เล่าเรื่องรถเก่า Mercedes-Benz 300CE คูเป้หรู ไอค่อนแห่งความมั่งมีจากยุคฟองสบู่讲述经典奔驰300CE的故事,这是一款豪华轿跑车,也是经济泡沫时代的财富象征。
การเป็นเจ้าของ 300CE ในยุคก่อนทลายกำแพงภาษีรถนำเข้านั้น คุณไม่ใช่แค่รวยแบบเศรษฐีเงินหมุนนะครับ คือยุคนั้นถ้าใช้ศัพท์คุณพ่อผม ท่านบอกว่า “เอ็งต้องเยี่ยวเป็นทองขี้เป็นเงิน”

นานมาแล้ว สมัยที่ “น้าชาติ” เป็นนายกรัฐมนตรี เราจะมีคำติดปากว่ายุค NICS ซึ่งหมายถึงสภาพความพร้อมทางเศรษฐกิจของประเทศที่นับได้ว่าไทยเราจะเป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเชีย มันคือยุคที่ความรวยแบบแทบโปรยเงินได้คือความโดดเด่นยิ่งกว่าสมัยก่อน ทว่าในช่วงปลายยุค 70s ถึงต้น 90s นั้น ตัวเลือกของรถยนต์เอาไว้อวดฐานะในบ้านเรามีไม่มาก สำหรับคนที่ไม่ได้รวยแบบล้นฟ้า 300CE คือหนึ่งในรถประกอบในประเทศที่ค่าตัวแพงเสียดฟ้า และมีผลิตขายเป็นจำนวนน้อย คนรวยสมัยนั้นแย่งกันซื้อจนมีการซื้อขายใบจองในราคาหลายหมื่น วันนี้เรามาเล่าเรื่องสั้น ย้อนวัย ย้อนยุคสมัย ไปกับ 300CE บอดี้ C124 นี้
สาเหตุที่ผมคิดเขียนบทความนี้ขึ้นก็เพราะ Mercedes-Benz CLE รถคูเป้รุ่นใหม่ของค่ายคุณน้าตราดาว การได้เห็นความพยายามในการให้ไทยเป็นหนึ่งในโรงงานประกอบรถไลน์ AMG นอกเยอรมนีนั้นน่าชื่นชม เพราะช่วยให้คนรวยในไทยสามารถเป็นเจ้าของรถ AMG พันธุ์แรงได้ในราคาที่ถูกลงโดยอุปกรณ์ก็ไม่ถูกตัดจนเหี้ยน อย่าง CLE 53 AMG นั้น ตั้งราคามา 5.25 ล้านบาท บางคนมองว่าแพงเพราะไปเทียบกับ C 43 รุ่นก่อนที่ราคาสี่ล้านต้น ต้องไม่ลืมนะครับว่า CLE นี้ตัวใหญ่ไซส์ E-Coupe เก่า แล้วยังมีของเล่นครบขึ้น แรงม้าเพิ่มจาก 390 เป็น 449 ตัว แถมมีระบบขับสี่ที่สั่งตัดเหลือ 2 ล้อหลังเพื่อการดริฟท์ได้อีก ผมพูดเรื่องรถใหม่ไว้เท่านี้แล้วกันครับ
แต่สิ่งที่ทำให้นึกถึง 300CE ขึ้นมาได้ ก็เพราะระหว่างงานนี่ล่ะ มีการเปิดสไลด์โชว์รูปรถ E-Class บอดี้คูเป้รุ่นเก่าในอดีตก่อนมาถึงรุ่นใหม่ บวกกับคำกล่าวของท่านประธานมาร์ทิน ชเวงค์ที่บอกว่า “เวลาเราอยากขับรถไปเที่ยวไกลๆ ไปแม่ฮ่องสอน ไปตามภูเขากับคนรัก มันต้องเป็นรถแบบ 2 ประตูคูเป้นี่ล่ะที่เหมาะกับงานนี้และรถคูเป้ มักจะเป็นรถที่คนบ้ารถมักชื่นชอบ มีความโดดเด่นแม้เวลาจะผ่านไปนาน” ไม่ต้องคิดอะไรมาก คุณดูตัวถังยุค 123 กับ 124 แล้วพยายามดูราคามือสองดูครับ อย่าว่าแต่เบนซ์เลย Honda Civic ตาโต 4 ประตูกับคูเป้ ราคาและความขลังก็ต่างกันมาก ตอนป้ายแดง รถคูเป้มักแพงกว่าซีดานไม่ถึง 15% แต่ผ่านไป 20-30 ปี ราคามือสองห่างกัน 3-6 เท่าตัว
