ญี่ปุ่นดัน Food Tech สู่เศรษฐกิจใหม่ สนค. ชี้ไทยเร่งต่อยอดจุดแข็งอาหาร日本正在推动食品科技融入其新经济;贸易政策与战略办公室(TPSO)表示,泰国应该加快努力,发挥其食品优势。
สนค.เผย ญี่ปุ่นวางแผนลงทุน 370 ล้านล้านเยนถึงปี 2040 ดันโปรตีนทางเลือก–อาหารฟังก์ชัน หนุนผู้ประกอบการไทยต่อยอดความหลากหลายทางชีวภาพและเทคโนโลยีอาหาร สร้างมูลค่าเพิ่มในห่วงโซ่อาหารโลก

วันนี้ ( 11 ก.ย.2569)นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า สนค. กำลังจับตาความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของญี่ปุ่น หลังจากรัฐบาลญี่ปุ่นประกาศร่างแผนการลงทุนภาครัฐและเอกชน (Public-Private Investment Roadmap) ระยะยาวถึงปี ค.ศ. 2040 โดยยกระดับอุตสาหกรรม อาหารใหม่ (New Foods) ให้เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศ การเคลื่อนไหวนี้ มุ่งหวังที่จะสร้างความมั่นคงทางอาหารและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลก ซึ่งถือเป็นเทรนด์สำคัญที่ผู้ประกอบการไทยต้องติดตาม
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.)
โดยแผนการลงทุนระดับชาตินี้ ตั้งเป้าดึงดูดเม็ดเงินรวมกว่า 370 ล้านล้านเยน ภายในปี ค.ศ. 2040 กำหนด 17 สาขายุทธศาสตร์สำหรับการลงทุนในอนาคต ครอบคลุม 62 ผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีสำคัญ ตั้งแต่ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยีควอนตัม เทคโนโลยีชีวภาพ และพลังงานสะอาด ไปจนถึง Food Tech ซึ่งเป็นหนึ่งใน 17 สาขายุทธศาสตร์
ผอ.สนค. กล่าวว่า ญี่ปุ่นมีเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์สำคัญ เช่น โรงงานผลิตพืช (Plant Factory) การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำบนบก เครื่องจักรอาหาร และอาหารรูปแบบใหม่ (New Food) เพื่อเร่งผลักดันเทคโนโลยีที่ญี่ปุ่นมีศักยภาพสูงไปสู่การใช้งานจริงในเชิงพาณิชย์ ที่น่าสนใจคือรัฐบาลเตรียมตั้งหมวดงบประมาณใหม่ชื่อ Strong and Prosperous Japan แบบไม่มีเพดานวงเงินและสามารถวางแผนงบระยะยาวได้ เพื่อให้การลงทุนเดินหน้าอย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องคอยของบเพิ่มเติมระหว่างปี
ญี่ปุ่นดัน Food Tech สู่เศรษฐกิจใหม่ สนค. ชี้ไทยเร่งต่อยอดจุดแข็งอาหาร
สำหรับอุตสาหกรรมอาหารใหม่ ญี่ปุ่นเน้นไปที่กลุ่มโปรตีนทางเลือก (Alternative Proteins) และอาหารฟังก์ชันเพื่อโภชนาการ (Functional and Nutritional Foods) โดยเตรียมจัดสรรเงินลงทุนราว 1 ล้านล้านเยน เพื่อดันมูลค่าตลาดให้เติบโตแตะ 3 ล้านล้านเยนภายในปี ค.ศ. 2040 ปัจจุบันตลาดโปรตีนที่ไม่ได้มาจากสัตว์มีมูลค่า 300,000 ล้านเยน และอาหารฟังก์ชัน 15,000 ล้านเยน ตัวเลขนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของรัฐบาลญี่ปุ่นที่ต้องการใช้อุตสาหกรรมอาหารเป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างแท้จริง
