“นฤตม์” แม่ทัพบีโอไอ ปีที่ 5 กับโจทย์ที่ท้าทายในวิกฤตโลกผันผวน纳鲁特是投资委员会的最高执行官,上任已有五年,在全球危机动荡的环境下,他面临着诸多挑战。
ครม.มีมติขยายอายุการทำงาน "นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์" เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ต่อไปอีก 1 ปี หลังจากที่ครบกำหนด 4 ปี ในสิ้นเดือน ก.ย. นี้

เกรียงไกร พันธ์ุเพ็ชร
ข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
# นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์
# การส่งเสริมการลงทุน
อธิบายง่ายๆ Stablecoin ทำงานยังไง ? | Digital Frontiers EP. 76
ครม.มีมติขยายอายุการทำงาน "นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์" เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ต่อไปอีก 1 ปี หลังจากที่ครบกำหนด 4 ปี ในสิ้นเดือน ก.ย. นี้
ของฟรีทำไมแพงสุด: เมื่อเราไม่ได้จ่ายแค่เงิน แต่จ่ายด้วยเวลา ข้อมูล และค่ารายเดือนสะสมโดยไม่รู้ตัว
4 ปีที่ผ่านมาในตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ของ " นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์" เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ถือได้ว่ามีการทำงานที่ครบรส ทั้งการกระตุ้น การดึงดูด การเติมเต็มสิทธิประโยชน์เพื่อดึงการลงทุน จากทัพนักลงทุนจากทั่วโลกได้อย่างมีมิติและลงตัว ผลงานอันเอกอุ ดังกล่าว ทำให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติขยายอายุการทำงานของนฤตม์ ต่อไปอีก 1 ปี หลังจากที่ครบกำหนด 4 ปีในสิ้นเดือน ก.ย. นี้
ล่าสุด นฤตม์ ได้กล่าวเปิดใจว่า การทำหน้าที่ในปีที่ 5 ถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญมาก เพราะขณะนี้โลกกำลังอยู่ในช่วงปรับโครงสร้างการลงทุนและห่วงโซ่อุปทานครั้งใหญ่อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ภูมิภาคอาเซียน กลายเป็น Bright Spot สำหรับการลงทุนของโลก ขณะที่ประเทศไทยอยู่บนรอยต่อของ “โอกาส” และ “ความท้าทาย” เราต้องเป็นทั้ง “ผู้เลือก (โครงการลงทุนที่มีคุณภาพและสร้างประโยชน์ต่อประเทศ)” และ “ผู้ถูกเลือก (จากนักลงทุนเป้าหมาย)”
ในเวลาเดียวกัน เพราะนักลงทุนมีทางเลือกว่า จะไปปักหมุดที่ประเทศใด ทำให้การแข่งขันระหว่างประเทศในการดึงดูดการลงทุน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมใหม่ๆ ก็เข้มข้นขึ้นอย่างมาก โจทย์ของประเทศไทย จึงไม่ใช่การรอรับการลงทุนที่จะเข้ามา แต่ต้องรุกออกไปคว้าโอกาสนี้ให้ได้ รวมทั้งต้องเร่งสร้างความพร้อมของปัจจัยต่างๆ ในประเทศ เพื่อให้ไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายหลักที่นักลงทุนเลือกเป็นฐานธุรกิจในระยะยาว