ในตลาดโลก Mercedes-Benz เปิดตัวบอดี้ C124 คูเป้นี้ตั้งแต่ปี 1987 ซึ่งพวกรถโฉมแรกนี้ สังเกตได้ที่กระจกมองข้างจะเป็นสีดำ รถพวกนี้จะมีกาบข้างในขณะที่รุ่น 4 ประตูจะเป็นแถบกันกระแทกสีดำ แต่กาบของรถ C124 รุ่นแรกๆ จะไม่มีการประดับแถบโครเมียมครับ แล้วพอปี 1989 ตอนที่มีการปรับโฉมบอดี้ 124 ครั้งแรก ทุกรุ่นก็มีกาบข้างหมด และมีแถบโครเมียมที่กาบ กระจกมองข้างเป็นสีเดียวกับตัวรถ ขุมพลังมี 3 ระดับสำหรับรุ่นคูเป้ คือ 230CE 4 สูบ 136 แรงม้า 300CE 6 สูบ 188 แรงม้า และ 300CE-24 ซึ่งจะได้ฝาสูบแบบมัลติวาล์ว 24 วาล์ว 220-231 แรงม้า สมัยนั้นเบนซ์ในไทย ก็คือบริษัทธนบุรีประกอบรถยนต์ เลือกรุ่น 300CE มาขาย เพราะสมัยนั้นเบนซ์ไทยก่อน พ.ศ. 2534 ยังไม่มีรถนำเข้า ไม่มีรถรุ่นไหนแชร์พาร์ทเครื่องยนต์ 24 วาล์วได้ แต่เครื่อง 12 วาล์ว มีอยู่แล้วใน 300E ที่ประกอบขายมาก่อนหน้า
การเป็นเจ้าของ 300CE ในยุคก่อนทลายกำแพงภาษีรถนำเข้านั้น คุณไม่ใช่แค่รวยแบบเศรษฐีเงินหมุนนะครับ คือยุคนั้นถ้าใช้ศัพท์คุณพ่อผม ท่านบอกว่า “เอ็งต้องเยี่ยวเป็นทองขี้เป็นเงิน” รอบตัวมีแต่เงินๆๆ ถึงจะซื้อไหว ปี 2024 รถ CLE 300 (อีกรุ่นที่เป็นคูเป้แต่ไม่ใช่ AMG) ราคา 3.95 ล้านบาท ก็คือ Honda Accord e:HEV RS สองคันแล้วมีเงินเหลือนิดหน่อย แต่ 31-32 ปีก่อน 300CE มีราคาราว 3.2 ล้านบาท ในขณะที่ Accord EXi ตัวท้อปสมัยนั้น ราคา 792,000 บาท และรถญี่ปุ่นประกอบในประเทศที่แพงอันดับต้นๆอย่าง Toyota Crown Royal Saloon 2.8 ราคา 1.25 ล้านบาท ผมนึกไม่ออกจริงๆครับ แม้ว่าตอนนั้นจะอยู่ประถม 6 แล้ว..แต่นึกไม่ออกจริงๆว่ารถประกอบในไทยมีอะไรแพงกว่า 300CE นั่นอาจจะเป็นภาพลักษณ์ที่ทำให้คนรุ่นพ่อเรามองว่าเบนซ์คือรถคนรวยของจริง
สมัยนั้นพอจองเบนซ์ 300CE เสร็จ คุณรอคิวผลิตรถไป อาจจะ 4 เดือนหรือ 6 เดือน พอรับรถเสร็จ ก็จะมีเซลส์หน้าตาหล่อเฟี้ยวอายุ 20 ต้นๆมาเสนอขายจุกปิดหัวล็อคประตูรถสีทองฝังเพชร สมัยนั้นเศรษฐีมีเบนซ์ต้องมีครับ ถ้างบเหลือ เอาหัวเกียร์ลายไม้ด้วยนะ แต่คนที่รวยแบบซูเปอร์รวย ก็จะบินไปเยอรมนี สั่งพาร์ทแต่ง สั่งล้อ AMG เข้ามา สมัยนั้นใครไปถึง Step พาร์ทแท้รอบคันได้ ที่บ้านน่าจะมี Ferrari ไม่ก็ Porsche และนั่งขี้บนโถส้วมทองคำ แต่มันคือเสน่ห์ของสมัยนั้นที่ไม่มี Social Media ใดๆ โทรศัพท์มือถือยังส่งข้อความไม่ได้ คอมพิวเตอร์ยังเปิดภาพถ่ายไม่ได้ อยากได้โบรชัวร์ของแต่ง ต้องส่งเป็นจดหมายอากาศมา หรือส่ง Fax มาแล้วเจอหมึกพิมพ์ส้นเท้า ดูไม่รู้เรื่อง แล้วก็ต้องซื้อตั๋วเรือบินไปดูของจริง สั่งกับฝรั่งหัวทองอยู่ดี
ความเด่นของ 300CE คือ นอกจากแก้มหน้า ซีกหน้าของรถ กระจกมองข้าง กับไฟท้าย ล้อ และส่วนควบเล็กๆน้อยๆ บอดี้ภายนอกของเจ้านี่แตกต่างจากรุ่นซีดานไปเลย ถ้ามองจากด้านข้าง จะเห็นกลิ่นอายของ S-Class Coupe C126 ชัดเจนโดยเฉพาะการออกแบบกระจกแบบ Frameless และ Pillarless ไม่มีเสากลาง เอากระจกลงหมด เปิดประตูแล้วดูเท่ ปิดประตูแล้ว ช่องกระจกหน้าหลังต่อเนื่องกันหมด หาใครเหมือนได้ยาก เพราะต้นทุนมันสูง เสาหลังคาต้องปรับความแข็งเหล็กอย่างมากเพื่อชดเชยการไม่มีเสากลาง เข็มขัดนิรภัยของ 300CE จะอยู่ที่แผงข้างด้านหลัง พอเราปิดประตู แขนกลจะยื่นสายเข็มขัดมาข้างหน้า พอเรารับเอาไปคาด แขนกลจะหดตัวกลับ สำหรับยุคนั้น แค่เจอเข็มขัดยืดๆหดๆด้วยไฟฟ้า สาวๆก็กรี๊ดแล้วครับ ไม่ได้กรี๊ดเพราะเท่ แต่กรี๊ดเพราะตกใจอะไรทิ่มแขนตูวะ