ยุทธศาสตร์ของญี่ปุ่นเลือกที่จะต่อยอดจากจุดแข็งที่ตนมีอยู่ มุ่งเน้นเทคโนโลยีการหมัก (Fermentation) อาหารฟังก์ชัน และนวัตกรรมสูตรอาหาร มากกว่าจะมุ่งลงทุนในเทคโนโลยีเนื้อสัตว์เพาะเลี้ยงที่ยังมีความไม่แน่นอนสูงในเชิงพาณิชย์และยังวางกลยุทธ์ขยายตลาดไปยังสหรัฐอเมริกาและยุโรป ก่อนจะเข้าสู่ตลาดเอเชีย การที่ญี่ปุ่นทุ่มลงทุนในช่วงที่ภาคเอกชนทั่วโลกกำลังชะลอการลงทุนในโปรตีนทางเลือก ถือเป็นการใช้นโยบายภาครัฐระยะยาวเพื่อชิงความได้เปรียบทางการแข่งขัน
ผอ.สนค. กล่าวเพิ่มเติมว่า ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในผู้นำด้านนวัตกรรมอาหารของโลกอยู่แล้ว เพราะมีระบบนิเวศที่แข็งแกร่งตั้งแต่การวิจัยพื้นฐาน การรับรองผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการเชื่อมโยงการทำงานระหว่างมหาวิทยาลัยและภาคเอกชน อีกทั้งยังมีบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านส่วนผสมอาหารและเทคโนโลยีการหมักที่ได้รับการยอมรับระดับสากล ปัจจัยเหล่านี้ช่วยให้ญี่ปุ่นสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์เทรนด์รักษ์สุขภาพ สังคมผู้สูงวัย และความยั่งยืนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ เมื่อมองกลับมาที่ไทย ญี่ปุ่นถือเป็นคู่ค้าสำคัญแถวหน้า ปี 2568 ญี่ปุ่นเป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมเกษตรอันดับ 3 ของไทย ด้วยมูลค่าส่งออก 5,081.94 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 166,781 ล้านบาท) แม้ตัวเลขจะลดลงร้อยละ 2.1 จากปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลจากเศรษฐกิจญี่ปุ่นชะลอตัว เงินเยนอ่อนค่า การแข่งขันที่ดุเดือดขึ้น รวมถึงมาตรฐานอาหารที่เข้มงวดของญี่ปุ่น โดยสินค้าส่งออกหลักของไทยยังคงเป็นไก่แปรรูป ไก่สดแช่เย็นและแช่แข็ง อาหารทะเลกระป๋อง และยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางพารา
ญี่ปุ่นไม่เพียงเป็นตลาดรับซื้อ แต่ยังเป็นแหล่งเงินทุนและนวัตกรรมที่สำคัญของไทย ความร่วมมือระหว่างไทยและญี่ปุ่นครอบคลุมตั้งแต่การผลิตวัตถุดิบ การแปรรูป ไปจนถึงการส่งออกระดับโลก การเร่งเครื่องลงทุนในอุตสาหกรรมอาหารใหม่ของญี่ปุ่น จึงเป็น โอกาสทอง ให้ผู้ประกอบการไทยเร่งยกระดับตัวเอง
