ส.อ.ท.ชี้ยานยนต์ไทยจุดเปลี่ยน เร่งรักษาฐานผลิตเดิม–ต่อยอด EV泰国工业联合会 (FTI) 指出,泰国汽车工业正处于转折点,敦促维持现有生产基地并发展电动汽车 (EV)。
ส.อ.ท.ชี้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเข้าสู่หัวเลี้ยวหัวต่อ ฐานผลิต ICE–รถกระบะเผชิญแรงกดดัน ขณะที่ BEV โตเร็ว สะเทือนห่วงโซ่อุปทานกว่า 2,500 บริษัท แรงงานกว่า 8 แสนคน แนะรักษาฐานผลิตเดิมควบคู่ดึงเทคโนโลยีใหม่ ยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางยานยนต์ภูมิภาค

วันนี้ ( 9 ก.ย.2569) นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า อุตสาหกรรมยานยนต์เป็นหนึ่งในฐานการผลิตสำคัญของประเทศที่สั่งสมองค์ความรู้และพัฒนาระบบนิเวศมาอย่างต่อเนื่องหลายทศวรรษ ครอบคลุมตั้งแต่ผู้ผลิตรถยนต์ ผู้ผลิตชิ้นส่วน SMEs บุคลากร ไปจนถึงเครือข่าย Supply Chain ทั้งในและต่างประเทศ
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
การเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยียานยนต์แห่งอนาคตจึงต้องสร้างสมดุลระหว่างการรักษาความแข็งแกร่งของฐานการผลิตเดิมกับการต่อยอดเทคโนโลยีใหม่ โดยไม่ใช่การเลือกระหว่างเทคโนโลยีเดิมกับเทคโนโลยีใหม่ แต่ต้องนำศักยภาพของฐานอุตสาหกรรมเดิมมาต่อยอด เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัวและเชื่อมเข้าสู่ Supply Chain ใหม่ได้มากที่สุด
ส.อ.ท.มองว่าไทยควรรองรับเทคโนโลยียานยนต์ที่หลากหลาย ทั้ง BEV, Hybrid และเทคโนโลยีรูปแบบใหม่ เพื่อรักษาฐานการผลิตเดิม รองรับการลงทุนใหม่ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน หวังยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์ของภูมิภาค
ส.อ.ท.ชี้ยานยนต์ไทยจุดเปลี่ยน เร่งรักษาฐานผลิตเดิม–ต่อยอด EV
ด้านนายสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ กล่าวว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ โดยการเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้าเกิดขึ้นพร้อมกับแรงกดดันต่อฐานการผลิตรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) และรถกระบะ ซึ่งมีผลโดยตรงต่อโครงสร้างเศรษฐกิจและการจ้างงาน
ที่ผ่านมาอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนตลอด Supply Chain มีมูลค่ามากกว่า 10% ของ GDP มีผู้ประกอบการกว่า 2,500 บริษัท และเกี่ยวข้องกับการจ้างงานกว่า 800,000 คน ดังนั้น หากฐานการผลิตบางส่วนลดลง ผลกระทบจะส่งผ่านไปยังผู้ผลิตชิ้นส่วน SMEs และแรงงานในวงกว้าง
