ทองคำผันผวน! จับตาเฟด–บอนด์ยีลด์พุ่ง แรงซื้อธนาคากลางช่วยพยุงราคา黄金价格波动剧烈!密切关注美联储的动向和不断上升的债券收益率。央行的购金行为正在支撑金价。
ตลาดทองคำสัปดาห์นี้เผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่ยังสูง เสี่ยงเฟดส่งสัญญาณคงดอกเบี้ยระดับสูง ขณะที่ผลประมูลพันธบัตรสหรัฐฯ และความไม่แน่นอนก่อนเลือกตั้งกลางเทอม 3 พ.ย. เป็นตัวแปรสำคัญ ด้านแรงซื้อธนาคารกลางทั่วโลกยังช่วยพยุงราคา ประเมินทองคำแท่งไทยทยอยส

ตลาดทองคำสัปดาห์นี้เผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่ยังสูง เสี่ยงเฟดส่งสัญญาณคงดอกเบี้ยระดับสูง ขณะที่ผลประมูลพันธบัตรสหรัฐฯ และความไม่แน่นอนก่อนเลือกตั้งกลางเทอม 3 พ.ย. เป็นตัวแปรสำคัญ ด้านแรงซื้อธนาคารกลางทั่วโลกยังช่วยพยุงราคา ประเมินทองคำแท่งไทยทยอยสะสมบริเวณ 62,150 บาท
ทองคำผันผวน! จับตาเฟด–บอนด์ยีลด์พุ่ง แรงซื้อธนาคากลางช่วยพยุงราคา
“ฮั้วเซ่งเฮง” วิเคราะห์ราคาทองคำในสัปดาห์ที่ผ่านมาเผชิญแรงขายและเริ่มเคลื่อนไหวในทิศทาง Sideways Down หลังไม่สามารถผ่านแนวต้านสำคัญที่ 4,160 และ 4,260 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ท่ามกลางราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI ที่มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นจากความเสี่ยงในช่องแคบฮอร์มุซและสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ขณะที่ตลาดยังให้น้ำหนักกับความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ในเดือน ธ.ค. ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำในระยะถัดไป
สำหรับปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามคือการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของเฟด (FOMC) วันที่ 28-29 ต.ค. ตลาดคาดว่าเฟดอาจคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.75-4.00% โดยนักลงทุนจับตาถ้อยแถลงของนายเควิน วอร์ช ประธานเฟด ท่ามกลางแรงกดดันเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง หลังดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน ก.ย. เพิ่มขึ้น 3.7% เมื่อเทียบรายปี สูงกว่าระดับ 3.4% ในเดือนก่อนหน้าและคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ 3.6%
ประธานเฟด นายเควิน วอร์ช
ขณะที่ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อสำคัญของเฟด ยังคงเป็นตัวแปรที่ตลาดต้องติดตาม หากเฟดส่งสัญญาณคงนโยบายการเงินตึงตัวหรือเปิดทางขึ้นดอกเบี้ย อาจหนุนค่าเงินดอลลาร์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (บอนด์ยีลด์) ให้ปรับขึ้น ซึ่งจะเพิ่มแรงกดดันต่อทองคำที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย
อีกหนึ่งปัจจัยคือการประมูลพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 2 ปี วันที่ 27 ต.ค. หลังผลประมูลในช่วง ก.ค.-ก.ย. สะท้อนต้นทุนการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้น โดยผลตอบแทนสูงสุดในการประมูล (High Yield) ขยับจาก 4.315% ในเดือน ก.ค. ลดลงเป็น 4.204% ในเดือน ส.ค. ก่อนพุ่งขึ้นแตะ 4.787% ในเดือน ก.ย. ขณะที่อัตราส่วนยอดเสนอซื้อต่อยอดประมูล (Bid-to-Cover Ratio) เคลื่อนไหวที่ 2.66 เท่า 2.60 เท่า และ 2.63 เท่า ตามลำดับ หากผลประมูลครั้งใหม่อ่อนแอ อาจทำให้บอนด์ยีลด์ในตลาดรองปรับขึ้นและกดดันทองคำ แต่หากความต้องการซื้อแข็งแกร่งก็อาจช่วยลดแรงกดดันต่อผลตอบแทนพันธบัตรได้
อย่างไรก็ตาม แรงซื้อทองคำจากธนาคารกลางทั่วโลกยังเป็นปัจจัยพยุงราคาในระยะยาว รายงานของโกลด์แมน แซคส์ เมื่อวันที่ 19 ต.ค. ประเมินว่า ธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทองคำในเดือน ส.ค. รวม 79 ตัน เพิ่มขึ้นจาก 44 ตันในเดือน ก.ค. และสูงกว่าค่าเฉลี่ยก่อนปี 2022 มากกว่า 4 เท่า ขณะที่ธนาคารกลางจีน (PBoC) ซื้อทองคำเพิ่ม 23 ตันในเดือน ก.ย. สูงสุดนับตั้งแต่เดือน ก.ย. 2023 นอกจากนี้ กองทุน Physical Gold ETF ทั่วโลกยังเพิ่มการถือครองทองคำอีก 67 ตันในเดือน ก.ย. แม้ราคาทองคำปรับลดลง 8.5% ส่งผลให้ปริมาณถือครองเพิ่มเป็น 4,256 ตัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนความต้องการกระจายความเสี่ยงของนักลงทุนและธนาคารกลาง
ขณะเดียวกัน การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ วันที่ 3 พ.ย. เป็นอีกปัจจัยที่ต้องจับตา เนื่องจากอาจส่งผลต่อทิศทางนโยบายการคลังและความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยกระทรวงการคลังสหรัฐฯ รายงานการขาดดุลงบประมาณปีงบประมาณ 2026 ราว 1.99 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่สำนักงานงบประมาณแห่งสภาคองเกรส (CBO) คาดว่าหนี้สาธารณะที่ถือโดยภาคเอกชนจะเพิ่มจาก 101% ของ GDP ในปี 2026 เป็น 120% ในปี 2036 ภาระหนี้และดอกเบี้ยจ่ายที่อยู่ในระดับสูง ประกอบกับความไม่แน่นอนในการต่อรองงบประมาณและเพดานหนี้ อาจเพิ่มความกังวลต่อเสถียรภาพทางการคลังและกระทบความเชื่อมั่นต่อเงินดอลลาร์ ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนทองคำในระยะยาว
สำหรับแนวโน้มราคาทองคำในสัปดาห์นี้ จึงต้องประเมินทั้งแรงกดดันจากนโยบายการเงินและแรงซื้อเพื่อป้องกันความเสี่ยง หากธนาคารกลางยังเดินหน้าซื้อทองคำต่อเนื่อง และความกังวลด้านหนี้สาธารณะสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น ราคาทองคำมีโอกาสกลับขึ้นทดสอบแนวต้าน 4,160 และ 4,260 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่านขยายวงกว้าง ดันราคาพลังงานและเงินเฟ้อสูงขึ้น จนเฟดส่งสัญญาณเข้มงวดด้านดอกเบี้ย ประกอบกับผลประมูลพันธบัตรอ่อนแอและบอนด์ยีลด์ปรับขึ้น ราคาทองคำอาจเผชิญแรงขาย โดยมีแนวรับที่ 3,880 และ 3,780 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับทองคำแท่งในประเทศ ประเมินจุดทยอยสะสมบริเวณ 62,150 บาทต่อบาททองคำ โดยกำหนดจุดตัดขาดทุนที่ 61,500 บาท และมีแนวต้านที่ 64,800 บาท และ 65,350 บาท ทั้งนี้ นักลงทุนควรติดตามผลการประชุม FOMC ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ผลประมูลพันธบัตร รวมถึงการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) และคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ซึ่งอาจส่งผลต่อค่าเงิน อัตราผลตอบแทนพันธบัตร และทิศทางราคาทองคำในระยะสั้น
นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) เปิดเผยว่า แม้ราคาทองคำที่ปรับลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงนี้เป็นการปรับลดลงจากผลกระทบของอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ฯ อายุ 10 ปีที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า 5% อย่างไรก็ตามทองคำแม้ได้แรงกดดันจากปรากฏการณ์ดังกล่าว แต่ก็มีฐานแรงซื้อ (Demand zone) สำคัญที่น่าจับตาที่แนวรับ 4,000 – 4,060 ดอลลาร์สหรัฐ ฯ ต่อทรอยออนซ์ ลุ้นการเกิดแรงช้อนซื้อ (Buy on dip) ดังเช่นครั้งก่อนหน้า
ในช่วงหลังจากนี้ประเมินในไตรมาส 1-2 ในปี 2570 ปัจจัยกดดันจะเริ่มหมดไป และลุ้นทองคำกลับเข้าสู่รอบขาขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ลุ้นกลับไปดีดทดสอบแนวต้าน 4,700-5,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อทรอยออนซ์ ขณะที่ราคาทองคำในประเทศมีโอกาสอยู่ที่ประมาณ 74,800 – 79,600 บาทต่อบาททองคำ
ในส่วนของแรงซื้อที่มีนัยสำคัญ ส่วนหนึ่งแน่นอนว่ามาจากธนาคารกลางที่เข้าซื้ออย่างต่อเนื่อง โดย Goldman Sachs ประเมินว่าธนาคารกลางทั่วโลก มีการซื้อทองคำเมื่อปรับฤดูกาล (seasonally adjusted basis) ย้อนหลัง 3 เดือน อัตราการซื้อจะอยู่ที่ 85 ตันต่อเดือน ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยก่อนปี 2565 ที่ระดับ 17 ตันอย่างมาก ความต้องการในส่วนนี้จึงถูกมองเป็น ปัจจัยสนับสนุนเชิงโครงสร้างสำหรับทองคำ
โดยธนาคารกลางของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (EM) โดยเฉพาะจีนที่เข้าซื้อไปอีก 25 ตัน ยังคงมีสัดส่วนการถือครองทองคำต่ำกว่าระดับที่เหมาะสมในระยะยาว (Underweight) สำหรับการเข้าซื้อทองคำของธนาคารกลางอย่างต่อเนื่องนี้มองว่าส่วนหนึ่งมาจากนโยบายลดการพึ่งพาดอลลาร์ (De-dollarization)ของธนาคารกลางทั่วโลก (Central Banks) ซึ่งมีปัจจัยเริ่มมาตั้งแต่ช่วงปี 2565 ที่รัสเซียเปิดฉากบุกยูเครน รัสเซียจึงโดนอายัด (Freeze) สำรองระหว่างประเทศของธนาคารกลางรัสเซียที่ฝากไว้ในสถาบันการเงิน
นอกจากนี้ยังเห็นถึงความพยายามที่จะกระจายความเสี่ยงออกจากการถือครองสกุลเงินทุนสำรองของกลุ่มประเทศ G7 เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และด้านการเงิน และจากตัวเลขทั้งหมดพบว่าการเข้าซื้อยังไม่ทะลุเป้าหมายที่ธนาคารกลางบางแห่งที่ตั้งไว้ มองว่าโอกาสที่จะซื้อเพิ่มยังมีต่อเนื่อง และล่าสุดยังพบว่าธนาคารกลางเนเธอร์แลนด์ (De Nederlandsche Bank) ประกาศย้ายทองคำสำรอง 86 ตันจากออตตาวาและนิวยอร์กมาเก็บไว้ที่ลอนดอน เพื่อเพิ่มความสะดวกในการซื้อขายและสภาพคล่อง
ราคา "ทองคำ" เช้านี้ – 200 บาท "ทองแท่ง" ขายออกหลุด 64,000 บาท
ราคา "ทองคำ" ดิ่ง หลุด 65,000 บาท ตลาดกังวลเงินเฟ้อภาคพลังงาน ทองโลกสู่ขาลงต่อ
