ทีดีอาร์ไอชี้ไทยเสี่ยงติดกับดักมูลค่าต่ำ ดัน “เครื่องมือแพทย์” สร้างเทคโนโลยีไทยTDRI 警告泰国,推动泰国自主研发的“医疗器械”技术,可能会陷入低价值陷阱。
แม้เป้าหมายการนำพาประเทศไทยก้าวข้าม “กับดักประเทศรายได้ปานกลาง” (Middle-Income Trap) ไปสู่สถานะประเทศรายได้สูง จะถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นวาระหลักของการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง แต่ในทางปฏิบัติ ยุทธศาสตร์การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมของไทยที่ผ่

แม้เป้าหมายการนำพาประเทศไทยก้าวข้าม “กับดักประเทศรายได้ปานกลาง” (Middle-Income Trap) ไปสู่สถานะประเทศรายได้สูง จะถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นวาระหลักของการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง แต่ในทางปฏิบัติ ยุทธศาสตร์การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมของไทยที่ผ่านมายังมีความไม่ชัดเจน โดยที่ผ่านมาไทยจะได้รับความสนใจด้านการลงทุนจากต่างชาติ (FDI) จากอานิสงส์ของการปรับเปลี่ยนภูมิรัฐศาสตร์โลก
ทีดีอาร์ไอชี้ไทยเสี่ยงติดกับดักมูลค่าต่ำ ดัน “เครื่องมือแพทย์” สร้างเทคโนโลยีไทย
แต่คำถามเชิงโครงสร้างที่สำคัญคือ ไทยสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศได้จริงเพียงใด ตราบใดที่การลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงยังเป็นเพียงการนำเข้าเทคโนโลยีต้นทางจากต่างประเทศเพื่อมาใช้พื้นที่ไทยในการผลิตปลายน้ำ โดยที่ผู้ประกอบการและแรงงานไทยยังไม่ได้เชื่อมต่อหรือเป็นเจ้าของเทคโนโลยีอย่างแท้จริง
หัวใจสำคัญของการยกระดับสู่ประเทศรายได้สูง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการขยายปริมาณการผลิตสินค้าขั้นปลาย หรือการทำหน้าที่เป็นเพียง “พื้นที่ให้ต่างชาติเช่าตั้งโรงงาน” แล้วคนไทยรับเพียงค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ แต่ขึ้นอยู่กับการยกระดับผลิตภาพ และการถือครองขีดความสามารถทางเทคโนโลยีของตนเอง
เมื่อเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญภาวะเครื่องยนต์เดิมหมดแรง อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจตามศักยภาพลดลงเหลือเพียง 2–3% ต่อปี ซ้ำยังมีความเหลื่อมล้ำของการฟื้นตัวแบบ K-Shaped Economy หรือฟื้นตัวแบบสองขั้วชัดเจน ขณะที่ฐานอุตสาหกรรมดั้งเดิมของประเทศ เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์ พลาสติก สิ่งทอ กำลังเสี่ยงต่อการถดถอยและสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน
ดร.นพรุจ จินดาสมบัติเจริญ นักวิชาการทีดีอาร์ไอ เปิดเผยว่า การก้าวข้ามกับดักประเทศรายได้ปานกลางของไทยจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ จากเดิมที่พึ่งพาการผลิตและการลงทุนจากต่างประเทศ ไปสู่การยกระดับผลิตภาพและสร้างขีดความสามารถทางเทคโนโลยีของผู้ประกอบการไทย
ดร.นพรุจ จินดาสมบัติเจริญ นักวิชาการทีดีอาร์ไอ
ปัจจุบันแม้ไทยได้รับความสนใจจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) จากการเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์โลก แต่โจทย์สำคัญคือการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ เพราะการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงจำนวนหนึ่งยังเป็นการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศเพื่อผลิตสินค้าปลายน้ำ ขณะที่ผู้ประกอบการและแรงงานไทยยังไม่ได้เชื่อมต่อกับเทคโนโลยีในระดับที่สร้างความเป็นเจ้าของได้อย่างแท้จริง
ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่เครื่องยนต์เดิมเริ่มชะลอ ศักยภาพการเติบโตลดลงเหลือเพียง 2–3% ต่อปี และเผชิญการฟื้นตัวแบบ K-Shaped Economy ขณะที่อุตสาหกรรมดั้งเดิม เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์ พลาสติก และสิ่งทอ เริ่มเผชิญแรงกดดันด้านการแข่งขัน อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์จึงเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ที่สามารถทำหน้าที่เป็น Nexus Industry เชื่อมโยงฐานการผลิตเดิมไปสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีมูลค่าสูง
