ลั่นไม่จบง่ายๆ หาก 14 ก.ย.นี้ กกต. ไม่ส่ง 229 คน เอี่ยวฮั้ว สว. ฟ้องศาล此事不会轻易结束。如果选举委员会在9月14日前不提交涉嫌参议院串谋案的229人的名单,将采取法律行动。
“พริษฐ์” ขู่หาก 14 ก.ย.นี้ กกต. ไม่ส่งฟ้องศาล 229 คน เอี่ยวฮั้ว สว. ไม่จบง่ายๆ ลั่น เจอกันเวทีสภาฯ ขอตอบคำถามให้ได้ เหน็บ หลายคนพูดเรื่องเหนือดวง แต่ส่วนตัวกลัว “บางสี” อยู่เหนือกฎหมาย

“พริษฐ์” ขู่หาก 14 ก.ย.นี้ กกต. ไม่ส่งฟ้องศาล 229 คน เอี่ยวฮั้ว สว. ไม่จบง่ายๆ ลั่น เจอกันเวทีสภาฯ ขอตอบคำถามให้ได้ เหน็บ หลายคนพูดเรื่องเหนือดวง แต่ส่วนตัวกลัว “บางสี” อยู่เหนือกฎหมาย
เมื่อเวลา 12.50 น. วันที่ 12 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงความเคลื่อนไหวทางการเมืองก่อนที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะมีการพิจารณาส่งหรือไม่ฟ้องศาลฎีกา ในคดีฮั้ว สว. ในวันที่ 14 กันยายนนี้ ว่า อย่างกิจกรรมในวันนี้ (12 กันยายน) คณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่จะชี้ให้เห็นว่า ต้องการเห็นองค์กรอิสระทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา และเป็นอิสระจากการถูกแทรกแซงทางการเมือง คือบทบาทของ กกต. ในคดีการโกง สว.
พร้อมยืนยันข้อเรียกร้องของพรรคประชาชนต่อคดีดังกล่าวยังคงเหมือนเดิม คือเห็นว่า กกต. ควรลงมติส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน ตามข้อเสนอของคณะไต่สวนชุดที่ 26 ไปที่ศาลฎีกา ซึ่งแม้ว่าข้อเสนอนี้ไม่ได้เป็นการฟันธงว่า 229 คน กระทำความผิด แต่เห็นว่า กกต. ควรสั่งฟ้องไปที่ศาล และให้ศาลพิสูจน์ให้หายข้อสงสัย และพิสูจน์ว่าในบรรดา 229 คน มีใครบ้างที่กระทำความผิดเข้าข่ายการโกง สว.
นายพริษฐ์ กล่าวต่อไป เหตุผลที่คิดว่า กกต. ควรสั่งฟ้องมีอยู่ 2 ส่วน คือ 1. เหตุผลในเรื่องของหลักฐาน ซึ่งหากเปรียบเทียบกับคดีในอดีตที่ กกต. เคยสั่งฟ้องไปที่ศาล ซึ่งเคยสั่งฟ้องจากหลักฐานแชตไลน์ไม่กี่ข้อความที่เป็นการแลกคะแนนกัน หรือการจับคู่กัน ซึ่งไม่มีแม้แต่การยื่นเสนอเงินหรือผลประโยชน์อื่นใดด้วยซ้ำ ดังนั้นจึงมองว่าหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับ 229 คน ที่มีการทำงานในลักษณะขบวนการ และเชื่อมโยงกับเรื่องเส้นเงิน การนัดหมายตามศูนย์ทำโพย มีใบสั่งโพยที่ถูกนำไปใช้ในวันเลือก สว. อย่างชัดเจน
