“ชวน” ย้ำอำนาจหน้าที่องค์กรอิสระ แฉ ยุคหลังโดนธุรกิจการเมืองแทรกแซงส่งคนเข้ายึด《川》重申了独立组织的权力和职责,揭示了近年来这些组织受到了政治干预,有人被派去接管。
“ชวน” ย้ำอำนาจหน้าที่ “องค์กรอิสระ” ตาม รธน. เป็นกลไกสำคัญตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจของ 3 อำนาจหลัก แฉ ยุคหลังโดนธุรกิจการเมืองแทรกแซงส่งคนเข้ายึด เตือน ต้องซื่อสัตย์-เที่ยงตรง-มีธรรมาภิบาล

“ชวน” ย้ำอำนาจหน้าที่ “องค์กรอิสระ” ตาม รธน. เป็นกลไกสำคัญตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจของ 3 อำนาจหลัก แฉ ยุคหลังโดนธุรกิจการเมืองแทรกแซงส่งคนเข้ายึด เตือน ต้องซื่อสัตย์-เที่ยงตรง-มีธรรมาภิบาล
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 12 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร จัดสัมมนาในหัวข้อ “จับตาบทบาทองค์กรอิสระ ต่อวิกฤตการเมืองไทย” ในช่วงเช้ามีผู้ร่วมปาฐกถาพิเศษ ได้แก่ นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรี , นายโภคิน พลกุล อดีตประธานรัฐสภา และนายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)
นายชวน กล่าวปาฐกถาตอนหนึ่งว่า เดิมโครงสร้างการปกครองยึด 3 อำนาจหลักคือ อำนาจนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ เกิดขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475 จนถึงปัจจุบันซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ยึด 3 หลักนี้ในการบริหารบ้านเมืองมาตลอด แต่ก็ลุ่มๆ ดอนๆ ไม่ใช่เพราะโครงสร้างไม่ดี แต่เพราะมีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้นจากคณะบุคคลมากกว่าด้วยการยึดอำนาจหลายครั้ง
ในสมัยที่ตนเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งที่ 2 ได้ใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นครั้งแรก ใช้โครงสร้างการปกครองบ้านเมืองในระบบรัฐสภาที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยมี 3 อำนาจหลักดังกล่าวเหมือนเดิม แต่มีองค์กรอิสระเกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญ ทั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และองค์กรอิสระอื่นๆ เกิดขึ้นอีกราว 5-6 องค์กร มีเป้าหมายเพื่อให้เป็นองค์กรที่มีอำนาจการตรวจสอบ ส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยให้มีประสิทธิภาพ สามารถตรวจสอบการบริหารบ้านเมืองทุกองค์กร รวมถึงการเลือกตั้งให้สุจริตเที่ยงธรรมโดยองค์กรที่เกิดขึ้นใหม่ ไม่ใช่กระทรวงมหาดไทยที่จัดเลือกตั้งมาแต่เดิม และการตรวจสอบทุจริตคอร์รัปชัน มีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีหน้าที่ดูแลเพื่อควบคุมนักการเมืองและข้าราชการ รวมทั้งองค์กรอื่นๆ
