เปิดแผนยุติธรรมเชิงรุก 7 ด้าน “รุทธพล” ย้ำ ไม่ปล่อยคดีช้าซ้ำเติมคนจน鲁塔波尔公布了一项积极主动的七管齐下的司法计划,强调案件延误不会加重穷人的负担。
“รุทธพล” เปิดแผนยุติธรรมเชิงรุก 7 ด้าน ช่วยประชาชนเข้าถึงความเป็นธรรม ดึงรัฐลงถึงชาวบ้าน ไม่ปล่อยคดีช้าซ้ำเติมคนจน ช่วยเหยื่อออนไลน์ตามเงินคืน 130 ล้าน ไกล่เกลี่ยหนี้ลดภาระกว่า 5 พันล้าน

“รุทธพล” เปิดแผนยุติธรรมเชิงรุก 7 ด้าน ช่วยประชาชนเข้าถึงความเป็นธรรม ดึงรัฐลงถึงชาวบ้าน ไม่ปล่อยคดีช้าซ้ำเติมคนจน ช่วยเหยื่อออนไลน์ตามเงินคืน 130 ล้าน ไกล่เกลี่ยหนี้ลดภาระกว่า 5 พันล้าน
เมื่อเวลา 09.05 น. วันที่ 12 กันยายน 2569 พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ในรายการ “คุยกับ ครม.อนุทิน” ผ่านทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT2HD ถึงการขับเคลื่อนงานกระทรวงยุติธรรมเชิงรุกของรัฐบาล ว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ความสำคัญกับหลักความยุติธรรมที่ล่าช้าคือความไม่ยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม จึงกำหนดนโยบายหลัก 7 ด้าน ได้แก่
1. การน้อมนำโครงการพระราชดำริและพระบรมราโชบายไปปฏิบัติให้เกิดผล
2. การปราบปรามอาชญากรรมทุกรูปแบบ
3. การแก้ไขปัญหายาเสพติด
4. การคุ้มครองสิทธิและเยียวยาประชาชนให้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรม
5. การพัฒนากฎหมายและระบบงานยุติธรรม
6. การฟื้นฟูผู้กระทำผิดให้กลับคืนสู่สังคมโดยไม่กระทำผิดซ้ำ
7. การบริหารงานอย่างมืออาชีพ
ซึ่งแต่ละกรมต้องมีกรอบเวลาทำงาน ไม่ปล่อยให้เรื่องของประชาชนค้างหลายเดือนเหมือนเดิม โดยตนและปลัดกระทรวงยุติธรรม ลงไปดูความพร้อมศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ด้วยตัวเอง เพื่อให้ประชาชนรู้ทันทีว่าเรื่องของตนจะเดินต่ออย่างไร
“เมื่อมีพี่น้องประชาชนเข้ามาที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์แล้ว ขั้นตอนต่อไปเราจะทำอย่างไรเพื่อให้เกิดความรวดเร็วเรื่องการช่วยเหลือ เยียวยา และเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม เป็นงานที่กำชับทุกกรมในกระทรวง”
ส่วนคำพูดที่ว่า “คุกมีไว้ขังคนจน” นั้น พล.ต.ท.รุทธพล ระบุว่า ปัจจุบันกระทรวงยุติธรรมมีกองทุนยุติธรรม ศูนย์ยุติธรรมชุมชนทุกจังหวัด และสายด่วน ช่วยคนยากจนหรือผู้ไม่ได้รับความเป็นธรรม ทั้งค่าประกันตัว ค่าจ้างทนาย การเยียวยาผู้เสียหาย และคำปรึกษากฎหมาย โดยกองทุนยุติธรรมไม่ได้ช่วยทุกกรณี แต่มีคณะกรรมการพิจารณาตามหลักเกณฑ์เพื่อให้เงินไปถึงคนที่เดือดร้อนจริง ไม่ใช่ปล่อยให้คนไม่มีเงินต้องยอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้ต่อสู้คดี
พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวต่อไปว่า ด้านยาเสพติด กระทรวงยุติธรรมใช้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ทำงานร่วมตำรวจ ทหาร จังหวัด และอำเภอ ครบทั้งป้องกัน ปราบปราม บำบัดฟื้นฟู และเฝ้าระวัง โดยสกัดตั้งแต่ชายแดนไทย-ลาว-เมียนมา ก่อนยาเสพติดทะลักเข้าประเทศ ซึ่งที่ผ่านมา ป.ป.ส. ประสานประเทศเพื่อนบ้าน ตั้งจุดตรวจ ฝึกเจ้าหน้าที่ และติดตามผู้ต้องหาที่ก่อเหตุในไทยแล้วหลบหนีข้ามแดน พร้อมเน้นจับผู้ค้า ผู้มีอิทธิพล และยึดทรัพย์ โดยเคยสกัดสารตั้งต้นที่หากหลุดไปได้ อาจผลิตยาบ้าได้กว่า 1,000 ล้านเม็ด
สำหรับกรณีอาชญากรรมออนไลน์ บัญชีม้า การพนันออนไลน์ และเครือข่ายข้ามชาติ รมว.ยุติธรรม เผยว่า นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งให้เป็นประธานอนุกรรมการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติ เพราะหน่วยงานเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ต้องบูรณาการตำรวจ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมที่ดิน และกรมสรรพากร ขณะนี้มีชุดทำงาน 7 ชุด แบ่งเป็นคดีออนไลน์และฟอกเงิน 4 ชุด คดีนอมินี 3 ชุด ลงพื้นที่พัทยา จังหวัดชลบุรี เกาะสมุย เกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดภูเก็ต เพื่อตรวจเครือข่ายต่างชาติ นอมินี และการถือครองทรัพย์สินผิดปกติในไทย
พล.ต.ท.รุทธพล ยังกล่าวอีกว่า สิ่งที่เหยื่อออนไลน์ต้องการที่สุดคือเงินที่ถูกหลอก ต้องตามคืนให้ได้ ตำรวจจึงตั้งศูนย์ ACSC เป็นวอร์รูม มีตำรวจ ปปง. และธนาคารอยู่ร่วมกัน เมื่อแจ้งเหตุจะเร่งสกัดเส้นทางเงินจากบัญชีม้าแถวแรกไปถึงแถวต่อไป รวมถึงจุดกดเงินสด โดยในคดีที่ยึดทรัพย์ได้แล้ว ตำรวจและ DSI ประสาน ปปง. ขายทอดตลาดทรัพย์สิน เช่น รถหรู เพื่อนำเงินเฉลี่ยคืนผู้เสียหาย ทำแล้วเกือบ 700 ราย ผู้เสียหายเกือบ 600 คน วงเงินกว่า 130 ล้านบาท
ทางด้านการแก้หนี้ครัวเรือน กระทรวงยุติธรรมใช้กรมคุ้มครองสิทธิฯ ช่วยก่อนฟ้อง และกรมบังคับคดีช่วยหลังศาลมีคำสั่ง ปีงบประมาณ 2569 จัดไกล่เกลี่ย 23 ครั้งทั่วประเทศ มีผู้เข้าร่วมกว่า 60,000 ราย ขอแก้หนี้กว่า 40,000 ราย ทุนทรัพย์กว่า 8,000 ล้านบาท ซึ่งการไกล่เกลี่ยช่วยลดภาระประชาชนได้กว่า 5,000 ล้านบาท หลายกรณีจากต้องผ่อนเดือนละ 10,000-15,000 บาท เหลือ 1,500 บาท หนี้บัตรเครดิตหลักแสนเหลือ 15,000 บาท