เหตุผลที่ 2 ปฏิเสธไม่ได้ว่า กกต. อย่างน้อย 4 ใน 7 คน อยู่ในสถานะที่มีประโยชน์ทับซ้อน เพราะมาเป็นกกต. ได้ถูกรับรองโดย สว.ชุดนี้ เป็นผู้ถูกกล่าวหา ซึ่ง กกต. ทั้ง 4 คนไม่ควรจะใช้ดุลพินิจของตนเองในลักษณะที่เป็นคุณต่อผู้ถูกกล่าวหาที่รับรองพวกเขามาเป็น กกต. หรืออย่างน้อยที่สุดดู กกต. อีก 3 คน ที่ไม่ได้มีการขัดกันต่อผลประโยชน์มีความเห็นเช่นไร และลงมติในทิศทางเดียวกันเพื่อไม่ถูกครหาว่ามีการตัดตอนเรื่องไปไม่ถึงศาล
ผู้สื่อข่าวถามถึงกิจกรรมของภาคประชาชนและพรรคประชาชน ถูกมองว่าเป็นการกดดัน กกต. นายพริษฐ์ ตอบว่า ตนมองว่าการที่ สส. และประชาชนเรียกร้องให้องค์กรอิสระทำหน้าที่ตามกฎหมายไม่ใช่เรื่องผิด เราไม่ได้เรียกร้องให้ กกต. ทำอะไรผิดกฎหมาย ในทางกลับกันเรามีความกังวลว่า กกต. จะปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ใช้มาตรฐานในแต่ละคดีที่แตกต่างกัน จึงจัดกิจกรรมสื่อสารไปยังสังคมเปิดเผยข้อมูล และตรวจสอบองค์กรอิสระ กกต. จะปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาตามกฎหมาย ตนคิดว่าการออกมาเรียกร้องเช่นนี้ไม่ได้เป็นอะไรที่ผิด แต่เป็นหน้าที่พื้นฐานของผู้แทนราษฎรด้วยซ้ำ
ทางด้านคำถามถึงเอกสารหลุดที่กลับคำให้การของพยานในคดีโกง สว. นายพริษฐ์ ถามกลับ เราจะเรียกว่าเอกสารหลุดหรือเอกสารปล่อย เพราะบังเอิญตรงกับสาระที่ สส.พรรคภูมิใจไทย ได้อภิปรายไว้ ตนเห็นว่าหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการโกง สว. มีเยอะและหลากหลาย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำให้การของพยานเพียงแค่คนเดียว ดังนั้น ถึงแม้เราเชื่อว่าพยานบุคคลมีการกลับคำให้การ และเชื่อการกลับคำให้การจริงๆ ก็ไม่ได้ทำให้หลักฐานเกี่ยวกับการโกง สว. หายไป เพราะมีหลักฐานจากพยานอีกหลายร้อยคน หลักฐานเกี่ยวกับเส้นทางการเงินการนัดหมายประวัติการโทรศัพท์พูดคุย โพยใบสั่ง หรือผลคะแนนที่ตรงกับโพย เพราะมีช้างทั้งตัว พยานกลับคำให้การคนเดียวไม่ได้ทำให้ช้างตัวนั้นหายไป