วางกรอบทำงาน "รุก ลึก เร็ว"
ดังนั้น บีโอไอในปีที่ 5 ภายใต้นฤตม์ ได้สิทธิถือธงนำทัพ จึงวางกรอบการทำงานในช่วง 1 ปีจากนี้ไว้ 3 เรื่อง คือ “รุก ลึก เร็ว”
โดยเรื่องแรกเขาระบุว่า จะใช้มาตรการ “รุก” เพราะเราจะต้องรุกทั้งในเชิงนโยบายและการดึงดูดการลงทุน โดยมุ่งไปที่ 6 กลุ่มอุตสาหกรรมที่จะเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ หรือ New Growth Engine ได้แก่ อุตสาหกรรมชีวภาพและอุตสาหกรรมสีเขียว ยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภทและห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้อง เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ดิจิทัลและ AI (ปัญญาประดิษฐ์) ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ และการผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ
เนื่องจากอุตสาหกรรมเหล่านี้เป็นสนามที่ทุกประเทศกำลังแข่งขันกัน ดังนั้น ประเทศไทยต้องมีทั้งยุทธศาสตร์ที่ชัด เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ และการทำงานเชิงรุกกับนักลงทุนเป้าหมาย ข้อดีของบีโอไอคือ เราทำงานเชื่อมโยงกับกลไกนโยบายระดับชาติหลายชุด เช่น บอร์ดรถยนต์ไฟฟ้า (บอร์ด EV) บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์ บอร์ดการพัฒนาการลงทุนใหม่ภายใต้คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) จึงทำให้สามารถเชื่อมประเด็นด้านโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน บุคลากร ภาษี และกฎระเบียบต่างๆ เข้าด้วยกันได้ ไม่ใช่มองการส่งเสริมการลงทุนแบบแยกส่วน
อีกทั้งจะมีการจัดทำโรดแมปสำหรับอุตสาหกรรมใหม่ๆ ควบคู่กับการเดินหน้าโรดโชว์ของทีมไทยแลนด์ และเครือข่ายสำนักงานบีโอไอในต่างประเทศ 18 แห่งทั่วโลก
อีกด้านหนึ่งคือ การปรับเครื่องมือส่งเสริมการลงทุน ให้ทันกับกติกาโลก หลังการบังคับใช้กติกาภาษีขั้นต่ำ (Global Minimum Tax) ทำให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแบบเดิมอาจได้ผลลดลงสำหรับบริษัทข้ามชาติบางกลุ่ม บีโอไอและกระทรวงการคลังจึงกำลังผลักดันเครื่องมือใหม่ ที่เรียกว่าเครดิตภาษี หรือ Qualified Refundable Tax Credit หรือ QRTC เพื่อเป็นทางเลือกเพิ่มเติมจากสิทธิประโยชน์เดิม โดยเปิดโอกาสให้บริษัทนำเงินลงทุนหรือค่าใช้จ่ายสำคัญ เช่น การวิจัยและพัฒนา การพัฒนาบุคลากร และการยกระดับประสิทธิภาพการผลิต มาใช้คำนวณเป็นเครดิตภาษี และนำไปชำระภาษีแทนเงินสดได้