ทรงเหลี่ยมของรถ ทำให้ได้ฉายาโลงจำปามาตั้งแต่รุ่นซีดาน บางคนชอบรุ่นนี้เพราะขับไปไหนมาไหน เหมือนโลดแล่นไปในโลง ถือเป็นเคล็ดอายุยืน ไฟเลี้ยวยังเป็นสีส้มตามสไตล์รถยุคนั้น ไฟท้ายเป็นร่องๆถี่ๆ เป็นการออกแบบสำหรับเมืองหนาวเพื่อลดการเกาะค้างของหิมะ ล้ออัลลอยขอบ 15 นิ้ว เป็นเรื่องปกติของสมัยนั้นในรถระดับนี้ ยาง 195/65 ตัวรถไร้บอดี้พาร์ทเสริมแต่งใดๆ สวย สง่า แบบผู้ใหญ่คลีนๆ แต่ถ้าแต่งทรงหน่อยก็พร้อมเป็นแบดบอยได้ทันที มือจับเปิดประตูล้วงง่ายจับมั่นถนัดมือ เพราะไอเดียของคนออกแบบ เขามองเรื่องความปลอดภัย “ถ้าประตูหนีบมือลูกคุณ สิ่งที่คุณต้องการคือประตูที่จับเปิดได้เร็วที่สุด”
เปิดประตู เข้ามาภายใน แผงแดชบอร์ด ไม่ต่างจากรุ่นซีดาน ที่จะต่างคือแผงประตูและทรงเบาะ แต่มันต่างแค่นั้นก็ดีแล้ว เพราะแดชบอร์ดของ 124 คือแดชบอร์ดที่คลีนและหรูหราในสมัยนั้น รถประกอบไทยทุกคัน จากโรงงานมาจะได้เบาะหนังแท้ พร้อมระบบความจำทั้งฝั่งคนขับและคนนั่ง ข้างละ 2 ตำแหน่ง คอพวงมาลัยปรับองศาเอียงไม่ได้ แต่ปรับเข้า/ออกได้ด้วยไฟฟ้า ลายไม้ของรถประกอบไทยจะเป็นลาย Zebrano ที่เป็นแถบเหมือนลายบนตัวม้าลาย ถ้าเป็นรถนอกบางทีจะมีลายไม้วอลนัท เป็นลายควันเหมือนพวกรถอังกฤษ รถไทยจะไม่ค่อยมีภายในสีแปลกๆ ส่วนมากจะเป็นสีเทา สีครีม สีน้ำเงิน ไม่มีภายในสีแดงเข้มหรือสีเขียวแบบรถนอก
ความหรูของรถที่แพงอันดับต้นของรถ CKD สมัยนั้น ก็มีเท่านี้ล่ะครับ เปิดแผงบังแดด มีกระจก มีไฟแต่งหน้า เครื่องปรับอากาศ เป็นแบบหมุนธรรมดา พร้อมสวิตช์เรียงสามปุ่ม ไอ้ปุ่มกลางถ้าเป็นรูปผลึกหิมะ นั่นคือรถล็อตแรกๆเลยครับ ถ้าเป็นล็อตหลังๆจะเปลี่ยนเป็นคำว่า EC ความต่างคือ ผลึกหิมะ ต้องกดให้ไฟติดเพื่อเปิดคอมเพรสเซอร์แอร์ แต่ปุ่ม EC ถ้ากดไป จะตัดการทำงานคอมเพรสเซอร์แอร์ เครื่องเสียง Becker ที่ผมจำรุ่นไม่ได้ มีแต่ช่องใส่เทปคาสเซ็ตต์ ในรถไม่มีที่วางแก้วสักจุด ถ้าจะมีก็คือต้องเปิดลิ้นชักฝั่งคนนั่ง จะมีเบ้าตื้นๆให้วางได้เฉพาะตอนรถจอด วิ่งเมื่อไหร่แก้วล้มระเนระนาด เอกลักษณ์ของเบนซ์สมัยนั้นอีกอย่างคือ พวงมาลัยวงโตมากถึงมากที่สุด เพราะออกแบบมาเผื่อรถรุ่นย่อยล่างๆที่ไม่มีพวงมาลัยเพาเวอร์ด้วย จะได้หมุนง่าย ในยุคที่เรายังไม่รู้จักคำว่า “Infotainment” มันทำให้มีพื้นที่ทางใจเหลือสำหรับแนวคิดเพื่อการใช้งานและความปลอดภัยแบบนี้ล่ะครับ
และพูดถึงเรื่องความปลอดภัย ถุงลมนิรภัยยังไม่มาใน 300CE คุณจะได้แค่เบรก ABS แต่นั่นก็คือยุคที่รถบ้านเราเน้นขายแต่รถประกอบใน ปิดกั้นเทคโนโลยีจนไม่ได้ใช้ของเหล่านี้ ใช่ครับ ในปีนั้น จะเบนซ์หรือ BMW ก็มีแค่เบรก ABS ไม่มีถุงลมสักใบ รถญี่ปุ่นยิ่งไม่มีเลยทั้งสองอย่าง