แม้ตลาดรถยนต์ในประเทศช่วง 7 เดือนแรกปี 2569 มียอดขาย 406,162 คัน เพิ่มขึ้น 15.39% แต่การเติบโตส่วนใหญ่มาจาก BEV ซึ่งมียอดขายเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ขณะที่ ICE และรถกระบะยังหดตัว สะท้อนว่าการฟื้นตัวของตลาดยังไม่กระจายทั่วถึงมายังฐานการผลิตเดิม
ด้านการผลิต 7 เดือนแรกปี 2569 ไทยผลิตรถยนต์รวม 834,595 คัน ลดลง 0.09% แต่เมื่อแยกตามเทคโนโลยีพบว่า การผลิตรถยนต์นั่ง ICE ลดลงกว่า 34% ขณะที่ BEV, PHEV และ HEV ขยายตัว โดยเฉพาะเดือน ก.ค. การผลิตรถยนต์นั่ง ICE ลดลงมากกว่า 60% จากปีก่อน สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างการผลิตที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
ขณะเดียวกัน อัตราการใช้กำลังการผลิต (CapU) รถยนต์นั่งช่วงเดือน ม.ค.–ก.ค. 2569 อยู่ที่เฉลี่ยเพียง 40.65% ลดจาก 44.92% ในปีก่อน ส่วนรถกระบะ 1 ตันอยู่ที่ 56.54% หากการใช้กำลังการผลิตอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง จะเพิ่มต้นทุนคงที่ต่อหน่วยและกดดันผู้ผลิตชิ้นส่วน โดยเฉพาะ SMEs ใน Tier 2 และ Tier 3
สำหรับรถกระบะ ซึ่งเป็นฐานสำคัญของอุตสาหกรรมไทย ช่วง 7 เดือนแรกปี 2569 ไทยผลิตได้กว่า 5.2 แสนคัน หรือเกือบ 63% ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมด ขณะที่ส่งออกรถกระบะมากกว่า 3 แสนคัน แต่ลดลงประมาณ 9% จากปีก่อน สะท้อนแรงกดดันทั้งจากตลาดในประเทศและตลาดส่งออก
ส.อ.ท.ระบุว่า รถกระบะที่ผลิตในไทยมีการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศในสัดส่วนสูง จึงสร้างมูลค่าเชื่อมโยงไปยังผู้ผลิตชิ้นส่วน Tier 1–3 SMEs และการจ้างงานจำนวนมาก การรักษาความสามารถในการแข่งขันของฐานผลิตรถกระบะจึงมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ
ขณะเดียวกัน ไทยยังต้องจับตาการแข่งขันดึงดูดการลงทุนยานยนต์ในอาเซียน โดยเฉพาะอินโดนีเซียและเวียดนามที่เร่งสร้างแรงจูงใจรองรับการลงทุนรถยนต์ Hybrid และเทคโนโลยีใหม่ แม้ปัจจุบันยังไม่เห็นการย้ายฐานการผลิตครั้งใหญ่จากไทย แต่ความเสี่ยงสำคัญคือการลงทุนในรถยนต์รุ่นใหม่และการเพิ่มกำลังการผลิตอาจถูกจัดสรรไปยังประเทศอื่น หากเกิดขึ้นต่อเนื่องอาจกระทบคำสั่งซื้อของ Supplier ไทย SMEs และการจ้างงาน ก่อนที่จะเห็นการย้ายฐานการผลิตอย่างชัดเจน