เขาย้ำอีกว่า จากนี้ไป เราจะใช้กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างมียุทธศาสตร์มากขึ้น โดยเฉพาะการดึง Anchor Investor ในอุตสาหกรรมที่ไทยต้องการสร้างฐานให้แข็งแรง เช่น เซมิคอนดักเตอร์ต้นน้ำ แบตเตอรี่ระดับเซลล์ หรือวัสดุที่เป็น Advanced Materials เพราะนักลงทุนรายใหญ่เหล่านี้จะช่วยดึงซัพพลายเออร์ เทคโนโลยี และผู้เชี่ยวชาญทักษะสูงตามเข้ามา
เพราะดึงดูดนักลงทุนเข้ามาอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องทำให้การลงทุนหยั่งรากลึกในประเทศไทย
สำหรับ เรื่องที่สองคือมาตรการ “ลึก” เพราะการดึงนักลงทุนเข้ามาอย่างเดียว ไม่เพียงพอ เราต้องทำให้การลงทุนนั้นหยั่งรากลึกอยู่ในประเทศไทย และสร้างประโยชน์กับเศรษฐกิจไทย ในระยะยาว ซึ่งมีระบบนิเวศ 3 ด้านสำคัญ
หนึ่งคือ ซัพพลายเชน ประสบการณ์จากอุตสาหกรรมยานยนต์ แสดงให้เห็นว่า เมื่อมีซัพพลายเชนตั้งแต่ Tier 1 – 3 ที่แข็งแรง นักลงทุนจะยึดโยงกับประเทศนั้น ๆ ในระยะยาวและจะพัฒนาต่อยอดได้อีกมาก เพราะระบบนิเวศเหล่านี้ โจทย์ของเราจึงต้องต่อยอดฐานเดิมของไทย ที่ใช้เวลาพัฒนามาหลายสิบปี ไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่เริ่มเข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทย เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) เซมิคอนดักเตอร์ ชิ้นส่วนอากาศยาน และหุ่นยนต์ Humanoid เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยได้ประโยชน์สูงสุด
สองคือ กำลังคน ปัจจุบันอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ มีการจ้างงานคนไทยรวมกันเกือบ 2 ล้านคน นี่เป็นฐานที่มีคุณค่ามาก แต่เราต้องเร่ง Upskill และ Reskill เพื่อให้คนไทยสามารถก้าวไปสู่งานที่ใช้เทคโนโลยีสูงขึ้น รวมทั้งร่วมกับมหาวิทยาลัยและภาคเอกชนพัฒนาหลักสูตรเฉพาะทางที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมใหม่โดยตรง เช่น วิศวกรรมเซมิคอนดักเตอร์ วิศวกรรมโฟโตนิกส์ วิศวกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ และวิศวกรรมอากาศยาน ถ้าเราสามารถสร้างคนกลุ่มนี้ได้เร็ว ประเทศไทยก็จะได้ประโยชน์จากคลื่นการลงทุนที่เข้ามาได้มากขึ้น
สามคือ การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี เราอยากเห็นประเทศไทย ไม่ใช่เป็นเพียงฐานการผลิต แต่เป็นฐานของการออกแบบ วิจัยและพัฒนา ซึ่งจะนำไปสู่การถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับคนไทย ดังเช่นที่หลายบริษัททั้งไทยและต่างชาติทำอยู่ในอุตสาหกรรมอาหาร การแพทย์ ยานยนต์ เคมีภัณฑ์ ฯลฯ
ตัวอย่างล่าสุดที่เกิดขึ้นระหว่างการเยือนนิวซีแลนด์ของนายกรัฐมนตรี บริษัท Skyline นำเสนอว่าได้ใช้วิศวกรไทยร่วมวิจัยและพัฒนาเครื่องเล่น Luge รูปแบบใหม่สำหรับตลาดโลก หรือบริษัท T&G มีความสนใจที่จะมาทำวิจัยในประเทศไทยเพื่อยืดอายุผลไม้เมืองร้อนโดยไม่ใช้สารเคมี สิ่งเหล่านี้คือการยกระดับคุณภาพของการลงทุน และเป็นสิ่งที่จะทำให้ความรู้และเทคโนโลยีอยู่กับประเทศไทย
ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงจำนวนคำขอ หรือ มูลค่าเงินลงทุนอย่างเดียว
ขณะที่ เรื่องที่สามคือมาตรการ “เร็ว” เพราะวันนี้ความเร็วหรือ Speed กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุดในการตัดสินใจลงทุน เมื่อก่อนการสร้างโรงงานและเริ่มผลิตอาจใช้เวลาปีครึ่งถึงสองปี แต่ปัจจุบันบริษัทจำนวนมากตั้งเป้าให้โรงงานเริ่มผลิตได้ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี ภาครัฐจึงต้องปรับตัวให้เร็วขึ้นเช่นกัน เพราะ “ความสะดวกรวดเร็ว หรือ Ease of Doing Business” เป็นปัจจัยสำคัญสำหรับนักลงทุน
ดังนั้น Thailand FastPass จึงเป็นกลไกสำคัญที่บีโอไอบูรณาการหน่วยงานรัฐ 8 แห่ง เพื่อเร่งกระบวนการอนุมัติและอนุญาตสำหรับโครงการลงทุนที่มีความสำคัญ โดยตั้งเป้าลดระยะเวลาดำเนินการลง 20–50% ปัจจุบันมีโครงการเข้าสู่ระบบแล้ว 25 โครงการ มูลค่าการลงทุนรวม 220,000 ล้านบาท ในระยะต่อไป เราจะขยายไปสู่ใบอนุญาตเฉพาะด้านและโครงการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายเพิ่มเติม และนำไปสู่การปรับเปลี่ยนกระบวนการอนุมัติ/อนุญาตแบบถาวรต่อไป
ที่สำคัญ เป้าหมายของบีโอไอ ไม่ได้อยู่ที่จำนวนคำขอหรือมูลค่าเงินลงทุนเพียงอย่างเดียว สิ่งที่อยากเห็นคือ การลงทุนเหล่านี้นำไปสู่การสร้างงานที่ดี สร้างบุคลากรทักษะสูง สร้างผู้ประกอบการไทยที่แข็งแกร่ง สร้างเทคโนโลยีใหม่ในประเทศ และทำให้คนไทยโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ มองเห็นว่าอุตสาหกรรมแห่งอนาคตกำลังเกิดขึ้นจริงในประเทศไทย และพวกเขามีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งของอนาคตนั้น
คลื่นเงินลงทุนเทคโนโลยีไหลเข้าไทย
นฤตม์ ยังได้ฉายภาพ แนวโน้มยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนบีโอไอปีนี้ โดยระบุว่า ภาพรวมการลงทุนของไทยในปี 2569 ยังคงมีทิศทางขยายตัวได้ดี แม้เศรษฐกิจโลกจะเผชิญความไม่แน่นอนทั้งจากภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของราคาพลังงาน มาตรการภาษีของสหรัฐฯ และการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก ในช่วงครึ่งแรกของปี มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจำนวน 1,299 โครงการ มูลค่า 1.47 ล้านล้านบาท ที่น่าสนใจคือการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) มีมูลค่า 1.36 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 80% โดยแหล่งเงินลงทุนสำคัญ ได้แก่ สิงคโปร์ สหราชอาณาจักร จีน ไต้หวัน และญี่ปุ่น สะท้อนว่านักลงทุนต่างชาติยังมีความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของไทยในการเป็นฐานของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง
สำหรับการสร้างประโยชน์ของโครงการลงทุนเหล่านี้ โครงการที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 จะสร้างงานให้คนไทย 82,000 ตำแหน่ง ใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศ 386,000 ล้านบาทต่อปี และสร้างมูลค่าส่งออก 1.24 ล้านล้านบาทต่อปี
“สิ่งที่บีโอไอจะให้ความสำคัญมากขึ้นในปีนี้ คือไม่ดูเฉพาะตัวเลขคำขอ แต่ต้องติดตามว่าเม็ดเงินเหล่านั้นเกิดเป็นการลงทุนจริงมากน้อยเพียงใด ครึ่งแรกของปีนี้ มีเงินลงทุนจริงเกิดขึ้น 535,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะไตรมาส 2 ที่มีเงินลงทุนจริงกว่า 255,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31% แสดงให้เห็นว่าโครงการที่ได้รับการส่งเสริมกำลังทยอยก่อสร้าง ติดตั้งเครื่องจักร และเดินหน้าธุรกิจจริง โดยเฉพาะการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่ AI ตั้งแต่การผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ PCB อุปกรณ์รับส่งข้อมูลทางแสง (Optical Transceiver), AI Server, ระบบทำความเย็น, ระบบเครือข่ายโทรคมนาคม ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล มีเงินลงทุนจริง 127,000 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่าคลื่นการลงทุนด้านเทคโนโลยีใหม่กำลังเข้ามาในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม”
“ผมประเมินว่าใน 6 เดือนหลังของปีนี้ คิดว่าโมเมนตัมการลงทุน จะเริ่มกระจายกว้างขึ้น ไม่ได้อยู่เฉพาะกลุ่มดิจิทัล ตัวอย่างเช่น ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา บีโอไอได้อนุมัติโครงการขนาดใหญ่จำนวนมากในหลายอุตสาหกรรม ครอบคลุมทั้งการแปรรูปอาหาร การผลิตอาหารสัตว์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทต่างๆ พลังงานหมุนเวียน และธุรกิจโลจิสติกส์ เช่น การขนส่งทางเรือ ทางอากาศและศูนย์กระจายสินค้า เป็นต้น”
ขณะเดียวกัน ในช่วงต่อไป เชื่อว่ากลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ AI รวมถึงระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ Humanoid จะมีบทบาทเพิ่มขึ้น โดยอุตสาหกรรมเดิมที่ไทยมีฐานแข็งแรง ทั้งยานยนต์ อาหาร การแพทย์และสุขภาพ พลังงานสะอาด และธุรกิจโลจิสติกส์ ก็จะยังเป็นส่วนสำคัญของการลงทุน