คันเกียร์ของ 300CE จะเป็นแบบ Gate type ยึกไปยักมา เป็นแบบที่เราไปเจอใน Lexus และรถญี่ปุ่นรุ่นอื่นๆในเวลาต่อมา และคุณจะไม่สามารถล็อคตำแหน่งเกียร์ “1” หรือ “L” ได้ในเบนซ์ครับ มันมีแค่ P-R-N-D-3-2 โดยการเข้า “3” ก็ให้ผลเหมือนรถญี่ปุ่นเวลากด O/D Off นั่นล่ะครับ ส่วนสวิตช์ E/S ที่ตรงโคนคันเกียร์นั่น E ย่อมาจาก Economy ทำให้เกียร์เปลี่ยนสู่เกียร์สูงเร็ว ใช้รอบต่ำ ประหยัดน้ำมัน ส่วน S นั้นไม่ใช่ Sport แต่เป็น Standard แต่ไม่ว่าคุณจะเลือกโหมดไหน ถ้าคุณชินกับรถยุคใหม่ ไม่เคยขับเบนซ์ยุคเกียร์โบราณ คุณจะพบว่ามันตอบสนองโง่ๆทั้งสองโหมด
บิดกุญแจ On ก่อน ไฟหน้าปัดจะติดบางดวงเป็นการเช็ค เบนซ์ยุคเก่า มีทั้งไฟเตือนหลอดไฟขาด ไฟเตือนผ้าเบรกหมด ไม่มีคอมพิวเตอร์เป็นจอ แต่ก็พยายามใช้ไฟหลอดดวงนี่ล่ะครับให้คุ้มค่าที่สุด เสียงปั๊มติ๊กจะวี๊ลั่นบ้านแล้วตัด เป็นสัญญาณบอกให้เราสตาร์ทได้ เมื่อเครื่องติด คุณจะได้ยินเสียงหกสูบเรียงแคมชาฟท์เดี่ยว 12 วาล์ว ดังแต๊กๆอยู่ 1 วินาทีก่อนครางนิ่งอย่างที่หกสูบควรเป็น และมีความแน่นของเสียงที่อธิบายยาก เหมือนมันมีเสียงเบสในเครื่องกับท่อ ที่คุณจะไม่พบในเครื่องหกสูบของ BMW หรือ Toyota ใดๆ บ้านคุณจะสั่นนิดๆ แต่เพื่อนบ้านไม่ตื่นมาด่า
หลายคนที่ไม่เคยขับเบนซ์เกียร์ออโต้ จะบอกว่า 300CE นั้นมีหกสูบเสียเปล่า ตีนต้นอืดมาก แล้วก็จะไปเจอคนไม่รู้เรื่อง อ้างว่ารถหนัก แล้วบอกว่าดูตัวเลขน้ำหนักที่คานหน้าสิ (นั่นมันน้ำหนักรวมน้ำหนักบรรทุกย่ะ) ความจริงก็คือ ถ้าคุณไม่กดคันเร่งแบบหนักและลึก เบนซ์จะออกตัวด้วยเกียร์ 2 เกือบตลอดเวลา เพื่อกันล้อหมุนฟรีในเขตเมืองหนาว และทำให้ออกตัวนุ่มผู้ดีขึ้น ถ้าคุณลองกดเต็มตั้งแต่ออกตัว มันก็แรงครับ สมัยวัยรุ่นผมเคยลองหวดเล่น 0-100 กม./ชม. จบภายใน 8.8 วินาทีในรถเดิมที่วิ่งมา 180,000 กิโลเมตร เสียงเครื่องเวลาลาก มันหวานแหลม เหมือนจะบอกว่า เอาอีก กดอีก
และถึงแม้ช่วงต้นกับกลางจะไม่ได้เด่นนัก แต่ความที่มีม้า 188 ตัวและอัตราทดเกียร์ 3-4 จัดกว่ารถญี่ปุ่นเกียร์ออโต้ 300CE จึงเป็นรถผู้ใหญ่ที่ปลายไหลดี ผมเคยเอามันไล่กวด 200SX แบบทีเล่นทีจริงบนทางลอยฟ้าขาออกเมือง ในรถสเป็คโรงงานนี่ล่ะครับ ไหลไปแตะ 240 ก็คือมิดไมล์ได้เลยทีเดียว 200SX ถ้าเป็นเกียร์ออโต้เครื่องเดิม ไม่ต้องมาแหยม ไปใส่เกียร์ธรรมดามาก่อนเบนซ์ถึงจะเหงื่อตก
พวงมาลัย คือสิ่งที่คุณต้องทำใจ มันนิ่ง และแน่น แต่ถ้าเป็นงานมุด งานเลี้ยว อัตราทดมันเฉื่อยมาก พวงมาลัยของ 124 คือสิ่งที่จะทำให้คุณรู้สึกว่าพวงมาลัยของ Fortuner เป็นเหมือนรถสปอร์ต ต้องหมุน ต้องสาวกันเยอะ แล้วก็ไม่ค่อยดีดคืนตัวง่ายๆเสียด้วย แต่ช่วงล่างของ 300CE นั้น เจ๋งสมระดับตำนาน คือนิ่ง แน่น วิ่ง 200 แล้วแทบจะกระดกโค้กดื่มสบายใจ หักเลี้ยวหักหลบฉุกเฉินก็เอาอยู่ รับสาวไปกินข้าว สาวก็บอกว่ารถพี่ดูจะนุ่มกว่าตัวพี่อีก จนผมต้องบอกว่า พูดถูกเรื่องตัวนุ่ม แต่รถคันนี้ของเพื่อนย่ะ ไม่ใช่ของพี่ พี่ยืมมันมา มันคือรถแบบที่คุณอยากจะพามันขับไปไกลๆ ด้วยช่วงล่าง ด้วยพลัง ด้วยคาแร็คเตอร์ของรถที่เกิดจากมันสมองของคนที่ถนนหลังบ้านซัด 200 แช่แล้วตำรวจไม่จับ (เอาโต้บาห์น-ในเขต No limit) แต่ถ้าเอาไปขับเล่นถึงแม่ฮ่องสอนแบบที่ท่านมาร์ทิน ชเวงค์พูด ผมว่าคงไม่ใช่ที่ของเขา
ทุกวันนี้ การจะหารถ 300CE สภาพเดิมๆ หน้าเดิม กระจังเดิม ไฟเลี้ยวสีส้มเดิม ล้อ 15 นิ้วลายร่องเล็กๆถี่ๆเดิมๆให้ได้นั้น เป็นเรื่องยากมากครับ ช่วยไม่ได้นะ ก็รถมันแต่งแล้วดูป๋าได้มาก หลายท่านจึงนิยมนำไปโหลดเตี้ย ใส่ท่อซิ่ง ใส่แม็ก AMG, Brabus หรือ Lorinser ที่นิยมในสมัยนั้น บางคนก็เปลี่ยนเอาหน้าของรุ่นไมเนอร์เชนจ์ “E หน้า” มาใส่ รวมถึงฝากระโปรงท้ายและไฟท้ายรมดำ ซึ่ง 300CE 12 วาล์วจริงๆ จะมีแต่หน้าเก่าไฟเลี้ยวส้มเท่านั้นครับ
การดูแลรักษา ต้องกระทำแบบระดับป๋าหน่อย เพราะป๋านั้นอายุมากแล้ว 32 ปีของรถ ถ้าเป็นคนก็คือ 64 ขวบนั่นแหละ อะไหล่เริ่มหายากหลายชิ้น บางชิ้นยังพอหาจากเมืองนอกได้ ก็ขนาดอะไหล่ตัวซีดานบางชิ้นเริ่มร่อยหรอ ตัวคูเป้ก็ไม่ต้องพูดถึง บางชิ้นเช่นยางขอบประตู กระจก แผงประตู พูดตามตรงว่าให้หาอะไหล่รถแปลกอย่าง Saab 9000 ยังง่ายซะกว่า เครื่องยนต์ จะมีตัวควบคุมการจุดระเบิด และตัวแมงมุมจ่ายน้ำมันเหนือฝาสูบ ที่ชอบพัง และสองอย่างนี้ ถ้าเบิกใหม่ น่าจะใกล้แสนบาท โชคดีว่าตัวจ่ายน้ำมันนั้น มีช่างเบิ้ม KE ซ่อมได้ในงบหมื่นบาทครับ ตัวควบคุมการจุดระเบิดนี่ไม่แน่ใจ ถ้าคุณคิดจะซื้อ 300CE ผมแนะนำว่า ดูเรื่องเครื่องยนต์ให้สภาพดีสุดติ่งเท่าที่จะทำได้ เพราะพาร์ทต่างๆแพงมาก และการจูนเครื่องหัวฉีด KE-Jetronic ก็ไม่ง่ายเหมือนรถสมัยใหม่ หาช่างที่จะตั้งใจเก็บให้จบได้ยาก แต่มีครับ ช่างที่รู้วิธี และรู้จักใช้เครื่องมือ และมีความทุ่มเท เขาก็ทำได้ แต่หลายคนไม่อยากยุ่งเพราะเสียเวลามากและได้ค่าตอบแทนน้อย
ส่วนเกียร์ อันนี้ไม่ต้องห่วง มีคนโอเวอร์ฮอลให้คุณได้เยอะ ในราคาที่ไม่แพง ทำรอบนึง ใช้กัน 10 ปีหรือ 2-300,000 กิโลเมตร ช่วงล่าง ก็ยังหาพาร์ทซ่อมได้ง่าย หาของแต่งได้ และโดยปกติมักจะเป็นส่วนที่ทนมาก ผมกล้าพูดเลยว่าช่วงล่างเบนซ์ยุคโบราณ ทนน้องๆรถกระบะ ไม่เกินความจริง ผมเคยเอา 124 ของตัวเองไปปีนเกาะ แล้วเอาไปให้ร้านช่วงล่างเช็ค ผมถามช่างว่า ปีกนกจะงอไหม ช่างบอกว่า ถ้าปีกนกรุ่นนี้งอได้ พี่ว่าคนขับน่าจะตายรถน่าจะเละไปแล้วน้อง