“เงินที่เหลือเขาก็เอาไปดูแลครอบครัวได้ และปีหน้าจะเริ่มจัดไกล่เกลี่ยหนี้รอบใหม่ช่วงเดือนมกราคม เพื่อให้คนเดือดร้อนมีโอกาสตั้งหลัก เลี้ยงลูกหลาน และใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข”
“Rutthaphol”推出了一项积极的七点司法计划,旨在帮助公民获得司法公正,将政府直接带到人民身边,防止案件延误进一步加重穷人的负担,帮助网络受害者追回 1.3 亿泰铢,并通过调解债务来减轻超过 50 亿泰铢的负担。
2026年9月12日上午9点05分,司法部长鲁塔蓬·瑙瓦拉特(Ruttapol Naowarat)上将接受泰国国家广播电视台(NBT2HD)“与阿努廷内阁对话”节目采访,谈及司法部在政府层面的积极工作。他指出,总理兼内政部长阿努廷·查恩维拉库尔(Anutin Charnvirakul)强调“迟来的正义即为不公正”的原则。因此,司法部制定了七大主要政策领域,其中包括:
1. 执行皇家倡议和政策,以取得切实成果。
2. 取缔一切形式的犯罪。
3. 解决毒品问题。
4. 保护公民的权利并提供补救措施,以确保公民能够诉诸司法系统。
5. 法律和司法体系的发展。
6. 对罪犯进行改造,使其重新融入社会,不再犯罪。
7. 专业化管理。
每个部门都必须制定工作时限,以确保公民的案件不会像以前那样拖延数月之久。我与司法部常务秘书亲自视察了投诉中心的准备情况,以确保公民能够及时了解案件的处理进展。
“公民向投诉中心求助后,下一步该如何确保他们能够迅速获得帮助、赔偿和司法救济?我已经向部内所有部门强调了这项任务。”
针对“监狱是穷人的监狱”这种说法,鲁塔波尔警上将表示,司法部目前设有司法基金,在每个省份都设有社区司法中心,并开通了热线电话,为贫困人士或未获得公正对待的人士提供帮助。这些帮助包括保释、支付诉讼费、提供受害者赔偿和法律咨询。司法基金并非涵盖所有案件,但一个委员会会根据既定标准审核申请,以确保资金真正惠及需要帮助的人,防止那些无力承担诉讼费用的人在还没来得及争取权益之前就放弃。
鲁塔蓬中将进一步指出,在毒品问题上,司法部利用国家禁毒委员会(ONCB)与警方、军队、省级和地区级政府部门合作,全面开展预防、打击、戒毒和监控工作。这包括在泰老缅边境拦截毒品,防止其流入泰国。过去,国家禁毒委员会曾与邻国合作设立检查站、培训警员,并追踪在泰国犯罪后逃往边境的嫌疑人。其工作重点是逮捕毒贩和有影响力的人物,并查封其资产。此前,他们曾截获过一些前体化学品,如果这些化学品流入泰国,可能被用于生产超过10亿粒冰毒药丸。
关于网络犯罪、黑市账户、网络赌博和跨国犯罪网络,司法部长透露,总理任命他担任打击科技相关及跨国犯罪小组委员会主席,因为单一机构无法解决这一问题。需要警方、特别调查厅(DSI)、反洗钱办公室(AMLO)、商业发展厅、土地厅和税务厅等部门通力合作。目前,该小组由七个工作组组成:四个工作组负责网络犯罪和洗钱案件,三个工作组负责代理人案件。这些工作组正在春武里府芭堤雅、素叻他尼府苏梅岛和帕岸岛以及普吉府开展实地调查,以查明在泰国的外国犯罪网络、代理人以及异常资产持有情况。
鲁塔蓬中将表示,网络诈骗受害者最希望的是追回被骗的钱财——必须追回这些钱。因此,警方成立了代理犯罪打击中心(ACSC),作为打击网络诈骗的作战指挥中心,成员包括警方、反洗钱办公室(AMLO)和各家银行。接到报案后,他们将迅速追踪资金流向,从最初的账户到后续账户,包括ATM取款点。对于已查获资产的案件,警方和特别调查厅(DSI)会与反洗钱办公室协调,拍卖包括豪车在内的资产,并将所得款项分配给受害者。目前,警方已处理了近700起案件,涉及近600名受害者,涉案金额超过1.3亿泰铢。
在家庭债务解决方面,司法部利用权利保护司在诉讼前提供协助,并利用法律执行司在法院判决后提供协助。2026财年,全国共举办了23场调解会,超过6万人参与,其中超过4万人申请债务重组,涉及资产超过80亿泰铢。调解帮助民众减轻了超过50亿泰铢的债务负担。在许多情况下,每月1万至1.5万泰铢的还款额减少至1500泰铢,数十万泰铢的信用卡债务减少至1.5万泰铢。
“剩余的钱可以用来养家糊口,明年一月将开始新一轮的债务调解,让有需要的人有机会重新站起来,抚养子女和孙辈,过上幸福的生活。”