นายพริษฐ์ ยังได้ชวนตั้งข้อสังเกต ว่า พยานคนนี้มาจาก จ.ขอนแก่น มีการให้การ 2 ครั้ง ครั้งแรกมีการให้การแบบไม่เป็นคุณกับพรรคภูมิใจไทย ครั้งที่สองที่กลับคำให้การในลักษณะที่เป็นคุณกับพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเขาพยายามจะบอกว่า รอบแรกที่ให้การไปไม่เป็นคุณกับพรรคภูมิใจไทย เพราะเจอแรงกดดันจากอีกฝั่งที่พรรคภูมิใจไทยไม่ได้มีอำนาจอยู่ในช่วงนั้น แต่เป็นไปได้หรือไม่ที่การกลับคำให้การครั้งที่สองนี้เกิดขึ้นภายใต้ช่วงพรรคภูมิใจไทยมีอำนาจ ตรงนั้นคือเหตุการณ์ที่มีแรงกดดันจากฝ่ายการเมืองจึงทำให้มีการกลับคำให้การ จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเอาหลักฐานของการกลับคำให้การทั้ง 2 ครั้ง มาดูว่าครั้งไหนที่ข้อเท็จจริงสอดคล้องกับข้อเท็จจริงจากพยานบุคคลอื่นๆ และหลักฐานประเภทอื่นๆ เช่น เส้นทางการเงิน และโพยใบสั่ง
“การกลับคำให้การครั้งที่สองนั้นขัดแย้งกับข้อเท็จจริง เพราะมาบอกว่าการทำโพยไม่มีอยู่จริง แล้วจะอธิบายอย่างไรในเมื่อมีหลักฐานกล้องวงจรปิดในวันเลือกเราก็เห็นมีผู้สมัคร สว. ยื่นโพยและเจ้าหน้าที่ กกต. จับได้”
จากนั้นกล่าวต่อไปว่า หาก กกต. มีคำตัดสินออกมาแล้วเป็นการยกคำร้องหรือไม่สั่งฟ้องใครทั้งๆ ที่หลักฐานมันชัด เรื่องนี้ไม่จบแน่นอน กกต. เตรียมคำตอบไว้เลยตอนที่จะมารายงานประจำปีต่อสภาผู้แทนราษฎรในวันพุธที่ 16 กันยายนนี้ ว่าจะตอบคำถาม สส. และประชาชนอย่างไร ขณะที่ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาซึ่งบางส่วนอยู่ในฝ่ายบริหาร ก็ต้องเตรียมคำตอบไว้เช่นกันในเวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจ
ทั้งนี้ ในเชิงกฎหมายตนอยากสื่อสารถึงผู้ถูกกล่าวหาว่า หาก กกต. มีมติยกคำร้องก็อย่าชะล่าใจว่าเรื่องจะไปไม่ถึงศาลฎีกา และฝากถึง กกต. หากมีการยกคำร้องทั้งๆ ที่หลักฐานชัด ขณะนี้ถือเป็นสิทธิของพวกเราในการดำเนินการฟ้อง กกต. กรณีปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งเรื่องนี้ผู้เสียหายจะเป็นผู้ยื่น เราพร้อมจะทำทุกวิถีทางภายใต้กรอบกฎหมายและสิทธิที่เรามีในการทำให้ความเป็นธรรมเกิดขึ้น
แต่หาก กกต. มีการตัดตอนให้เรื่องของใครไม่ส่งไปถึงศาลแม้มีหลักฐานชัดเจน หากคดีโกง สว. ครั้งนี้มันสำเร็จโดยไม่มีใครต้องรับผิด สิ่งที่จะได้รับกลับคืนมาคือระบบการเมืองที่สีน้ำเงินทำอะไรก็ไม่ผิด ก่อนทิ้งท้ายว่า “หลายคนพูดเรื่องอยู่เหนือดวง สิ่งที่ผมกลัวที่สุดคือกลัวมีบางสีที่อยู่เหนือกฎหมาย”
“帕里特”威胁说,如果选举委员会不在9月14日前对参与参议院串谋案的229人提起诉讼,此事不会轻易结束。他宣称:“我们会在议会再次碰面,你们必须回答我的问题。”他还讽刺地表示,虽然许多人谈论的是超越命运的事情,但他个人担心“某些派系”凌驾于法律之上。
