นิด้าโพลชี้ 69.92% ให้ความสำคัญอิสระสื่อ ค้านเปลี่ยนงบ Thai PBSNIDA民意调查显示,69.92%的人重视媒体独立性,反对改变泰国公共电视台的预算。
นิด้าโพลเผยผลสำรวจผู้รับชม Thai PBS พบ 33.03% ไม่เห็นด้วยเปลี่ยนแหล่งงบประมาณจากภาษีบาปเป็นงบรายปีผ่านสภาฯ หวั่นกระทบความเป็นอิสระและเปิดช่องการเมืองแทรก

วันนี้ ( 1 พ.ย.2569) ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “Thai PBS สื่อสาธารณะ?” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 28-30 ตุลาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง
เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อการเปลี่ยนแหล่งที่มาของงบประมาณ Thai PBS การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่าง โดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0
นิด้าโพลชี้ 69.92% ให้ความสำคัญอิสระสื่อ ค้านเปลี่ยนงบ Thai PBS
เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 8.47 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพมหานคร ร้อยละ 18.78 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคกลาง ร้อยละ 17.71 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ ร้อยละ 33.21 มีภูมิลำเนาอยู่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 13.89 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ และร้อยละ 7.94 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออก โดยตัวอย่าง ร้อยละ 47.94 เป็นเพศชาย และร้อยละ 52.06 เป็นเพศหญิง
กลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 11.98 อายุ 18-25 ปี ร้อยละ 17.56 อายุ 26-35 ปี ร้อยละ 17.71 อายุ 36-45 ปี ร้อยละ 25.80 อายุ 46-59 ปี และร้อยละ 26.95 อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยตัวอย่าง ร้อยละ 95.11 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 3.97 นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 0.92 นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่น ๆ
กลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 37.02 สถานภาพโสด ร้อยละ 61.15 สมรส และร้อยละ 1.83 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ โดยตัวอย่าง ร้อยละ 0.23 ไม่ได้รับการศึกษา ร้อยละ 13.97 จบการศึกษาประถมศึกษา ร้อยละ 31.22 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 11.76 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 36.18 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 6.64 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี
ตัวอย่าง ร้อยละ 10.69 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 18.47 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 23.89 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 9.01 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 12.37 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 20.53 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน และร้อยละ 5.04 เป็นนักเรียน/นักศึกษา