โดยนำจุดแข็งด้านความหลากหลายทางชีวภาพและทักษะการแปรรูป มาต่อยอดผลิตส่วนผสมอาหารเชิงหน้าที่ โปรตีนทางเลือก และอาหารมูลค่าสูง พร้อมขยายความร่วมมือเพื่อรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากญี่ปุ่น ดังนั้น ก้าวต่อไปที่สำคัญของไทยคือการพลิกความท้าทายเป็นโอกาส ด้วยการเร่งพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรม ยกระดับมาตรฐานการผลิตให้เป็นสากล พร้อมสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการลงทุนในอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต การเตรียมความพร้อมเหล่านี้จะปลดล็อกให้ไทยก้าวข้ามบทบาท ผู้ส่งออกวัตถุดิบ สู่ ผู้พัฒนาเทคโนโลยีและผู้ผลิตส่วนผสมอาหารมูลค่าสูง ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มมหาศาลในห่วงโซ่อาหารโลก และเป็นกุญแจสำคัญให้ผู้ประกอบการไทยเติบโตแข่งขันในเศรษฐกิจยุคใหม่ได้อย่างแข็งแกร่ง
อาหาร-พลังงานปรับตัวสูง ดันเงินเฟ้อพุ่ง 2.53% สนค. คงเป้าทั้งปี 2%
สนค.ชี้จีนลดพึ่งพานำเข้า หันผลิตเอง จับตาข้าว–น้ำตาลเสี่ยงกระทบ
พลังงาน-ทองคำ-เทคโนโลยีหนุน สนค.เผยราคาส่งออก-นำเข้า ก.ค.โตชะลอ
อุตสาหกรรม อาหารใหม่
2026年9月11日,贸易政策与战略办公室(TPSO)主任南塔蓬·奇拉勒蓬先生透露,TPSO正密切关注日本在公布长期公私合作投资路线图草案(至2040年)后采取的一项重大举措。该路线图将新兴食品产业提升为泰国战略产业之一,旨在增强食品安全并提高全球竞争力。这是泰国企业家需要密切关注的关键趋势。
贸易政策与战略办公室(OTPS)主任南塔蓬·奇拉勒蓬先生。
该国家投资计划旨在到 2040 年吸引超过 370 万亿日元的投资,确定了 17 个未来投资战略领域,涵盖 62 种关键产品和技术,包括人工智能 (AI)、半导体、量子技术、生物技术和清洁能源,以及食品技术(食品技术是 17 个战略领域之一)。
贸易政策战略办公室主任表示,日本拥有植物工厂、陆基水产养殖、食品机械和新型食品等关键技术和产品。其目标是加速日本高度发达技术的商业化应用。值得注意的是,日本政府正在筹备一项名为“强大繁荣的日本”的新预算类别,该类别不设预算上限,并允许进行长期资金规划,从而确保持续投资,无需在年内申请额外资金。
日本正在推动食品科技融入其新经济;贸易政策与战略办公室(TPSO)表示,泰国应该加快努力,发挥其食品优势。
日本新兴的食品产业正着力发展替代蛋白、功能性食品和营养食品,并计划投资约1万亿日元,力争到2040年将市场规模提升至3万亿日元。目前,非动物蛋白市场规模为3000亿日元,功能性食品市场规模为150亿日元。这些数据体现了日本政府致力于将食品产业打造为真正经济增长引擎的决心。
日本的战略选择发挥其现有优势,专注于发酵技术、功能性食品和创新食品配方,而非投资于商业可行性仍存在高度不确定性的培育肉技术。此外,该公司计划在进入亚洲市场之前,先拓展美国和欧洲市场。在全球私营部门放缓对替代蛋白投资之际,日本的投资体现了其旨在获得竞争优势的长期政府政策战略。
贸易政策战略办公室主任补充道,日本之所以在食品创新领域处于世界领先地位,是因为它拥有强大的生态系统,涵盖基础研究、产品认证以及大学与私营部门的合作。此外,日本还拥有众多在食品配料和发酵技术领域享有国际声誉的大型企业。这些因素使日本能够有效地开发出符合健康意识、老龄化社会和可持续发展趋势的产品。
回顾泰国的历史,日本仍然是其重要的贸易伙伴。预计到2025年,日本将成为泰国第三大农产品及农工产品出口市场,出口额将达到50.8194亿美元(约合1667.81亿泰铢)。然而,由于日本经济增速放缓、日元贬值、竞争加剧以及日本严格的食品标准,这一数字较上年下降了2.1%。泰国的主要出口产品仍然是加工鸡肉、鲜鸡和冷冻鸡肉、罐装海鲜以及橡胶和橡胶制品。
日本不仅是泰国重要的买家市场,也是其重要的资金和创新来源。泰日合作涵盖从原材料生产加工到全球出口的各个领域。日本加大对新兴食品产业的投资,为泰国企业家升级业务提供了绝佳机遇。
泰国可以利用其在生物多样性和加工技术方面的优势,开发功能性食品配料、替代蛋白和高价值食品,同时扩大与日本的技术合作,进行技术转让。因此,泰国下一步的关键在于化挑战为机遇,加快研发创新,将生产标准提升至国际水平,并构建有利于未来食品产业投资的生态系统。这些准备工作将使泰国摆脱原材料出口国的角色,转型成为技术研发国和高价值食品配料生产国。这将为全球食品供应链创造巨大的附加值,并成为泰国企业在新经济中发展壮大、保持竞争力的关键因素。
食品和能源价格上涨,推动通胀率升至2.53%。贸易政策和战略办公室(TPSO)维持全年通胀目标为2%。
贸易政策与战略办公室(TPSO)指出,中国正在减少对进口的依赖,转向国内生产,但警告称大米和糖可能会受到影响。
能源、黄金和科技支撑着经济发展;DITP数据显示,7月份进出口价格增速放缓。
新食品产业