“อัครเดช” ถามเหมาะสมหรือไม่ “เท้ง” ปลุกประชาชนเดินขบวนกดดัน กกต. คดีฮั้วสว.“Akradet”质疑“Teng”煽动公众游行并向选举委员会施压,要求其调查参议院勾结案的做法是否恰当。
“อัครเดช” ถาม “เท้ง” ชวนประชาชนเดินขบวนกดดัน กกต. เหมาะสมหรือไม่ หากผลไม่เป็นใจจะกล่าวหาไม่เป็นธรรมหรือไม่ ย้ำองค์กรอิสระต้องตัดสินบนหลักฐาน-กฎหมาย ไม่ใช่แรงกดดัน

“อัครเดช” ถาม “เท้ง” ชวนประชาชนเดินขบวนกดดัน กกต. เหมาะสมหรือไม่ หากผลไม่เป็นใจจะกล่าวหาไม่เป็นธรรมหรือไม่ ย้ำองค์กรอิสระต้องตัดสินบนหลักฐาน-กฎหมาย ไม่ใช่แรงกดดัน
วันที่ 9 กันยายน 2569 นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณี นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เชิญชวนประชาชนร่วมเดินขบวนเพื่อแสดงพลังและกดดันคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในประเด็นการตรวจสอบคดีฮั้ว สว. ว่า ตนมองว่าการออกมาเคลื่อนไหวในลักษณะดังกล่าว ไม่ควรเกิดขึ้น และขอถามว่าเหมาะสมหรือไม่กับสถานะของผู้ที่เป็นทั้งหัวหน้าพรรคการเมืองและผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ เพราะขณะนี้เรื่องดังกล่าวอยู่ในกระบวนการของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ
นายอัครเดช กล่าวว่า การพิจารณาคดีหรือข้อกล่าวหาใดๆ ของ กกต. ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของ พยานหลักฐาน ข้อเท็จจริง กฎหมาย และความยุติธรรม ไม่ควรอยู่บนแรงกดดันจากฝ่ายการเมืองหรือมวลชน เพราะเมื่อองค์กรอิสระกำลังทำหน้าที่ สิ่งที่ทุกฝ่ายควรทำคือเคารพกระบวนการ และปล่อยให้ กกต.ใช้ดุลพินิจตามอำนาจหน้าที่อย่างเต็มที่
“การที่ผู้นำฝ่ายค้าน ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคการเมือง ออกมาเชิญชวนประชาชนให้เดินขบวนกดดัน กกต. ผมคิดว่าประชาชนเองต้องตั้งคำถามว่าเหมาะสมหรือไม่ เพราะนี่ไม่ใช่การตรวจสอบตามกลไก แต่เป็นการสร้างแรงกดดันต่อองค์กรอิสระที่กำลังพิจารณาคดีอยู่” นายอัครเดช กล่าว
นายอัครเดช กล่าวต่อว่า หากฝ่ายที่ออกมาเคลื่อนไหวระบุว่าต้องการความยุติธรรม และไม่ต้องการให้มีการแทรกแซงกระบวนการตรวจสอบ ก็ควรพิจารณาด้วยว่าการกระทำดังกล่าวกำลังสวนทางกับสิ่งที่เคยพูดไว้หรือไม่ เพราะการเดินขบวนเพื่อกดดันให้ กกต.ดำเนินการหรือตัดสินไปในทิศทางหนึ่ง ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกตั้งคำถามว่า เป็นการกดดันกระบวนการยุติธรรมหรือไม่
