อุดช่องโหว่? ระบบ "บริหารจัดการเงิน-ทรัพย์สินของวัด"堵住漏洞?寺庙资金和资产管理系统。
ปมเงิน "วัดพุทไธศวรรย์" สะเทือนศรัทธา ระบบบริหารเงินวัด แม้มีกฎกำกับชัด แต่ปัญหาสำคัญยังอยู่ที่การบังคับใช้และตรวจสอบ

เชื่อว่า ภาพเงินเป็นตั้ง ๆ ที่ตำรวจค้นได้จากห้องอดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ จ.พระนครศรีอยุธยา คงจะสร้างคำถามในใจพุทธศาสนิกชนไม่น้อยว่าสรุปแล้วจะมีวิธีการไหนในการดูแล หรือบริหารจัดการเงินของวัดให้ดีที่สุด
เพราะแม้จะเข้าใจว่า การกระทำที่ไม่สุจริตของพระบางรูปนั้น เป็นการกระทำส่วนบุคคล แต่สั่นคลอนศรัทธาของประชาชนที่มีต่อศาสนสถาน และเอาเข้าจริงแล้ว ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นมหาเถรสมาคมหรือทางสำนักพุทธ ก็มีแนวทาง และประกาศใช้บังคับอย่างชัดเจนแล้ว โดยเฉพาะกรณีฉาวกับหลายวัดดัง ที่เกิดขึ้นเมื่อปีก่อน
อย่างในเพจสำนักงานพระพุทธศาสนา โพสต์มาตั้งแต่ปี 2568 ถึงแนวทางบริหารจัดการวัด ตาม พ.ร.บ.สงฆ์ โดยเฉพาะในข้อ 4 เกี่ยวกับการดูแลเงินบริจาคและทรัพย์สินของวัด กำหนดให้นำเงินของวัดที่เกิน 100,000 บาท ต้องนำไปฝากธนาคารในชื่อบัญชีของวัด ห้ามใช้ชื่อบุคคล ข้อ 5. การเปิดบัญชีและถอนเงิน ต้องมีผู้ลงนามร่วมกัน 2 ใน 3 คน ได้แก่ 1. เจ้าอาวาส (ต้องลงนามทุกครั้ง) 2. ไวยาวัจกรหรือผู้จัดประโยชน์ 3. บุคคลอื่นที่เจ้าอาวาสเห็นสมควรแต่งตั้ง
ข้อ 6. การรายงานบัญชีประจำปี กำหนดชัดว่าวัดทุกวัดต้องจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย และส่งให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ทุกปีงบประมาณ
ข้อกำหนดชัดเจน แต่บ่อยครั้งที่เมื่อมีปัญหา การตรวจสอบก็ยังพบเงินเก็บอยู่ในกุฏิเจ้าอาวาสหลักล้านอยู่ดี ดังนั้นปัญหามันคงอยู่ที่การบังคับใช้และการตรวจสอบ
รศ.ณดา จันทร์สม ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ มองว่ากลไกวางไว้แล้ว แต่ปัญหาเกิดจากการปฏิบัติ
เรื่องการทำบัญชีวัด พูดมาเป็น 10 ปี แต่ปัญหายังมีเรื่องศักยภาพของแต่ละวัดที่ยังไม่เท่ากันในการทำบัญชี ระบบบัญชีของวัดในปัจจุบันยังไม่มีการประกบหลักฐานการเบิกจ่าย หรือกลไกการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ หากสามารถผลักดันให้มีรูปแบบบัญชีที่ถูกต้อง มีการลงรายการรับ-จ่ายที่มีหลักฐานชัดเจน และมีกลไกตรวจสอบได้ ก็จะช่วยลดธุรกรรมที่ผิดปกติหรือไม่พึงประสงค์ลงได้
อีกประเด็นที่พบชัดเจนถึงความผิดกรณีนี้ คือ การออกใบอนุโมทนา ซึ่งจริง ๆ ข้อกำหนดชัดเจนแล้ว โดยกรมสรรพากรได้กำหนดแนวทางว่า หากต้องการสิทธิลดหย่อนภาษีจากการบริจาคให้วัดหรือมูลนิธิต่าง ๆ จำเป็นต้องทำผ่านระบบ e-Donation เท่านั้น ซึ่งเป็นการร่วมมือระหว่างกรมสรรพากร สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และมหาเถรสมาคม เพื่อลดความเสี่ยงเรื่องการบริจาคโดยไม่มีหลักฐานและการบิดเบือนเพื่อลดหย่อนภาษี มาตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2569 เป็นต้นมา
"อดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์" ยักยอกเงินวัด ยึดเงิน-ทองคำ รวมกว่า 200 ล้านบาท
เปิดรายได้ "วัดพุทไธศวรรย์" วัตถุมงคล-ความเชื่อ
คุมตัว "อติโชติ" เข้ากองปราบฯ สอบปากคำ-ตรวจสอบทรัพย์สิน
กองบังคับการปราบปราม
警方从阿瑜陀耶府佛泰沙旺寺前住持处查获的成堆现金,一定会引发佛教徒对如何管理和保障寺庙资金的诸多疑问。
虽然人们理解部分僧侣的不诚实行为属于个人行为,但这确实损害了公众对宗教机构的信任。事实上,相关机构,无论是最高僧伽委员会还是国家佛教办公室,都已制定了明确的指导方针和规章制度,尤其针对去年发生的几起涉及知名寺庙的丑闻。
例如,自2025年起,泰国佛教事务办公室的Facebook页面发布了根据《佛教僧伽法》管理寺庙的指导方针。其中,关于捐赠和寺庙资产管理的第四条规定,超过10万泰铢的寺庙资金必须存入以寺庙名义开设的银行账户,禁止使用个人名义。第五条规定,开立和提取账户资金需要以下三人中的两人签字:1. 住持(每次都必须签字),2. 寺庙财务主管或行政人员,以及3. 由住持指定的另一人。
第六条 年度账目报告 明确规定,所有寺庙必须编制收支账目,并于每个财政年度提交给国家佛教办公室。
相关规定虽然明确,但往往在出现问题时,审计仍能发现方丈住所里藏匿着数百万泰铢。因此,问题很可能出在执法和审计方面。
国家发展管理学院经济发展研究中心主任、副教授娜达·詹索姆认为,机制已经到位,但问题出在机制的实施上。
寺庙会计问题已讨论了十年,但各寺庙记账能力参差不齐的问题依然存在。目前的寺庙会计系统缺乏对支出进行妥善记录,也缺乏有效的审计机制。如果我们能够推广一套完善的会计系统,清晰记录收支情况,并建立可核实的机制,就能显著减少违规或可疑交易。
本案中另一项明显的违规行为是开具捐赠收据。相关规定其实很明确:税务部门已明确规定,向寺庙或基金会捐款,如需申请税收减免,必须通过电子捐赠系统进行。该系统由税务部门、国家佛教办公室和最高僧伽委员会合作开发,自2026年1月1日起实施,旨在降低无凭证捐赠和欺诈性税收减免申请的风险。
Wat Phutthaisawan 的前任住持因挪用寺庙资金被抓;警方查获的现金和黄金总额超过 2 亿泰铢。
揭秘帕泰萨旺寺的收入:护身符和信仰。
“Atichoti”被带到犯罪打击部门接受讯问和资产调查。
犯罪打击部门