ฮั่วเซ่งเฮงชี้ "ทอง" เผชิญแรงเทขาย เริ่มเสียทรงเป็น "ขาลง"
จับตา “ดอกเบี้ยโลก” หนุนทองคำ ลุ้นครึ่งปีหลังทะยานแตะ 86,000 บาท
ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ
本周,黄金市场面临来自美国持续高企的通胀、美联储可能释放维持高利率信号的风险,以及包括美国国债拍卖结果和11月3日中期选举前夕的不确定性等关键因素的压力。然而,全球央行的购金行为支撑了金价。我们预计泰国金条价格将逐步回落至62,150泰铢左右。
黄金价格波动剧烈!密切关注美联储的动向和不断上升的债券收益率。央行的购金行为正在支撑金价。
华盛恒分析指出,上周黄金价格面临抛售压力,在未能突破每盎司4160美元和4260美元的关键阻力位后,开始横盘整理下跌。与此同时,受霍尔木兹海峡局势和美伊冲突的影响,布伦特原油和WTI原油价格上涨。此外,市场也关注美联储12月可能加息0.25%的预期,这将对未来一段时间的黄金价格构成压力。
值得关注的关键因素是10月28日至29日举行的联邦公开市场委员会(FOMC)会议。市场预期美联储可能将利率维持在3.75%-4.00%的区间。投资者密切关注美联储主席凯文·沃什的讲话,因为持续的通胀压力依然存在。此前公布的9月份消费者价格指数(CPI)同比上涨3.7%,高于上月的3.4%和分析师此前预测的3.6%。
美联储主席凯文·沃什
尽管美联储使用的关键通胀指标——个人消费支出(PCE)价格指数——仍然是市场需要密切关注的变量,但如果美联储释放出继续维持紧缩货币政策或为加息敞开大门的信号,则可能推高美元和美国国债收益率,从而给不产生利息的黄金带来额外压力。
另一个因素是10月27日举行的两年期美国国债拍卖。7月和9月的拍卖结果反映出借贷成本上升,最高收益率从7月的4.315%升至8月的4.204%,随后在9月飙升至4.787%。与此同时,认购倍数分别在2.66倍、2.60倍和2.63倍之间波动。如果下次拍卖结果疲软,可能会导致二级市场收益率上升,并对黄金构成压力。然而,强劲的需求可能有助于缓解债券收益率的压力。
然而,全球央行持续强劲的黄金购买力在长期内支撑着金价。高盛10月19日发布的一份报告估计,全球央行8月份共购买了79吨黄金,高于7月份的44吨,是2022年以前平均水平的四倍多。与此同时,中国人民银行9月份增持了23吨黄金,创下自2023年9月以来的最高水平。此外,尽管金价下跌了8.5%,但全球实物黄金ETF在9月份仍增持了67吨黄金,使其总持仓量达到创纪录的4256吨,这反映出投资者和央行分散风险投资组合的意愿。
与此同时,11月3日举行的美国中期选举是另一个值得关注的因素,因为它可能影响财政政策的走向和市场对美国经济的信心。美国财政部报告称,2026财年的预算赤字约为1.99万亿美元,而国会预算办公室(CBO)预测,私营部门债务占GDP的比重将从2026年的101%上升到2036年的120%。高额的债务和利息支出,加上预算和债务上限谈判的不确定性,可能会引发人们对财政稳定的担忧,并影响市场对美元的信心,而美元长期以来一直是黄金的支撑因素。
本周黄金价格前景需综合评估货币政策压力和风险对冲因素。如果各国央行继续购金,且对美国主权债务的担忧加剧,金价可能再次测试每盎司4160美元和4260美元的阻力位。然而,如果美伊冲突升级,推高能源价格和通胀,导致美联储发出收紧利率的信号,再加上债券拍卖结果疲软和债券收益率上升,金价可能面临抛售压力,支撑位在每盎司3880美元和3780美元。
对于国内黄金,我们预计其逐步积累点位在每泰铢62,150泰铢附近,止损点位在61,500泰铢。阻力位分别在64,800泰铢和65,350泰铢。投资者应密切关注美联储公开市场委员会(FOMC)会议结果、美国经济数据、债券拍卖以及欧洲央行(ECB)、日本央行(BOJ)和泰国央行货币政策委员会(MPC)的会议,这些因素都可能在短期内影响货币汇率、债券收益率和黄金价格。
YLG Bullion International Co., Ltd. 首席执行官 Paworn Navawattanaprasert 女士透露,尽管金价持续下跌是由于 10 年期美国国债收益率超过 5% 的影响,但尽管面临这种压力,黄金在每盎司 4,000 美元至 4,060 美元之间仍存在显著的需求区间,预计会出现类似于以往的“逢低买入”情况。
展望2027年第一季度和第二季度,金价下行压力预计将会缓解,并可能进入强劲的牛市,有望测试每盎司4700至5000美元的阻力位。与此同时,国内金价可能维持在每泰铢74800至79600泰铢左右。
持续的央行购金行动是推动黄金价格上涨的部分原因。高盛估计,过去三个月,全球央行经季节性调整后的月均购金量为85吨,远高于2022年之前的平均水平17吨。因此,这种需求被视为黄金价格的结构性支撑因素。
新兴市场国家的中央银行,尤其是中国(已增持25吨黄金),其黄金持有量仍低于长期最优水平。这些央行持续购入黄金,部分原因在于其去美元化政策。该政策始于2022年,当时俄罗斯入侵乌克兰,导致其央行存放在金融机构的国际储备被冻结。
此外,各国正试图分散对七国集团储备货币的持有风险,以对冲地缘政治和金融风险。总体而言,数据显示,购买规模尚未超过部分央行设定的目标,表明未来仍有进一步购买的潜力。最近,荷兰中央银行(荷兰中央银行)宣布将86吨黄金储备从渥太华和纽约转移至伦敦,以促进交易并提高流动性。
今早黄金价格:涨跌幅达200泰铢。金条售价低于64000泰铢。
由于市场担忧能源行业通胀,且全球黄金市场持续走低,金价暴跌至每盎司65000泰铢以下。
华生衡显示,黄金面临抛售压力,开始失去上涨势头,进入下跌趋势。
密切关注全球利率,这将支撑金价;预计下半年金价将飙升至每盎司86000泰铢。
日本银行(BOJ)