เขาย้ำทิ้งท้ายว่า จุดแข็งหรือเสน่ห์ของไทย ในสายตาของนักลงทุนมีหลายด้าน ทั้งทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ โครงสร้างพื้นฐานที่มีความพร้อม ระบบไฟฟ้าที่มีความเสถียร และมีศักยภาพด้านพลังงานสะอาด บุคลากรที่มีคุณภาพ ฐานซัพพลายเชนที่แข็งแรง ศักยภาพของตลาดในประเทศและการเชื่อมโยงกับภูมิภาคอาเซียน มาตรการรัฐที่สนับสนุนการลงทุน รวมถึงจุดยืนที่เป็นกลางของประเทศไทยในภูมิรัฐศาสตร์
สิ่งเหล่านี้ทำให้บริษัทระดับโลกจำนวนมากให้ความเชื่อมั่นและมอง ไทยเป็นฐานการลงทุนระยะยาว และ ประเทศไทยต้องเดินหน้าปฏิรูปเชิงโครงสร้างในเรื่องที่นักลงทุนให้ความสำคัญ ทั้งระบบสาธารณูปโภค ปัญหาน้ำและที่ดิน กำลังคน และกฎระเบียบ เพื่อปลดล็อกปัญหาเฉพาะหน้าได้ทันที
อ่านข่าวเศรษฐกิจและนโยบายรัฐ กับ ThairathMoney เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่
https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney
เกรียงไกร พันธ์ุเพ็ชร ข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
克里安克莱·潘佩特
来自《泰叻报》的经济新闻。
# 纳鲁特·特奥萨蒂拉萨克
# 投资促进
稳定币的运作原理(简单来说)| 数字前沿 第76集
内阁决定将投资委员会(BOI)秘书长纳鲁特·特尔萨蒂拉萨克的任期再延长一年,此前他的四年任期将于九月底到期。
为什么免费的东西反而最贵?因为我们不仅要付出金钱,还要付出时间、流量,而且在不知不觉中还会累积月费。
过去四年,纳鲁特·特尔萨提拉萨克担任投资委员会秘书长期间,政绩斐然,有效刺激、吸引并加强了各项激励措施,以吸引来自世界各地的投资。鉴于其卓越的成就,内阁决定将其任期延长一年,此前其四年任期将于九月底届满。
纳鲁特近日透露,他担任此职的第五年至关重要,因为世界正经历着前所未有的投资和供应链重组。东盟地区已成为全球投资的热点地区,而泰国则处于“机遇”与“挑战”的交汇点。我们必须既是“(对国家有利的)优质投资项目的选择者”,又是“(目标投资者)的选择者”。
与此同时,由于投资者在选择投资目标国家方面拥有更多选择,吸引投资的国际竞争,尤其是在新兴产业领域的竞争,显著加剧。因此,泰国面临的挑战不是被动地接受投资,而是积极主动地抓住这些机遇。此外,泰国必须加快国内基础设施建设,才能成为投资者长期的首选目的地。
建立“积极主动、深入细致、迅速高效”的方法。
因此,在纳鲁特领导的第五年,投资委员会(BOI)作为领导者,根据“积极主动、深入细致、勇往直前”这三个关键主题,制定了下一年的工作框架。
首先,他表示将采取“积极主动”的策略,无论是在政策层面还是在吸引投资方面。重点将放在六个有望成为国家新增长引擎的关键产业领域:生物技术和绿色产业;各类电动汽车及相关供应链;先进半导体和电子产品;数字技术和人工智能;自动化和机器人技术;以及将泰国打造成为国际商业中心。
由于这些行业对所有国家而言都是竞争激烈的领域,泰国需要制定清晰的战略、有效的工具和积极主动的方法来吸引投资者。泰国投资促进委员会(BOI)的优势在于其与多个国家政策机制的相互联系,例如电动汽车委员会(EV Board)、半导体委员会以及隶属于公私合作委员会(JPP)的新投资发展委员会。这使我们能够将基础设施、能源、人力资源、税收和监管等相关问题整合起来,而不是孤立地看待投资促进工作。
此外,还将制定新兴产业发展路线图,同时泰国团队和泰国投资促进委员会遍布全球的 18 个办事处将举办巡回推介会。
另一方面,投资促进工具需要更新以适应全球法规。随着全球最低税(GMT)的实施,传统的税收优惠对一些跨国公司而言可能不再有效。因此,投资委员会(BOI)和财政部正在推动一项名为“合格可退税额抵免”(QRTC)的新工具,作为现有优惠的补充。该工具允许企业将重大投资或支出(例如与研发、人力资源开发和生产效率提升相关的投资或支出)作为税收抵免,用于抵扣税款,而无需支付现金。
他进一步强调,未来该基金将更具战略性地使用,尤其用于吸引龙头投资者进入泰国亟需加强基础的行业,例如上游半导体、电芯电池或先进材料。这些大型投资者将有助于吸引供应商、技术和高技能专家。
仅仅吸引投资者是不够的;我们必须确保投资在泰国扎根。
第二点是关于“深度”措施,因为仅仅吸引投资者是不够的。我们必须确保这些投资在泰国扎根,并为泰国经济创造长期效益,这涉及三个关键生态系统。