ตัวอย่าง ร้อยละ 17.86 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 3.44 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 5,000 บาท ร้อยละ 12.37 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001-10,000 บาท ร้อยละ 32.37 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท ร้อยละ 12.90 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท ร้อยละ 7.71 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001-40,000 บาท ร้อยละ 2.75 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001-50,000 บาท ร้อยละ 2.37 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 50,001-60,000 บาท ร้อยละ 0.53 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 60,001-70,000 บาท ร้อยละ 0.15 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 70,001-80,000 บาท ร้อยละ 0.76 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 80,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 6.79 ไม่ระบุรายได้
จากการสำรวจเมื่อถามถึงการรับชมรายการจากช่อง Thai PBS พบว่ากลุ่มตัวอย่าง
ร้อยละ 45.80 ระบุว่า ไม่เคยรับชมรายการเลย
รองลงมา ร้อยละ 31.76 ระบุว่า รับชมรายการ เป็นบางครั้ง
ร้อยละ 12.82 ระบุว่า เคยแค่เปิดผ่าน แต่ไม่ชมรายการจริงจัง
ร้อยละ 6.18 ระบุว่า รับชมรายการ บ่อยครั้ง
ร้อยละ 3.44 ระบุว่า รับชมรายการ เป็นประจำ
เมื่อสอบถามผู้ที่ระบุว่ารับชมรายการจากช่อง Thai PBS เป็นประจำ บ่อยครั้ง และเป็นบางครั้ง (จำนวน 542 หน่วยตัวอย่าง) เกี่ยวกับความคิดเห็นต่อความเป็นอิสระของการรายงานข่าวและรายการต่างๆ ของ Thai PBS จากการถูกครอบงำทางการเมือง พบว่ากลุ่มตัวอย่าง
ร้อยละ 42.99 ระบุว่า ค่อนข้างมีความเป็นอิสระ
รองลงมา ร้อยละ 25.46 ระบุว่า ไม่ค่อยมีความเป็นอิสระ
ร้อยละ 22.32 ระบุว่า มีความเป็นอิสระมาก
ร้อยละ 8.49 ระบุว่า ไม่มีความเป็นอิสระเลย
ร้อยละ 0.74 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ
เมื่อสอบถามผู้ที่ระบุว่ารับชมรายการจากช่อง Thai PBS เป็นประจำ บ่อยครั้ง และเป็นบางครั้ง (จำนวน 542 หน่วยตัวอย่าง) เกี่ยวกับความคิดเห็นต่อการเปลี่ยนแหล่งที่มาของงบประมาณ Thai PBS จากภาษีบาปเป็นงบประมาณรายปีที่ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร พบว่ากลุ่มตัวอย่าง
ร้อยละ 33.03 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงที่มาของงบประมาณ
รองลงมา ร้อยละ 24.72 ระบุว่า Thai PBS อาจขาดความเป็นอิสระในการเสนอข่าว/ข้อมูล
ร้อยละ 24.54 ระบุว่า Thai PBS อาจถูกครอบงำโดยรัฐบาล และ/หรือ นักการเมือง
ร้อยละ 22.14 ระบุว่า เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงที่มาของงบประมาณ
ร้อยละ 18.27 ระบุว่า ฝ่ายการเมืองอาจใช้อำนาจแทรกแซง Thai PBS เนื่องจากขาดอิสระทางการเงิน
ร้อยละ 16.42 ระบุว่า Thai PBS อาจกลายเป็นสื่อของรัฐ
ร้อยละ 16.05 ระบุว่า ช่วยให้เกิดการตรวจสอบประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณของ Thai PBS