“บอกว่าต้องการความยุติธรรม ไม่ต้องการให้มีการแทรกแซง แต่ในขณะเดียวกันกลับออกมาเชิญชวนประชาชนเดินขบวนกดดัน กกต.ให้ตัดสินเป็นอย่างหนึ่งอย่างใด การกระทำกับสิ่งที่พูดมันสวนทางกันหรือไม่ แบบนี้เรียกว่าความยุติธรรมหรือ” นายอัครเดช ตั้งคำถาม
นายอัครเดช ยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า หากท้ายที่สุดผลการพิจารณาของ กกต. ไม่เป็นไปตามที่ฝ่ายการเมืองหรือผู้จัดการเคลื่อนไหวคาดหวัง จะเกิดอะไรขึ้น และจะมีการออกมากล่าวหาว่า กกต. ตัดสินไม่เป็นธรรมหรือมีปัญหากับกระบวนการอีกหรือไม่ เพราะหากเป็นเช่นนั้น ก็ยิ่งสะท้อนว่าการเคลื่อนไหวก่อนหน้านี้อาจเป็นการพยายามสร้างแรงกดดันต่อผลการพิจารณา
นายอัครเดช ย้ำว่า ตนไม่ได้คัดค้านการตรวจสอบคดีฮั้ว สว. หากมีการกระทำผิดก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย แต่ทุกฝ่ายต้องยอมรับกติกาเดียวกัน คือ มีหลักฐานก็ว่ากันตามหลักฐาน ผิดก็ลงโทษ ถูกก็ต้องได้รับความเป็นธรรม และไม่ว่าผลจะออกมาในทิศทางใด ฝ่ายการเมืองควรเคารพการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระ
阿卡拉德克质疑邓启元煽动民众游行向选举委员会施压是否妥当,并质问如果选举结果对他不利,他是否会指责选举委员会不公。他强调,独立组织必须依据证据和法律做出决定,而不是迫于压力。
2026年9月9日,泰自豪党叻丕府议员阿克拉德·翁皮塔克罗就人民党议员、众议院反对党领袖纳塔蓬·鲁昂潘亚武特发起的游行示威活动发表评论。纳塔蓬·鲁昂潘亚武特呼吁公众参与游行,向选举委员会施压,要求其加快对参议院串谋案的调查。翁皮塔克罗表示,他认为这样的活动不妥,并质疑身兼党魁和议会反对党领袖双重身份的人是否适合参与,因为此事目前正在由宪法规定的独立机构——选举委员会进行调查。
阿克拉德奇先生指出,选举委员会对任何案件或指控的审理都应以证据、事实、法律和正义为依据,而不应受到政党或公众的压力。他强调,当一个独立机构履行职责时,各方都应尊重程序,并允许选举委员会充分行使其自由裁量权和权力。
阿克拉德奇先生说:“当反对党领袖,同时也是某个政党的领导人,号召民众游行示威,向选举委员会施压时,我认为民众本身就应该质疑这种做法是否恰当。因为这并非正当程序的问题,而是在向一个正在审理案件的独立机构施加压力。”
阿克拉德特先生进一步指出,如果抗议者声称他们想要伸张正义,不希望调查程序受到干预,那么他们应该反思自己的行为是否与之前的言论相矛盾。因为游行示威迫使选举委员会采取特定行动或做出特定决定,必然会引发人们对这种行为是否构成对司法程序施压的质疑。
“他们口口声声说要伸张正义,不希望受到干涉,但与此同时,他们又煽动民众游行示威,向选举委员会施压,要求其做出某种决定。他们的行为难道不是自相矛盾吗?这就是你们所谓的正义吗?”阿克拉德奇先生质问道。
阿克拉德奇先生还指出,如果选举委员会的最终决定不符合各政治派别或运动幕后支持者的预期,将会发生什么?是否会有人指责选举委员会的决定不公,或者指责选举程序存在问题?因为如果这种情况发生,将进一步表明,之前的运动可能是为了向选举委员会施压。
阿克拉德奇先生强调,他并不反对对参议院串谋案进行调查。如果查明存在不当行为,必须采取法律行动。然而,各方都必须遵守同样的规则:证据必须确凿,违法者必须受到惩罚,无辜者必须得到公正的对待。无论结果如何,各政党都应尊重独立机构的工作。