แม้ไทยมีจุดแข็งด้านบริการทางการแพทย์และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ แต่โครงสร้างการผลิตเครื่องมือแพทย์ยังพึ่งพาสินค้ามูลค่าเพิ่มต่ำ โดยผู้ประกอบการไทยกว่า 50% ผลิตวัสดุสิ้นเปลืองใช้ครั้งเดียว ขณะที่ผู้ผลิตครุภัณฑ์ทางการแพทย์คงทนมีเพียง 7% และผู้ผลิตชุดตรวจวินิจฉัยโรคเพียง 4% อีกทั้งผู้ผลิตกว่า 96.5% เป็น SMEs ซึ่งยังมีข้อจำกัดด้านเงินทุนและการวิจัยพัฒนาขั้นสูง
ด้านการค้า ไทยส่งออกเครื่องมือแพทย์มูลค่า 133,393 ล้านบาท แต่ 86% หรือ 114,872 ล้านบาท เป็นสินค้าวัสดุสิ้นเปลือง ขณะที่ครุภัณฑ์ทางการแพทย์มีสัดส่วนเพียง 12% และชุดตรวจวินิจฉัยเพียง 2% สะท้อนว่าไทยยังอยู่ในห่วงโซ่การผลิตขั้นต้นและมีมูลค่าเพิ่มไม่สูงนัก
ขณะที่ไทยนำเข้าเครื่องมือแพทย์มูลค่ารวม 96,937 ล้านบาท โดยเป็นครุภัณฑ์ทางการแพทย์คงทน 38% และชุดตรวจวินิจฉัย 19% สะท้อนการพึ่งพาเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์จากต่างประเทศในระดับสูง ทั้งที่ไทยมีอุปสงค์ภายในประเทศขนาดใหญ่จากระบบหลักประกันสุขภาพ โรงพยาบาลรัฐ และตลาด Medical Tourism
ดร.นพรุจ ระบุว่า โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มงบประมาณสนับสนุน แต่ต้องแก้ปัญหาการทำงานแบบแยกส่วน โดยเชื่อมเครื่องมือของรัฐตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่ทุนวิจัยจากกระทรวง อว. สิทธิประโยชน์การลงทุนจาก BOI ระบบกำกับดูแลของ อย. ห้องแล็บทดสอบและโครงสร้างพื้นฐานคุณภาพ (NQI) ไปจนถึงการจัดซื้อจัดจ้างผ่านบัญชีนวัตกรรมไทยและระบบเบิกจ่ายของ สปสช.
นอกจากนี้ เสนอให้จัดทำ Roadmap อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ แบ่งผลิตภัณฑ์เป้าหมายเป็นระยะสั้น กลาง และยาว พร้อมออกแบบมาตรการให้เหมาะกับระดับเทคโนโลยี โดยสินค้าที่ไทยผลิตได้แล้วควรเร่งสร้างตลาด ยกระดับมาตรฐานสากล และผลักดันการจัดซื้อเพื่อทดแทนการนำเข้า ส่วนสินค้าที่มีความเสี่ยงสูงและใช้เทคโนโลยีขั้นสูงควรเน้น R&D เชิงลึก การพัฒนาบุคลากรทักษะสูง และการดึงดูด FDI เชิงยุทธศาสตร์เพื่อเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน
สำหรับ “บัญชีนวัตกรรมไทย” คอขวดสำคัญยังอยู่ที่ความเชื่อมั่นของแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ต่อผลิตภัณฑ์ไทย รวมถึงการมีผลิตภัณฑ์เจ้าตลาดจากต่างประเทศอยู่ก่อน จึงจำเป็นต้องสร้างระบบทดสอบ รับรองมาตรฐาน และสร้างหลักฐานด้านประสิทธิภาพ เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นและเปิดทางให้สินค้าไทยเข้าสู่การใช้งานจริง
ทั้งนี้ การยกระดับอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์จำเป็นต้องขับเคลื่อนเป็น Policy Package ครบ 4 มิติ ได้แก่ การยกระดับขีดความสามารถและมาตรฐานการผลิต (Supply Upgrade) การสร้างอุปสงค์และตลาดใช้งานจริง (Demand Support) การปฏิรูประบบกำกับดูแลและโครงสร้างพื้นฐานคุณภาพ (Institutional Governance & NQI) และการออกแบบสภาพแวดล้อมการแข่งขัน (Competition Dynamics)
หากสามารถเชื่อมโยงนโยบายทั้ง 4 ด้านให้ทำงานเป็นระบบเดียวกัน อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์จะไม่เพียงช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้า แต่ยังสามารถเป็นฐานในการสร้างเทคโนโลยี พัฒนาทักษะแรงงาน เพิ่มผลิตภาพ และสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญของการผ่าตัดโครงสร้างเศรษฐกิจไทยสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูงในระยะยาว
"ทรัพย์สินทางปัญญา" พลิกศักยภาพ สินค้าไทยสร้างมูลค่าใหม่ หนุนเศรษฐกิจเติบโต
ทีดีอาร์ไอเร่งปฏิรูปสุขภาพ ชูนวัตกรรม–การเงิน–บำบัดไต ลดภาระคนไทย
อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์
ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
ประเทศรายได้ปลายกลาง
尽管将泰国从“中等收入陷阱”提升至高收入国家行列一直是经济发展的关键议程,但实际上,泰国过去的产业结构调整战略缺乏清晰度。历史上,泰国吸引外国直接投资(FDI)主要得益于全球地缘政治格局的变化。
TDRI 警告泰国,推动泰国自主研发的“医疗器械”技术,可能会陷入低价值陷阱。
然而,一个关键的结构性问题是:只要高科技产业的投资仍然仅仅集中于进口上游技术在泰国进行下游生产,而泰国企业家和工人没有真正接触或拥有这些技术,泰国究竟能在多大程度上真正获得经济利益并在国内创造附加值?