首先是供应链。汽车行业的经验表明,当一级供应商到三级供应商拥有强大的供应链时,投资者就会对一个国家进行长期投资,并能进一步推动其发展。正因为有了这些生态系统,我们面临的挑战是如何在泰国数十年积累的现有基础上,拓展到正在泰国建立制造基地的新兴产业,例如电动汽车、印刷电路板(PCB)、半导体、航空航天零部件和人形机器人,从而最大限度地为泰国企业创造效益。
其次是劳动力。目前,汽车和电子行业共雇佣了近200万泰国人。这是一个非常宝贵的基础,但我们需要加快技能提升和再培训,使泰国人能够胜任更高技术的工作。这包括与大学和私营部门合作,开发直接满足新兴产业需求的专业课程,例如半导体工程、光子工程、数据中心工程和航空航天工程。如果我们能够迅速培养这支劳动力队伍,泰国将从即将到来的投资浪潮中获得更多益处。
第三,技术研发。我们希望泰国不仅成为制造业基地,更成为设计、研发基地,从而将技术转移给泰国人民,就像许多泰国和外国公司在食品、医疗、汽车、化工等行业所做的那样。
最近的一个例子发生在总理访问新西兰期间,当时 Skyline 公司提议聘请泰国工程师为全球市场研发一种新型滑车。同样,T&G 公司也表示有兴趣在泰国开展研究,以在不使用化学物质的情况下延长热带水果的保质期。这些例子表明投资质量有所提高,并确保知识和技术留在泰国。
目标并非仅仅取决于申请数量或投资额。
第三点是“速度”指标,因为如今速度已成为投资决策中最重要的因素之一。过去,建厂并投产可能需要一年半到两年的时间,但现在许多公司都力争在一年内完成工厂的投产准备工作。政府也必须加快调整步伐,因为“营商便利度”对投资者而言至关重要。
因此,泰国快速通道(Thailand FastPass)是泰国投资促进委员会(BOI)开发的一项关键机制,旨在整合八个政府机构,加快重点投资项目的审批和许可流程,目标是将审批时间缩短20%至50%。目前,已有25个项目(总投资额达2200亿泰铢)接入该系统。下一阶段,我们将把该系统扩展到更多目标行业的专业许可证和投资项目,从而从根本上改变审批/许可流程。
重要的是,泰国投资促进委员会的目标并非仅仅关注申请数量或投资额。我们希望看到的是,这些投资能够创造优质就业机会,培养高技能人才,造就强大的泰国企业家队伍,促进国内新技术的发展,并让泰国人民,尤其是年轻一代,看到未来的产业正在泰国成为现实,他们也有机会参与其中。
一波科技投资浪潮正涌入泰国。
纳鲁特还概述了泰国投资促进委员会(BOI)今年的投资促进申请趋势,指出尽管地缘政治、能源价格波动、美国税收政策以及全球供应链重组等因素导致全球经济存在不确定性,但预计2026年泰国整体投资仍将继续保持良好增长势头。今年上半年,共收到1299份投资促进申请,总额达1.47万亿泰铢。值得注意的是,外国直接投资(FDI)达到1.36万亿泰铢,同比增长80%。主要投资来源地包括新加坡、英国、中国、台湾和日本,这反映出外国投资者对泰国作为高科技产业基地的潜力持续充满信心。
为了最大限度地发挥这些投资项目的效益,获准在 2026 年上半年推进的项目将为泰国人创造 82,000 个就业岗位,每年利用价值 3860 亿泰铢的国内原材料和零部件,并产生每年 1.24 万亿泰铢的出口额。
“泰国投资促进委员会(BOI)今年的重点不仅在于申请数量,更在于监测实际投资额。今年上半年,实际投资总额达5358亿泰铢,较去年同期增长27%。尤其值得一提的是,第二季度实际投资额超过2550亿泰铢,增幅达31%,表明已推进的项目正在逐步建设,设备正在安装,企业正在稳步发展。人工智能供应链相关投资尤其如此,涵盖电子设备、印刷电路板、光收发器、人工智能服务器、冷却系统、电信网络以及数字基础设施等各个环节,实际投资额达1270亿泰铢。这反映出泰国正在迎来一波新兴技术投资浪潮。”
“我预计今年下半年,投资势头将开始扩大,并扩展到数字领域之外。例如,在过去两三个月里,投资促进委员会批准了多个行业的众多大型项目,包括食品加工、动物饲料生产、先进电子元件、各类电动汽车、可再生能源以及航运、航空运输和配送中心等物流业务。”
与此同时,预计在未来一段时间内,半导体、先进电子产品、人工智能相关产品以及自动化和人形机器人等行业将发挥日益重要的作用。泰国已具备雄厚基础的传统产业,例如汽车、食品、医疗保健、清洁能源和物流,也将继续保持对投资的关键地位。
他最后强调,泰国在投资者眼中的优势或吸引力是多方面的,包括其战略位置、完善的基础设施、稳定的电力系统、清洁能源潜力、熟练的人力资源、强大的供应链基础、潜在的国内市场以及与东盟地区的联系、政府支持投资的措施,以及泰国在地缘政治中的中立立场。
这些因素使得许多全球企业对泰国充满信心,并将其视为长期投资基地。因此,泰国必须在投资者优先关注的领域推进结构性改革,包括基础设施、水资源和土地问题、人力资源以及监管,以迅速解决当前存在的问题。
通过 ThairathMoney 阅读经济新闻和政府政策,帮助您实现“更好的财务状况,更好的生活”。
https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics
请点击以下链接关注Thairath Money的Facebook主页:https://www.facebook.com/ThairathMoney
Kriengkrai Phanphet,《经济新闻》,《泰叻报》。