ถ้าใจคุณยังโหยหาความคลาสสิคแบบเบนซ์ในยุค Over-engineer มีดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ มีช่วงล่างที่ให้ความนุ่มพร้อมแน่นมั่นใจ บาลานซ์ได้อย่างดี มีกลิ่นหนังเก่าๆของภายใน และลายไม้เงาๆตามสไตล์รถยุคพ่อยุคน้า คุณอาจจะอยากลองจับ 300CE สักคัน แต่เตือนไว้ก่อนว่า จับคันที่ทำมาจบ จะดีที่สุด แม้ว่าจะแพงตอนเริ่มต้น แต่ไม่เหนื่อยระหว่างทาง ในทางตรงกันข้าม จับรถสภาพเน่าราคาถูกมา แล้วมาทำเอง บางทีงบรวมๆที่ทำไป แพงกว่าซื้อรถดีๆแต่แรก แถมเสียเวลามาก ตอนขายก็ช้ำใจเพราะลงเงินลงเวลาไปเยอะ แต่จะเลือกทางไหน แล้วแต่คุณเลยครับ บางท่านก็มีความสุขกับการฟื้นฟูสภาพรถ ก็ไปแนวนั้นได้ แต่ถามตัวเองให้แน่ใจก่อนเสมอ ว่าเงิน และเวลาพอนะครับผม
很久以前,在“查猜叔叔”(查猜春蓬总理)执政时期,“NICS时代”一词风靡一时,指的是当时泰国经济的蓬勃发展,有望成为亚洲第五大经济体。那是一个机会主义盛行的时代。然而,在20世纪70年代末到90年代初,泰国并没有太多可以彰显身份的汽车。对于那些并非富可敌国的人来说,300CE是当时为数不多的几款本地组装、价格昂贵且产量有限的车型之一。当时的富人们竞相购买,导致预订单被炒到数万泰铢的高价。今天,我们将一起回顾一下300CE,特别是C124车身的那段历史。
我之所以决定写这篇文章,是因为奔驰推出了新款轿跑车——CLE。奔驰在泰国设立AMG组装厂,使其成为德国以外的AMG组装厂之一,这一举措值得称赞。这使得泰国富裕阶层能够以更实惠的价格拥有高性能的AMG车型,而无需在配置上做出妥协。例如,CLE 53 AMG的售价为525万泰铢。有些人可能会觉得它比之前的C43车型贵,后者售价约为400万泰铢。然而,需要注意的是,CLE是一款尺寸更大的车型,大致相当于之前的E级轿跑车,并且配备了更多功能,马力从390匹提升至449匹,甚至还提供了一套可以切换到后轮驱动的四驱系统,方便漂移。关于这款新车,我就先说到这里。
但真正让我联想到300CE的,是幻灯片中展示的旧款E级轿跑车,以及马丁·施文格总裁的一段话:“当我们想长途驾驶,比如去湄宏顺或与爱人一起穿越群山时,双门轿跑车是完美之选。而且,轿跑车往往深受汽车爱好者的青睐;即使经过这么多年,它们依然保持着独特的魅力。” 别想太多。看看201、2013和20124代车型的外观,然后查一下二手车价格。这不仅仅是奔驰的问题;即使是四门本田思域轿跑车,价格和声望也存在巨大差异。新车时,轿跑车的价格通常比轿车高出不到15%,但20-30年后,二手车价格的差距可能达到3-6倍。
1987年,梅赛德斯-奔驰在全球市场推出了C124轿跑车型。早期车型可通过其熏黑的后视镜来识别。这些车型配备了侧裙,而四门版车型则配备了黑色侧裙饰条。早期的C124车型没有镀铬装饰。1989年,随着C124车型的首次改款,所有车型都配备了带有镀铬装饰的侧裙和车身同色的后视镜。轿跑车型提供三种发动机选择:一款是230CE四缸发动机,最大功率136马力;一款是300CE六缸发动机,最大功率188马力;还有一款是300CE-24,搭载24气门多缸发动机,最大功率220-231马力。当时,由于1991年之前泰国尚未进口汽车,梅赛德斯-奔驰泰国公司通过其位于吞武里(Thonburi)的组装厂选择了300CE车型。没有其他车型采用 24 气门发动机,但 12 气门发动机已在之前生产的 300E 车型上提供。
在进口关税取消之前,拥有一辆300CE不仅仅意味着你极其富有;用我父亲的话说,“你得家财万贯才能买得起它。” 2024年,一辆CLE 300(轿跑版,非AMG版)售价395万泰铢,相当于两辆本田雅阁e:HEV RS,还能剩下一些钱。但在31、32年前,一辆300CE的售价约为320万泰铢,而顶配的雅阁EXi售价79.2万泰铢,一辆本地组装的日本车,比如丰田皇冠2.8轿车,售价125万泰铢。说实话,即使当时我还在上小学六年级,我也想不出有什么国产车比300CE更贵。或许正是这种印象,让我们父辈那一代人认为奔驰是真正富人的专属座驾。
那时候,订购一辆奔驰300CE之后,你得排队等候生产,可能要等上四到六个月。提车之后,一位英俊潇洒、二十出头的销售员会向你推销镶满钻石的金门锁盖。那时候,如果你拥有一辆奔驰,那这玩意儿必不可少。如果预算充足,你甚至可以买到木纹换挡杆。而超级富豪们则会飞到德国去订购改装件和AMG轮毂。如果你买得起全套正品AMG零件,那你很可能拥有一辆法拉利或保时捷,甚至还能坐得下金马桶。但这正是那个时代的魅力所在——没有社交媒体,手机不能发短信,电脑也不能显示照片。如果你想要一份改装件的宣传册,只能通过航空邮件或传真寄送,而传真上的字迹模糊不清。即便如此,你仍然需要买张机票去亲眼看看实物,然后从那些金发碧眼的外国销售员那里下单。
除了前翼子板、侧后视镜、尾灯、轮毂和一些细节之外,300CE 最引人注目的特点是其外观,它与轿车版有着显著的不同。从侧面看,它明显借鉴了 S 级轿跑车 C126 的设计,尤其是无框无柱的车窗设计。由于没有 B 柱,车窗完全降下时,车门打开时呈现出流畅的线条。车门关闭时,前后车窗浑然一体——这种设计由于成本高昂而极为罕见。为了弥补没有 B 柱的不足,车顶立柱需要使用强度更高的钢材。300CE 的安全带位于后侧面板上。车门关闭时,机械臂会将安全带向前伸出;乘客系好安全带后,机械臂会自动收回。在那个年代,仅仅是提到电动伸缩式安全带就足以让女性心动——不是因为它很酷,而是因为她们害怕有什么东西会戳到自己的胳膊!