2026年9月12日下午12点50分,在议会,人民党(按比例代表制)议员帕里特·瓦查拉辛杜先生就选举委员会即将于9月14日就参议院选举舞弊案是否提交最高法院作出决定前的政治局势发表了评论。他指出,众议院司法事务委员会、独立组织委员会、检察院、国有企业委员会、公共组织委员会和基金委员会今天(9月12日)的活动再次表明,人们希望看到独立组织秉持诚信运作,不受政治干预,尤其是在选举委员会在参议院选举舞弊案中所扮演的角色方面。
人民党重申其对此案的立场,即:选举委员会应按照第26届调查委员会的建议,投票决定是否向最高法院提起诉讼,起诉全部229名被告。虽然该建议并未最终认定所有229人都有罪,但人民党认为选举委员会应继续推进起诉程序,并由法院来消除任何疑虑,确定这229人中究竟是谁犯下了与选举参议员相关的欺诈罪行。
帕里特先生继续说道,他认为选举委员会应该继续推进起诉有两个原因:1. 关于证据,他将其与以往的案例进行了比较。以往选举委员会仅凭几条LINE聊天记录就起诉候选人,这些聊天记录显示候选人之间存在投票交换或配对,甚至没有提及金钱或其他利益的提供。因此,他认为这229名成员(他们以有组织的团伙形式运作)的证据,显然与资金流向、在投票中心的会面以及在参议院选举当天分发预先写好的投票单有关。
第二个原因毋庸置疑:选举委员会七名成员中至少有四名存在利益冲突。他们的任命是在现任参议院批准后作出的,而参议院的成员正是被指控的人员。这四名选举委员会成员本不应以偏袒批准他们任命的被指控人员的方式行使自由裁量权。相反,他们应该考虑其他三名不存在利益冲突的选举委员会成员的意见,并投出相同的票,以避免妨碍司法公正的指控。
当记者问及公民社会和人民党的活动被认为在向选举委员会施压时,帕里特先生回应说,他认为议员和公众要求独立组织依法履行职责并无不妥。他表示,他们并非要求选举委员会从事任何非法活动;相反,他们担心选举委员会可能会滥用职权,在不同案件中采用不同的标准。因此,他们组织活动,向公众传达这一信息,披露相关信息,并监督独立组织。他强调,选举委员会将诚实守信、依法履行职责。他认为,提出这样的要求并非错误,而是议员的基本职责。
关于泄露文件揭露参议院选举舞弊案证人撤回证词的问题,帕里特先生反问道:“我们应该称它们为泄露文件还是已公布的文件?”他指出,这些信息恰好与泰自豪党议员提出的观点相吻合。他认为,与参议院舞弊案相关的证据广泛而多样,并非仅仅基于单一证人的证词。因此,即使他们认为某个证人撤回了证词,也无法抹杀其他证据。还有来自数百名其他证人的证词、财务记录、任命记录、电话录音、投注单以及与这些投注单相符的计票结果。仅仅因为一个证人撤回了证词,并不能让整个证据体系消失。
帕里特先生还指出,这位来自孔敬府的证人作证两次。第一次,他的证词对泰自豪党不利。第二次,他撤回了之前的证词,转而支持泰自豪党。帕里特先生试图暗示,第一次证词对泰自豪党不利是因为当时泰自豪党没有执政,而他受到了反对派的压力。然而,他质疑第二次撤回证词是否发生在泰自豪党执政期间,是否是政治压力导致了证词的改变。因此,他希望相关机构审查这两次撤回证词的证据,以确定哪一次的证词与其他证人的证词以及其他类型的证据(例如财务交易和订单单据)相符。
“第二次撤回证词与事实相悖,因为它声称选票根本不存在。但选举日的监控录像显示,一名参议院候选人在分发选票,而且被选举委员会官员当场抓获,这又该如何解释呢?”
他接着说,如果选举委员会驳回投诉或无视确凿证据却未对任何人提起诉讼,此事绝不会就此结束。选举委员会应准备好在9月16日(星期三)向众议院提交年度报告,说明其将如何回应议员和公众的质询。与此同时,被告(其中一些人身居行政部门)也必须准备好在不信任投票中作出回应。
从法律角度讲,我想告知被告,即使选举委员会驳回投诉,他们也不要掉以轻心,以为此事不会上诉至最高法院。我还想警告选举委员会,如果他们无视确凿证据驳回投诉,我们现在有权以滥用职权为由起诉选举委员会。在此案中,受害方将提起诉讼。我们已做好准备,在法律框架内,运用我们的权利,采取一切可能的措施,确保正义得到伸张。
但如果选举委员会切断案件的联系,阻止案件进入法院,即便证据确凿,而参议院选举舞弊案最终却无人承担责任,那么最终的结果将是一个蓝党可以为所欲为的政治体制。他总结道:“许多人声称自己可以凌驾于命运之上。但我最担心的是,某些势力会凌驾于法律之上。”