้านบาท จริงในงบกลางในส่วนนี้ ถ้าท่านตอบอย่างชัดแจ้ง ตนก็จะสบายใจ และไม่ติดใจหากท่านตอบไม่ได้ ก็ยืนยันว่าจะต้องแปรญัตติตัดงบกลางในส่วนนี้ออกไป
科恩提议将2027年整体预算削减10%,以便内阁重新分配资金。他警告政府,缺乏战略的预算有陷入预算陷阱的风险,并列举了三个表明财政危机的数字,敦促加快税收结构改革,停止发放补贴。
2026年9月7日,在国会众议院对2027年预算案进行二读时,民主党议员科恩·查蒂卡瓦尼(Korn Chatikavanij)提议将整体预算削减10%,约合3000亿泰铢。他强调,此次削减并非旨在取消政府开支,而是为了让内阁能够重新分配资金,更好地满足国家的真正需求。他认为,预算案体现了政府的真正关切,而政策声明仅仅是意向的表达。随后,他指出了2027年预算案未能解决的五大国家挑战。
1. 在教育领域,如今教育标准存在问题,许多学生由于预算不足而无法获得助学贷款。
2.老龄化社会:老年人口比例不断增加,但他们仍然要等待政党曾经承诺的养老金。
3. 家庭债务拖累了实际经济增长。现金补贴无法解决这一结构性问题;相反,需要通过金融创新和投资银行策略来重组债务。
4. 生产力,特别是农业部门的生产力,面临成本上升、加工升级不足和市场准入受限等问题。
5. 技术适应有丧失经济主权的风险,在不久的将来,经济可能会从受制于外国平台转变为受制于人工智能平台。
科恩先生进一步指出,预算问题分为两部分:预算分配问题(这是政府的直接责任)和财政收入问题。他强调,政府不应仅仅以资金不足为由推卸责任,因为尽管政府通过紧急法令借款4000亿泰铢增加了国库,但这些资金却被用于一些老生常谈的项目,缺乏明确的用途,最终只是采购一些老旧的物资或太阳能电池板,而没有解决根本的结构性问题。随后,他公布了三个反映财政结构性危机的数字,政府和议会必须共同考虑:政府收入占GDP的比重为1.14%,这一比例自十多年前达到17%以来一直在稳步下降。收入每下降1%,就相当于损失约2000亿泰铢。
2.99%这个数字(税收结构):政府收入的99%来自劳动人民和工薪阶层缴纳的税款。只有1%来自亿万富翁或无需工作的富裕人士的资产。
3.2%(经济增长率)意味着GDP增长非常低。经济增长缓慢会导致税收减少,主要负担将落在工人和中产阶级身上。
科恩先生表示:“如果我们不去思考,没有解决办法,国家必然会陷入预算陷阱。目前实际投资率仅为13%至14%,低于20%的法定要求。一旦发生预算危机,受害最深的将是穷人、老年人和承担税收负担的工薪阶层。因此,我敦促政府‘重新思考和改革’整个体制,特别是改革税收结构,重新审视外资的作用,明确国有企业和政府持股的立场,并完善各项法规,以防止国家未来再次面临预算危机。”
民主党警告不要在与宣传效果不符的投资上浪费资金。
民主党领袖、名单议员阿披实·维乍集瓦先生提议削减12亿泰铢的预算,用于经济和社会复苏以及缓解能源价格波动的影响。他认为,这笔预算与4000亿泰铢的贷款存在重叠,尤其是其中的2000亿泰铢。他进一步指出,根据紧急法令,这2000亿泰铢的贷款预计会有盈余,因此没有理由再从中央预算中增加120亿泰铢。他还质疑,这是否构成规避法律而非遵守法律。他援引了之前关于1000亿泰铢中央预算(特别是紧急基金)的辩论,其中声称有600亿泰铢是资本支出。他对此表示怀疑,并指出去年的支出模式表明,中央预算项目并非主要为投资,而是短期转移支付或援助。他承诺会核实总理和内阁批准中央预算支出时向议会委员会所作的解释,并坚称其中600亿泰铢确实是资本支出。如果你能给出明确的答复,我将放心,不会有任何异议。但是,如果你无法答复,我重申,我们必须修改预算,削减中央预算的这一部分。