这款车方方正正的造型让它赢得了“棺材车”的绰号,这个绰号可以追溯到它的轿车版本。有些人喜欢这款车,因为驾驶它就像穿过棺材一样,人们相信这种感觉能带来长寿。转向灯是橙色的,这是那个年代汽车的典型特征。尾灯上有一系列紧密排列的凹槽,这是为了应对寒冷气候,减少积雪而设计的。当时,15英寸合金轮毂是同级别车型的标配,搭配195/65轮胎。这款车没有进行任何车身改装,保持了简洁、优雅、成熟的外观。然而,稍加改装,它就能瞬间变成一辆酷炫的“坏小子”。车门把手易于抓握,握感舒适,体现了设计师对安全性的重视:“如果孩子的手被夹在车门里,你需要的就是一扇能尽快打开的车门。”
打开车门,进入车内,仪表盘与轿车版车型差别不大。区别在于门板和座椅形状,但这些差异已经足够令人满意,因为在当时,124 的仪表盘设计简洁而豪华。所有泰国组装的车辆出厂时都配备真皮座椅,驾驶员和乘客座椅均带有记忆功能,每侧座椅有两个位置。方向盘不可调节倾斜角度,但可以电动调节前后位置。泰国组装车辆的木饰采用斑马木,其条纹图案与斑马身上的条纹相似。而外国组装的车辆则可能采用胡桃木,其烟熏色纹理类似于英国汽车的内饰。泰国组装的车辆很少采用特殊的内饰颜色;大多数是灰色、米色或蓝色。不像外国车型那样,不会出现深红色或绿色内饰。
即使是那个年代最昂贵的CKD(全散件组装)汽车,其豪华配置也仅限于此:带镜子和化妆灯的遮阳板,以及一个带有三个按钮的简易旋转式空调系统。中央按钮如果带有雪花图标,则表示这是早期生产车型;后期车型则带有“EC”字样。区别在于,雪花图标用于启动空调压缩机,而“EC”按钮则用于关闭压缩机。音响系统是贝克尔(Becker)的,具体型号我记不清了,它只有一个卡带播放器。车内没有杯架;唯一可以放置杯架的地方是副驾驶侧的手套箱,那是一个浅浅的凹槽,只有在停车时才能使用——否则,杯子很容易翻倒。当时奔驰汽车的另一个特点是尺寸极大的方向盘,这是为了方便低端车型在没有动力转向的情况下进行转向而设计的。在“信息娱乐”概念出现之前的年代,这种设计兼顾了实用性和安全性。
说到安全,300CE 没有配备安全气囊,只有 ABS 防抱死刹车系统。但那时我国汽车市场主要以本地组装为主,限制了这类技术的应用。没错,那一年,奔驰和宝马都只有 ABS 防抱死刹车系统,完全没有安全气囊。日本车更是两者皆无。
300CE 的换挡杆采用类似雷克萨斯和其他日系车的锯齿形设计。奔驰的换挡杆无法锁定在“1”或“L”挡位,只有 PRND-3-2 三个挡位。选择“3”挡的效果相当于按下日系车的超速挡关闭按钮。换挡杆底部的 E/S 开关:E 代表经济模式,允许在较低转速下更快地升挡,从而提高燃油经济性;S 并非运动模式,而是标准模式。无论选择哪种模式,如果您习惯了现代汽车,而没有驾驶过配备传统换挡系统的老款奔驰,您会发现这两种模式的响应都比较迟缓。
将点火钥匙转到“ON”位置。仪表盘上的一些指示灯会亮起作为检查。老款奔驰车型配备了灯泡烧毁和刹车片磨损的警告灯;虽然没有车载电脑屏幕,但这些指示灯的功能已经足够强大。燃油泵会发出响亮的啸叫声,然后停止工作,表示可以启动发动机了。启动后,你会听到单凸轮轴、12气门直列六缸发动机发出大约一秒钟的咔哒声,然后逐渐变成稳定的嗡嗡声,这是六缸发动机应有的声音。发动机的声音浑厚而富有磁性,难以形容,就像发动机和排气管发出的低沉轰鸣,这是宝马或丰田六缸发动机所不具备的。你的房子会轻微震动,但邻居不会因此被吵醒。
许多从未驾驶过自动挡奔驰300CE的人会说,六缸发动机纯属浪费钱,低速行驶时动力不足。然后,你还会遇到一些不明真相的人,他们会说这车很重,并指出前轴的重量数据(这可是包括货物在内的总重量!)。事实上,除非你猛踩油门,否则奔驰车几乎总是从二挡起步,这是为了防止在寒冷气候下车轮打滑,并提供更平顺、更精致的加速体验。如果你从静止状态猛踩油门,它的动力非常强劲。我年轻的时候,曾经开着一辆行驶了18万公里的车,在8.8秒内完成了0-100公里/小时的加速。发动机转速飙升时的声音悦耳动听,仿佛在说:“加油!再加把劲!”