นายชวน กล่าวต่อไปว่า ในทุกองค์กรจะมีมาตราหนึ่งเขียนไว้ว่า บุคลากรที่จะเข้ามาอยู่ในองค์กร ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ คำนี้ก็เริ่มเกิดขึ้น แต่มีองค์กรเดียวที่ไม่เขียนเรื่องนี้ไว้คือกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) รัฐบาลในขณะนั้นจึงเป็นภาระที่ต้องออกกฎหมายในทุกฉบับให้เสร็จภายในเวลาที่กำหนด รัฐบาลชุดนั้นจึงต้องทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติที่เข้มแข็ง ซึ่งกฎหมายทุกฉบับที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอิสระได้ประกาศใช้เมื่อปี พ.ศ. 2541-2542
ในช่วงที่เริ่มการทำงานขององค์กรอิสระ อาทิ กกต.ชุดแรก ได้ลงโทษผู้ที่ทำผิดกฎหมายเลือกตั้งสส.และสว. โดยไม่มีข้อสงสัยในความเชื่อถือ แต่เมื่อกกต. ชุดหลังๆ จากนั้น ก็มีข้อครหาตามมา กกต.ชุดที่ 2 ถูกจำคุกไป 3 คน ผิดมาตรา 157 ฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่ และหลังจากนั้นก็มี กกต. บางชุดมีข้อครหาว่า เรียกรับเงินหรือผลประโยชน์ เพื่อเปลี่ยนใบแดงเป็นใบเหลือง หรือเปลี่ยนใบเหลืองเป็นใบเขียว มีราคาที่ต้องจ่าย
และด้วยการเกิดขึ้นขององค์กรอิสระมีผลต่อการเมืองในระบอบประชาธิปไตย คือเรื่องการตรวจสอบที่เข้มข้นเพื่อให้ประสิทธิภาพการปกครองนี้สมบูรณ์ อำนาจอธิปไตย 3 อำนาจ โดยสถาบันเดียวที่มั่นคงตลอดคือตุลาการ แม้จะมีการยึดอำนาจแต่ก็ไม่สามารถก้าวล่วงการทำงานของตุลาการได้ ดังนั้น ไม่ว่าการเมืองจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร อำนาจตุลาการก็ยังคงความเข้มข้น มีทั้งศักยภาพและบทบาทหน้าที่ไว้อย่างน่าชื่นชม
“เมื่อองค์กรอิสระเกิดขึ้น อำนาจการตัดสินก็เปลี่ยนแปลงไปในบางเรื่อง การตัดสินบางอย่างจบลงที่องค์กรเหล่านี้ ยกเว้นบางกรณีที่จะต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัย แต่จุดเริ่มต้นของการสืบสวน องค์กรอิสระจะต้องเป็นผู้สืบสวน เมื่อผมพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไปแล้ว รัฐบาลใหม่เข้ามา การแทรกแซงก็เริ่มเกิดขึ้น โดยฝ่ายบริหารล่วงละเมิดอำนาจอธิปไตยฝ่ายตุลาการ ด้วยการฆ่าตัดตอน คือฝ่ายบริหารเข้าไปตัดสินคดีความแทนตุลาการ คือการส่งตำรวจไปฆ่าตัดตอนคนร้ายที่ภาคใต้