实现高收入的关键不在于扩大成品生产规模,也不在于仅仅成为“外国人租厂的土地”,而让泰国人只领取最低工资。相反,关键在于提升生产力,并拥有自身的技术能力。
由于泰国经济传统支柱产业疲软,潜在经济增长已放缓至每年仅2-3%。此外,泰国经济复苏呈现明显的K型模式,分为两个截然不同的复苏阶段。与此同时,汽车零部件、塑料和纺织品等泰国传统产业面临衰退和竞争力下降的风险。
泰国发展研究院(TDRI)研究员诺普鲁·金达松巴加伦博士指出,泰国要摆脱中等收入陷阱,亟需进行经济结构调整。这种转变必须摆脱对外国生产和投资的依赖,转而提升生产力,增强泰国企业家的技术能力。
Nopruj Jindasombatjaroen 博士,TDRI 研究员。
目前,尽管受全球地缘政治变化的影响,泰国吸引了不少外国直接投资(FDI),但如何在国内创造附加值仍然是关键挑战。这是因为,高科技产业的大量投资仍然依赖于从国外引进技术来生产下游产品,而泰国企业家和劳动者与技术的联系尚未达到能够真正拥有自主权的程度。
在泰国经济传统引擎增速放缓、增长潜力下降至每年仅 2-3% 的情况下,泰国正面临 K 型经济复苏,而汽车零部件、塑料和纺织等传统行业正面临竞争压力,医疗器械行业则脱颖而出,成为能够发挥枢纽作用的战略性产业,将传统制造业基地与高价值技术产业连接起来。
尽管泰国在医疗服务和健康旅游方面实力雄厚,但其医疗器械制造业结构严重依赖低附加值产品。超过50%的泰国制造商生产一次性耗材,而仅有7%生产耐用医疗设备,4%生产诊断试剂盒。此外,这些制造商中超过96.5%是中小企业,面临资金和先进研发能力方面的限制。
在贸易方面,泰国出口医疗器械价值1333.93亿泰铢,但其中86%(即1148.72亿泰铢)为消耗品。医疗设备仅占12%,诊断试剂盒仅占2%,这反映出泰国仍处于低附加值上游生产链阶段。
泰国进口医疗设备总额达969.37亿泰铢,其中38%为耐用医疗设备,19%为诊断试剂盒。这反映出,尽管泰国国内国家医疗保险体系、公立医院和医疗旅游市场对医疗设备的需求量很大,但泰国对外国医疗技术和产品仍存在高度依赖。
纳帕鲁博士指出,因此,关键挑战并非仅仅在于增加资金投入,而在于通过整合价值链上的政府资源来解决工作分散的问题。这包括高等教育、科学、研究与创新部(MHESI)的研究经费、投资委员会(BOI)的投资激励措施、食品药品监督管理局(FDA)的监管体系、国家质量基础设施(NQI)的检测实验室和质量基础设施,以及通过泰国创新注册中心和国家卫生安全办公室(NHSO)的拨款系统进行的采购。
此外,建议制定医疗器械行业发展路线图,将目标产品划分为短期、中期和长期阶段,并根据技术水平制定相应的措施。对于泰国目前已具备生产能力的产品,重点应放在市场开拓、提升国际标准以及促进采购以替代进口。对于高风险产品和采用先进技术的产品,重点应放在深入研发、培养高技能人才以及吸引战略性外商直接投资以完善供应链。
对于“泰国创新注册中心”而言,主要瓶颈仍然是医生和医务人员对泰国产品的信心,以及市场上已存在成熟的外国产品。因此,有必要建立一套测试和认证体系,并提供有效性证据,以建立信心,并为泰国产品在实际应用中铺平道路。
医疗器械行业的升级需要一套涵盖四个方面的综合政策方案:供应升级(提高生产能力和标准)、需求支持(创造真正的需求和用户市场)、制度治理和国家质量基础设施改革(改革监管体系和质量基础设施)以及竞争动态设计。
如果这四个政策领域能够相互关联、整合为一个统一的体系,医疗器械行业不仅可以减少对进口的依赖,还能成为国内技术发展、提升劳动力技能、提高生产力和创造附加值的基地。这将是泰国经济长期向高附加值经济转型过程中至关重要的一环。
“知识产权”正在改变泰国产品的潜力,创造新的价值,并促进经济增长。
TDRI 加快医疗改革,重点关注创新、融资和肾脏治疗,以减轻泰国人民的负担。
医疗器械行业
健康旅游
中等收入国家