ร้อยละ 14.21 ระบุว่า ทำให้ Thai PBS ต้องพยายามใช้เงินภาษีของประชาชนอย่างคุ้มค่ามากขึ้น
ร้อยละ 9.78 ระบุว่า ทำให้ระบบงบประมาณของ Thai PBS จะเหมือนกับองค์กรอื่นๆ ที่ของบประมาณจากรัฐ
ร้อยละ 8.86 ระบุว่า ช่วยให้เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรมกับสื่อช่องอื่นๆ (ที่ไม่ได้รับงบประมาณจากรัฐ)
ร้อยละ 7.56 ระบุว่า อาจส่งผลกระทบต่อรายการเพื่อสังคมที่ไม่สร้างผลกำไร
ร้อยละ 1.48 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ
เมื่อสอบถามผู้ที่ระบุว่ารับชมรายการจากช่อง Thai PBS เป็นประจำ บ่อยครั้ง และเป็นบางครั้ง (จำนวน 542 หน่วยตัวอย่าง) เกี่ยวกับความคิดเห็นต่อแนวทางการปรับปรุงองค์กร Thai PBS พบว่ากลุ่มตัวอย่าง
ร้อยละ 60.33 ระบุว่า เสนอข้อมูลข่าวสารอย่างเป็นอิสระและเป็นกลาง
รองลงมา ร้อยละ 38.38 ระบุว่า ยอมรับการถูกตรวจสอบการใช้งบประมาณ
ร้อยละ 38.19 ระบุว่า เปิดเผยการใช้งบประมาณต่อสาธารณะ
ร้อยละ 15.13 ระบุว่า บริหารแบบเอกชนมากขึ้น ที่เน้นกำไรและความอยู่รอดขององค์กร
ร้อยละ 13.47 ระบุว่า ลดขนาดองค์กรลงเพื่อประหยัดงบประมาณ
ร้อยละ 11.81 ระบุว่า เสนอประเด็นด้านสังคมให้มากขึ้นแม้ว่าจะไม่มีผลกำไรตามมา
ร้อยละ 10.33 ระบุว่า ลดการพึ่งพางบประมาณจากรัฐ
ร้อยละ 3.51 ระบุว่า ให้ความสำคัญกับการแข่งขันเพื่อเป็นที่หนึ่งในวงการสื่อ
ร้อยละ 2.95 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ
ร้อยละ 2.03 ระบุว่า เปลี่ยนไปเป็นสื่อของรัฐ
ด้านความคิดเห็นของประชาชนต่อความเป็นไปได้ในการมีสื่อสาธารณะของประเทศไทยที่เป็นอิสระจากการครอบงำของรัฐและ/หรือกลุ่มทุน พบว่ากลุ่มตัวอย่าง
ร้อยละ 37.32 ระบุว่า เป็นไปไม่ได้เลย
รองลงมา ร้อยละ 24.66 ระบุว่า เป็นไปไม่ค่อยได้
ร้อยละ 23.82 ระบุว่า ค่อนข้างเป็นไปได้
ร้อยละ 12.75 ระบุว่า เป็นไปได้มาก
ร้อยละ 1.45 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ
ท้ายที่สุดเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนต่อความสำคัญระหว่างความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ กับประสิทธิภาพในการใช้จ่ายงบประมาณของสื่อสาธารณะ พบว่ากลุ่มตัวอย่าง
ร้อยละ 69.92 ระบุว่า ความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ
รองลงมา ร้อยละ 27.94 ระบุว่า ประสิทธิภาพในการใช้จ่ายงบประมาณของสื่อสาธารณะ
ร้อยละ 2.14 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ
"นายกฯ" ยังไม่เซ็นรับรองร่าง กม. 4 ฉบับ ยกเลิกภาษีบาปอุดหนุน 4 องค์กร
"ไทยพีบีเอส" แจงเหตุผล "โครงสร้างรายได้สำคัญต่อความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ"
กมธ.ฯ เชิญ "ไทยพีบีเอส" ให้ข้อมูลปมแก้ไขแหล่งรายได้-ความเป็นอิสระสื่อ
ความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ
สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
今天(2026 年 11 月 1 日),泰国国家发展管理研究院 (NIDA) 民意调查中心发布了关于“泰国公共广播公司:公共媒体?”的调查结果。该调查于 2026 年 10 月 28 日至 30 日进行,调查对象为 1310 名 18 岁及以上的受访者,涵盖了全国所有地区、教育水平、职业和收入水平。