尽管低扭和中扭表现并不出众,但188马力的动力输出以及相比日系自动挡车型更为激进的3挡和4挡齿比,使得300CE成为一款成熟稳重、高转速动力表现出色的车型。我曾经在一条出城的高架路上追逐一辆200SX,当时它的原厂配置最高时速达到了240公里/小时,几乎达到了最高限速。而搭载原厂自动挡发动机的200SX根本没法跟它比,除非它换装手动挡,否则奔驰300CE恐怕难以招架。
方向盘需要适应一下。它很稳固,但转向和操控却很迟缓。124 的转向感觉更像是跑车,需要大幅度地转动方向盘,而且回弹也比较慢。不过,300CE 的悬挂系统堪称传奇——稳定、扎实,即使在 200 公里/小时的速度下也能舒适地喝可乐。它能轻松应对紧急转向和规避动作。有一次我带一个女孩出去吃饭,她说这辆车开起来比我温柔,我回答说:“你说得对,我的确很温柔,但这是我朋友的车,不是我的。我是借来的。”这辆车悬挂、动力和个性都非常适合长途驾驶——它的设计出自一位能在自家后院以200公里/小时的速度巡航而不被警察发现的人之手(他利用的是高速公路的限速路段)。但如果你想开着它一路开到湄宏顺,就像马丁·施文提到的那样,我觉得那里可能不太适合你。
如今,想要找到一辆完全原装的300CE,包括原装前脸、格栅、橙色转向灯以及带有独特凹槽设计的15英寸轮毂,简直难上加难。这也没办法,毕竟这车本身就非常时尚,改装后更是显得格外高级。很多人会降低车身,加装高性能排气系统,并换上当时流行的AMG、Brabus或Lorinser轮毂。甚至有人会把改款“E-face”车型的前脸,包括熏黑的后备箱盖和尾灯都换上去。事实上,唯一真正意义上的12气门300CE车型,就是配备了橙色转向灯的老款前脸。
由于这辆车车龄较长——32年,相当于人的64岁——因此维护保养需要一定的专业知识。许多零件都越来越稀缺;有些零件还能从海外采购。即使是轿车的某些零件也越来越难找,双门轿跑车的零件就更难找了。坦白说,像车门密封条、车窗和门板之类的零件都比萨博9000这种稀有车型的零件容易找。发动机,特别是点火控制单元和顶置式燃油喷射器,很容易出故障。一套新的这些部件可能要花费近10万泰铢。幸运的是,一位名叫Berm KE的技工可以以大约1万泰铢的价格修理燃油喷射器。我不确定点火控制单元的价格。如果您正在考虑购买一辆300CE,我建议您确保发动机处于绝对完美的状态。零件非常昂贵,而且KE-Jetronic燃油喷射系统的调校不像现代汽车那么容易。找到一位愿意做全面检修的技工并不容易,但那些掌握技术、使用合适工具且认真负责的技工是可以胜任的。然而,许多人不愿意接手这项工作,因为它既耗时又费钱。
至于变速箱,不用担心。很多人都能以合理的价格帮你大修。一次大修可以用十年或者20万到30万公里。悬挂系统的替换零件也很容易找到,售后配件也随处可见。而且,它通常非常耐用。我敢说,老款奔驰的悬挂系统几乎和皮卡车一样耐用——这绝非夸张。我曾经开着我的124上坡,然后找了一家悬挂维修店检查。我问技师控制臂会不会弯,他说:“如果控制臂能弯,我想司机就没命了,车也彻底报废了。”
如果你依然对那个设计精良的经典奔驰情有独钟——它拥有独特的设计、平顺而又稳固的悬挂、出色的平衡性、散发着岁月痕迹的真皮内饰以及光洁的木饰——那么你或许可以考虑入手一辆300CE。但请注意,购买一辆保养良好的车永远是最佳选择。虽然初期投入可能更高,但你可以省去修复的麻烦。反之,购买一辆廉价破旧的车,然后花费大量时间和金钱进行修复,最终的花费可能还不如直接购买一辆好车,而且以后卖掉它时你也会后悔。选择权在你手中。有些人乐于修复汽车,这无可厚非,但务必确保你有足够的资金和时间。