ดังนั้น ทิศทางสำคัญของไทยคือการบริหารช่วงเปลี่ยนผ่านให้สมดุล รักษาฐานการผลิตและ Supply Chain เดิม พร้อมเร่งยกระดับเทคโนโลยี รองรับ BEV, Hybrid และยานยนต์รูปแบบใหม่ เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเชื่อมต่อกับห่วงโซ่อุปทานแห่งอนาคต และรักษาความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในระยะยาว
ส.อ.ท.หนุนเร่งปิดดีล ART ดันการค้า-ลงทุนไทย-สหรัฐฯ
ราคาน้ำมันลดทุกกลุ่ม ส.อ.ท.ชี้ช่วยลดต้นทุนทั้งระบบ หนุนเศรษฐกิจไทยฟื้น
ญี่ปุ่นยังปักหลักลงทุนไทยต่อเนื่อง เร่งอัปเกรดฐานผลิต รับเทคโนโลยีใหม่
อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน
ศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
今天(2026年9月9日),泰国工业联合会(FTI)主席皮姆贾伊·利萨拉努库尔女士表示,汽车产业是泰国重要的生产基地之一,几十年来不断积累知识并发展出完善的生态系统。这涵盖了从汽车制造商和零部件制造商到中小企业、从业人员以及国内外供应链网络等各个方面。
泰国工业联合会(FTI)主席 Pimjai Leeissaranukul 女士。
因此,向未来汽车技术转型需要在保持现有生产基地优势和开发新技术之间取得平衡。这并非在旧技术和新技术之间做出选择,而是要充分利用现有产业的潜力,使泰国企业能够尽可能地适应并融入新的供应链。
泰国工业联合会 (FTI) 认为,泰国应该拥抱多元化的汽车技术,包括纯电动汽车、混合动力汽车和新技术,以维持现有的生产基地,吸引新的投资,提高竞争力,目标是将泰国提升为区域汽车产业中心。
泰国工业联合会 (FTI) 指出,泰国汽车工业正处于转折点,敦促维持现有生产基地并发展电动汽车 (EV)。
汽车工业集团主席苏瓦查·苏帕卡恩德查库尔先生表示,泰国汽车工业正处于关键时刻。向电动汽车转型的同时,内燃机汽车和皮卡的生产基地也面临压力,这直接影响到经济结构和就业。
过去,汽车及零部件行业及其整个供应链占GDP的10%以上,涉及2500多家企业,雇佣了80多万人。因此,如果部分生产环节萎缩,其影响将波及中小汽车零部件制造商和更广泛的劳动力群体。
尽管2026年前七个月国内汽车市场销量达到406,162辆,同比增长15.39%,但这一增长主要来自纯电动汽车(BEV),其销量几乎翻了一番。与此同时,内燃机汽车(ICE)和皮卡销量持续萎缩,反映出市场复苏尚未均衡惠及传统生产基地。
就产量而言,泰国2026年前七个月共生产了834,595辆汽车,同比下降0.09%。然而,按技术类型细分,内燃机(ICE)乘用车的产量下降了34%以上,而纯电动汽车(BEV)、插电式混合动力汽车(PHEV)和混合动力汽车(HEV)的产量则有所增长。尤其值得注意的是,7月份内燃机乘用车的产量同比下降了60%以上,反映出生产结构的快速变化。
与此同时,2026年1月至7月乘用车产能利用率平均仅为40.65%,低于上年的44.92%。1吨级皮卡的产能利用率为56.54%。如果产能利用率持续维持在如此低的水平,将推高单位固定成本,并给汽车零部件制造商,尤其是二三线中小厂商带来压力。
皮卡是泰国汽车工业的重要组成部分,2026年前七个月产量超过52万辆,占汽车总产量的近63%。虽然出口量超过30万辆,但与上年相比下降了约9%,反映出国内外市场均面临压力。
泰国工业联合会(FTI)指出,泰国生产的皮卡车大量使用国产零部件,从而与一级至三级中小零部件供应商建立了价值链,并创造了大量就业机会。因此,保持皮卡车制造业的竞争力对整个泰国经济至关重要。
与此同时,泰国还必须密切关注东盟地区汽车投资的竞争,尤其是来自印尼和越南的投资。这两个国家正在迅速出台激励措施,支持混合动力汽车和新技术领域的投资。尽管目前泰国的生产基地尚未出现大规模转移,但一个关键风险是,对新车型和产能提升的投资可能会转移到其他国家。如果这种情况持续下去,在生产基地明显转移之前,可能会对泰国供应商、中小企业的订单和就业造成影响。
因此,泰国的关键方向在于以平衡的方式管理转型,既要保护现有的生产基地和供应链,又要加快技术升级,以支持纯电动汽车、混合动力汽车和新型车型的发展。这将使泰国企业能够与未来的供应链对接,并保持泰国汽车行业的长期竞争力。
泰国工业联合会(FTI)支持加快推进ART协议,以促进泰国和美国之间的贸易和投资。
泰国工业联合会(FTI)指出,各行业的油价均有所下降,这有助于降低整个系统的成本,并支持泰国经济的复苏。
日本继续在泰国投资,加快生产基地的升级改造,并积极采用新技术。
泰国汽车工业
汽车及零部件行业
汽车产业中心
泰国工业联合会