关于公众对泰国公共广播系统(Thai PBS)资金来源变更的意见,本次调查采用概率抽样方法,数据来源于“NIDA Poll”主样本数据库。调查采用多阶段抽样,并通过电话访谈收集数据。误差范围设定为最大0.05,置信水平为97.0%。
NIDA民意调查显示,69.92%的人重视媒体独立性,反对改变泰国公共电视台的预算。
根据样本的总体特征,发现样本中8.47%居住在曼谷,18.78%居住在中部地区,17.71%居住在北部地区,33.21%居住在东北部地区,13.89%居住在南部地区,7.94%居住在东部地区。样本中,47.94%为男性,52.06%为女性。
样本组中,18-25岁占11.98%,26-35岁占17.56%,36-45岁占17.71%,46-59岁占25.80%,60岁及以上占26.95%。样本中,95.11%为佛教徒,3.97%为穆斯林,0.92%为基督教徒或其他宗教信徒。
在样本中,37.02%为单身,61.15%已婚,1.83%丧偶、离婚或分居。在样本中,0.23%未接受过任何教育,13.97%完成了小学教育,31.22%完成了中学教育或同等学历,11.76%获得了副学士学位或同等学历,36.18%获得了学士学位或同等学历,6.64%获得了研究生学位。
例如,10.69%是公务员/政府雇员/国有企业雇员,18.47%是私营部门雇员,23.89%是企业主/个体经营者,9.01%是农民/渔民,12.37%是普通劳动者/体力劳动者,20.53%是家庭主妇/家庭主夫/退休人员/失业人员,5.04%是学生。
例如,17.86%的人没有收入;3.44%的人平均月收入不超过5000泰铢;12.37%的人平均月收入为5001-10000泰铢;32.37%的人平均月收入为10001-20000泰铢;12.90%的人平均月收入为20001-30000泰铢;7.71%的人平均月收入为30001-40000泰铢;2.75%的人平均月收入为40001-50000泰铢;2.37%的人平均月收入为50001-60000泰铢。 0.53% 的人平均月收入为 60,001-70,000 泰铢;0.15% 的人平均月收入为……0.76% 的人收入在 70,001 至 80,000 泰铢之间,6.79% 的人平均月收入为 80,001 泰铢或以上,另有 6.79% 的人未说明其收入。
一项关于受访者在泰国公共电视台(Thai PBS)观看习惯的调查显示,样本群体……
45.80% 的人表示他们从未看过该节目。
第二大群体(31.76%)表示他们偶尔会观看该节目。
12.82% 的人表示他们只是随意换过频道,但从未真正看过节目。
6.18% 的人表示他们经常观看该节目。
3.44%的人表示他们经常观看该节目。
一项针对 542 名自称是泰国公共电视台节目的经常、偶尔和经常观众的调查,询问他们对泰国公共电视台新闻报道和节目不受政治影响的看法,调查结果如下:
42.99%的人表示他们感到相对独立。
第二常见的回答是,占比 25.46%,他们没有多少独立性。
22.32%的人表示他们具有高度的独立性。
8.49%的人表示他们完全没有独立性。
0.74%的人表示他们不知道/没有回答。
一项针对 542 名自称经常、频繁或偶尔观看泰国公共电视台节目的受访者的调查,旨在了解他们对泰国公共电视台资金来源从罪恶税改为由众议院批准的年度预算的看法,调查结果如下:
33.03% 的人表示他们不同意改变资金来源。
第二大常见回答(占比 24.72%)表明,泰国公共电视台在报道新闻/信息方面可能缺乏独立性。
24.54% 的人表示泰国公共广播公司可能被政府和/或政客所控制。
22.14% 的人表示同意改变资金来源。
18.27% 的人表示,由于泰国公共电视台缺乏财政独立性,政治派别可能会干预其运作。
16.42% 的人表示,泰国公共电视台可能会成为一家国有媒体机构。
16.05% 的人表示,审查泰国公共广播公司(Thai PBS)的预算支出效率很有帮助。
14.21% 的人表示,这意味着泰国公共广播公司必须努力更有效地利用纳税人的钱。
9.78% 的人表示,这将使泰国公共广播公司 (Thai PBS) 的预算制度与其他接受政府资助的组织类似。
8.86% 的人表示,这有助于与其他媒体渠道(未获得政府资助的媒体渠道)建立公平竞争。
7.56% 的人表示这可能会对非营利性社会项目产生影响。
1.48%的人表示不知道/没有回答。
一项针对 542 名自称经常、频繁或偶尔观看泰国公共电视台节目的受访者的调查,询问他们对泰国公共电视台组织改进计划的看法,结果如下:
60.33% 的人表示他们独立、公正地呈现信息。
第二大群体(占比 38.38%)表示,他们接受对预算支出的审查。
38.19% 的人表示他们希望向公众公开预算支出情况。
15.13% 的人表示,管理层正变得越来越像私营部门,更加注重利润和组织的生存。
13.47% 的人表示他们为了节省资金而缩减了组织规模。
11.81% 的人表示,即使不盈利,他们也愿意提供更多社会议题方面的服务。
10.33% 的人表示他们希望减少对政府资助的依赖。
3.51% 的人表示,他们优先考虑在媒体行业中竞争成为第一。
2.95% 的人表示他们没有回答/不感兴趣。
2.03%的人表示他们转而关注官方媒体。
关于泰国公众对建立独立于国家和/或资本主义主导的公共媒体的看法,样本小组发现:
37.32%的人表示这是不可能的。
其次,24.66%的人表示不太可能。
23.82%的人表示“很有可能”。
12.75%的人表示极有可能。
1.45%的人表示他们没有回答/不感兴趣。
最后,当被问及媒体独立性与媒体预算支出效率孰轻孰重时,样本群体发现:
69.92% 的人表示公共媒体独立性很重要。
第二大常见回答是公共媒体预算支出的效率,占比 27.94%。
2.14%的人表示他们不知道/没有回答。
总理尚未签署四项法案草案,这些法案将取消罪恶税和对四个组织的补贴。
泰国公共电视台解释了为什么“收入结构对公共媒体的独立性至关重要”。
委员会邀请泰国公共广播公司(Thai PBS)提供有关修改收入来源和媒体独立性问题的相关信息。
公共媒体的独立性。
国家发展管理学院