ด้วยเงื่อนไขขององค์กรอิสระก็มีการตรวจสอบอย่างเข้มข้น แต่กลับมาเลวร้ายเนื่องจากการแทรกแซงของฝ่ายการเมือง และวันนี้ก็กำลังจะกลายเป็นโจทก์ เช่น การพิจารณางบประมาณปี 2570 จึงมีการคัดค้านไม่ให้จัดงบประมาณให้กับ กกต. เพราะองค์กรอิสระต้องเพิ่มคนอีกหลายพันคน ล้วนเป็นต้นทุนที่เพิ่มภาระกับภาษีของรัฐ ดังนั้น องค์กรเหล่านี้จึงเป็นภาระที่เกิดขึ้นกับบ้านเมือง ถ้าองค์กรเหล่านี้ไม่ทำหน้าที่ตามบทบาทหน้าที่ที่ให้เป็นองค์กรสำหรับการเสริมสร้างระบบประชาธิปไตยให้มีประสิทธิภาพ องค์กรเหล่านี้ก็จะล้มเหลว
การแทรกแซงของฝ่ายการเมืองขณะนี้รุนแรงจนน่าตกใจ มีคดีเกิดขึ้นหลายเรื่อง ท่านจะเอาประวัติศาสตร์ซ้ำรอยหรือ แต่หนี้บุญคุณที่นักการเมืองทำไว้ ทำให้องค์กรเหล่านี้ผมเชื่อว่าลังเลใจ ลำบากใจ เพราะครั้นจะไม่ปฏิบัติตามก็ถูกกดดัน การแทรกแซงไม่ใช่เฉพาะในองค์กรอิสระ ความจริงแล้วทุกองค์กรเขาส่งคนตัวเองเข้าไปอยู่หมด ทั้งหมดเป็นการเข้าไปยึดครองอย่างน่าตกใจ และแน่นอนการแต่งตั้งข้าราชการก็เพื่อไม่ให้ระบบรัฐสภา เป็นระบบประธานาธิบดี คือตั้งตามอำเภอใจและเพื่ออยู่นาน”
นายชวน เผยอีกว่า โดยสรุปการเมืองในระบบประชาธิปไตยที่มีองค์กรอิสระ เป็นไปในทางบวกมาโดยตลอด การตรวจสอบเข้มข้นดีขึ้น แบ่งเบาภาระของศาลยุติธรรมไปได้มาก แต่ในที่สุดเมื่อการเมืองที่มีธุรกิจการเมืองเข้ามาแทรกแซง คนเหล่านี้เป็นนักการเมืองที่มองเส้นทางการเมืองเป็นธุรกิจลงทุน ซื้อ สส.,ซื้อเสียง และหักกำไร ดังนั้น ทุกเรื่องจึงมีประโยชน์เข้าไปเกี่ยวข้อง
ถ้าการเมืองในระบบที่มีองค์กรอิสระไม่สามารถตรวจสอบได้จริง องค์กรอิสระที่ใช้งบประมาณปีละกว่า 20,000 ล้านบาท และงานที่ทำอยู่ มันตอบสนองต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยหรือไม่ ถ้าเราจะคุ้มครองปกป้องระบอบนี้ไว้ เราก็ต้องทำให้การปกครองนี้มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง นั่นคือผู้บริหารต้องยึดมั่น ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ดังนั้น องค์กรอิสระจะประสบความสำเร็จได้จริงต้องยึดหลักความซื่อสัตย์เป็นที่ประจักษ์และยึดมั่นตามหลักธรรมาภิบาล สุจริตเที่ยงตรง โดยไม่ไปเกรงใจใคร เพราะรู้ว่าความเกรงใจ ที่ทำให้ กกต.ชุดหนึ่งต้องลงเอยอย่างน่าเสียดาย สังคมไทยต้องมีความไม่เกรงใจรวมอยู่ด้วยเพื่อบ้านเมือง องค์กรอิสระต้องตอบแทนบุญคุณด้วยวิธีอื่น อย่าเอาประโยชน์ของชาติไปตอบแทนบุญคุณ
“ถึงท่านได้เป็นเพราะเขาช่วยมาก็ตาม แต่บัดนี้ท่านได้เป็นก็ต้องทำหน้าที่ตามที่กฎหมายที่กำหนดไว้ ต้องยึดหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา เชื่อว่าองค์กรอิสระจะเป็นประโยชน์ต่อการปกครองได้อย่างแท้จริงได้”
“川”强调,宪法赋予“独立组织”的权力和职责是制衡政府三大分支权力的关键机制。他透露,近年来,这些组织受到政治干预,有人被派去接管。他警告说,这些组织必须诚实、公正,并实行良好的治理。
2026年9月12日上午10点,在国会大厦,众议院司法事务、独立组织、检察机关、国有企业、公共组织和基金委员会举办了一场题为“监测独立组织在泰国政治危机中的作用”的研讨会。上午的会议邀请了多位主旨发言人,包括民主党议员、前总理川·立派先生;前议长波金·波库尔先生;以及泰国发展研究院(TDRI)院长颂吉·唐吉瓦尼奇先生。
川先生在讲话中指出,自1932年以来,以立法、行政和司法三大权力为基础的原始治理结构一直沿用至今。君主立宪制国家在治理国家的过程中始终坚持这三大原则,但其稳定性却时常不稳定。这并非由于体制本身存在缺陷,而是由于某些群体,特别是通过政变,推动了政治变革。
在他第二个首相任期内,1997年宪法首次实施,确立了以国王为国家元首的议会制政府体制。政府的三大分支保持不变,但根据宪法设立了多个独立机构,包括国家反腐败委员会(NACC)、选举委员会(EC)以及其他约5-6个独立机构。其目的是赋予这些机构监督权,促进有效民主,并允许对所有政府部门进行审查,包括确保选举的公平公正。这些新成立的机构并非此前负责监督选举的内政部。此外,国家反腐败委员会还负责监督腐败行为,规范政界人士和公务员的行为,以及其他相关机构。
川先生继续说道:“每个组织都有一条规定,要求加入该组织的人员必须展现出诚信。这一原则开始出现,但唯一没有包含此项规定的组织是国家人权委员会(NHRC)。因此,当时的政府有责任在规定的时间内制定所有必要的法律。政府因此必须有效履行其立法职能。所有与独立组织相关的法律都在1998年至1999年间颁布。”
在运作初期,像第一届选举委员会这样的独立机构毫不犹豫地惩处了违反议员和参议员选举法的行为,展现了其公信力。然而,随后的几届选举委员会却面临指控。第二届选举委员会的三名成员因玩忽职守违反了第157条而被监禁。此外,一些选举委员会还被指控收受贿赂或好处,以将红牌改为黄牌或将黄牌改为绿牌,最终为此付出了代价。
独立组织的出现通过加强监督,确保有效治理,从而对民主政治产生影响。在政府的三大分支中,司法部门始终保持稳定。即使发生政变,也无法干扰司法部门的工作。因此,无论政治如何变迁,司法部门都能保持其力量、能力和令人敬佩的作用。
“独立机构成立后,某些事项的决策权发生了变化。一些决定由这些机构最终做出,但某些需要提交宪法法院审理的案件除外。然而,初步调查必须由这些独立机构进行。在我卸任总理、新政府上台后,干预就开始了。行政部门通过法外处决侵犯了司法主权;也就是说,行政部门介入并代替司法部门做出决定,例如派遣警察在南部暗杀罪犯。”
独立组织受到严格审查,但政治干预对其造成了负面影响。如今,这种干预正成为一个重大问题,例如在2027年预算审议中,有人反对向选举委员会拨款,因为这将需要数千名新员工,从而显著增加政府的税收负担。因此,这些组织对国家构成负担。如果它们未能履行其作为致力于加强有效民主制度的组织的职责,它们将会崩溃。
当前政治干预的程度令人震惊,案例层出不穷。难道你们要让历史重演吗?然而,我认为这些组织之所以犹豫不决、左右为难,是因为他们对政客心存感激,如果不服从,就会面临压力。这种干预并非仅限于独立组织;事实上,他们已经将自己的人派往各个组织。这是一种令人震惊的接管方式。当然,任命公务员是为了防止议会制演变成总统制——在总统制下,官员任命随意,而掌权者可以长期把持权力。
川先生进一步指出,总而言之,在拥有独立组织的民主制度下,政治始终是积极的。监督机制更加严格,司法负担也大大减轻。然而,最终,当政治与政治商业纠缠不清时——这些政客将政治道路视为商业投资,收买议员、收买选票并从中牟利——一切就都不可避免地会受到自身利益的驱使。
如果一个拥有独立组织的政治体系无法得到真正的监督,那么这些每年花费超过200亿泰铢并开展工作的独立组织,真的能够服务于民主制度吗?如果我们想要保护这个制度,就必须确保其有效性。这意味着掌权者必须秉持正直和诚实。因此,独立组织要想真正取得成功,就必须坚持诚信和良好治理的原则,不受裙带关系的影响。我们必须认识到,过度顺从导致了选举委员会的悲剧性垮台。为了国家,泰国社会需要摒弃这种顺从。独立组织必须以其他方式回报恩惠,而不应利用国家利益来回报恩惠。
“即便你借助他人之力获得了这个职位,既然身居要职,就必须依法履行职责。你必须诚实正直地履行职责。我相信独立组织确实能够为治理带来益处。”