“ลลิดา” โต้ “สนธิ” ปัดสั่งจมป่า หลัง ครม.อนุมัติสร้างอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด拉利达驳斥了松提的说法,否认在内阁批准修建 Khlong Wang Tonod 水库后下令进行森林掩埋。
รองโฆษกรัฐบาล โต้ “สนธิ” ปมโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด ย้ำ ครม.อนุมัติโครงการ ไม่ได้แปลว่า “สั่งจมป่า” ชี้ยังไม่มีอนุมัติเพิกถอนพื้นที่อุทยาน ซัดกล่าวหาใครได้ประโยชน์ต้องมีหลักฐาน

รองโฆษกรัฐบาล โต้ “สนธิ” ปมโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด ย้ำ ครม.อนุมัติโครงการ ไม่ได้แปลว่า “สั่งจมป่า” ชี้ยังไม่มีอนุมัติเพิกถอนพื้นที่อุทยาน ซัดกล่าวหาใครได้ประโยชน์ต้องมีหลักฐาน
วันที่ 13 กันยายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายสนธิ ลิ้มทองกุล วิพากษ์วิจารณ์การดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จังหวัดจันทบุรี รวมถึงตั้งคำถามต่อการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ผลกระทบต่อพื้นที่ป่าและสัตว์ป่า ตลอดจนการทำหน้าที่ของรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า รัฐบาลพร้อมรับฟังและตรวจสอบทุกข้อกังวล โดยเฉพาะข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมที่อาจเปลี่ยนแปลงไปจากช่วงที่จัดทำรายงาน EHIA แต่ขอให้แยก “ข้อเท็จจริง” ออกจาก “ข้อสรุปทางการเมือง” ให้ชัดเจน เพราะการตั้งคำถามทำได้เต็มที่ แต่การกล่าวหาต้องมีหลักฐานรองรับ
ประเด็นแรก กรณีระบุว่าประชาชนไม่เคยได้รับการสอบถามความคิดเห็นนั้น ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงทั้งหมด เนื่องจากกรมชลประทานเคยจัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นทั้งในพื้นที่และผ่านระบบออนไลน์เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2564 โดยมีชุมชน ผู้นำชุมชน และหน่วยงานท้องถิ่นเข้าร่วม รวมถึงมีการบันทึกข้อกังวลเรื่องค่าชดเชยไว้ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไม่ได้ถือว่าการจัดเวทีเพียงครั้งเดียวหมายความว่าการรับฟังความคิดเห็นครบถ้วนแล้ว เพราะข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบต้องเป็นปัจจุบัน และการรับฟังความคิดเห็นต้องดำเนินการให้ครอบคลุม รอบด้าน และตรวจสอบได้ก่อนดำเนินการในขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่อุทยาน
“พูดให้ชัดคือ มีการรับฟังความคิดเห็นมาแล้ว จึงไม่ควรบอกว่า ‘ไม่เคยรับฟัง’ แต่รัฐบาลก็ไม่ได้ใช้เวทีที่ผ่านมาเป็นข้ออ้างว่าประชาชนหมดสิทธิพูด วันนี้หากมีข้อมูลใหม่ มีผู้ได้รับผลกระทบเพิ่มเติม หรือมีข้อคัดค้านที่ยังไม่ได้รับคำตอบ หน่วยงานก็มีหน้าที่รับฟังและตอบให้ชัดก่อนเดินหน้าต่อ” นางสาวลลิดากล่าว
สำหรับกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมว่า “โยนความรับผิดชอบ” โดยระบุว่าโครงการดังกล่าวเป็นโครงการของกรมชลประทาน รองโฆษกรัฐบาลชี้แจงว่า ต้องแยกบทบาทของแต่ละหน่วยงานให้ถูกต้อง โดยกรมชลประทานเป็นเจ้าของโครงการ ขณะที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีหน้าที่ในส่วนของการกลั่นกรองด้านสิ่งแวดล้อมและกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่อุทยานตามกฎหมาย การระบุว่าใครเป็นเจ้าของโครงการจึงเป็นการอธิบายอำนาจหน้าที่ ไม่ใช่การปฏิเสธความรับผิดชอบ
รองโฆษกรัฐบาลกล่าวว่า มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 อนุมัติโครงการในกรอบวงเงิน 7,200 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินงาน 7 ปี ความจุอ่างเก็บน้ำ 99.50 ล้านลูกบาศก์เมตร และมีเป้าหมายสนับสนุนพื้นที่ชลประทาน 87,700 ไร่ แต่ต้องย้ำว่า “มติ ครม. อนุมัติโครงการ” ไม่ใช่ “ใบอนุญาตให้ตัดป่าหรือก่อสร้างในเขตอุทยานได้ทันที”
มติ ครม. กำหนดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการขออนุญาตใช้พื้นที่ป่าสงวนและพื้นที่อุทยานให้ถูกต้องก่อนก่อสร้าง ใช้พื้นที่เท่าที่จำเป็น และปฏิบัติตามมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด ขณะที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยืนยันว่า ยังไม่มีการอนุมัติหรือเพิกถอนพื้นที่อุทยาน และรายละเอียดของโครงการยังต้องได้รับการทบทวนเพื่อลดผลกระทบต่อพื้นที่
“ดังนั้น การบอกว่า ครม.อนุมัติแล้วเท่ากับป่าถูกสั่งให้จมแล้ว ไม่ใช่ข้อเท็จจริงทางกฎหมาย ยังมีขั้นตอนที่ต้องดำเนินการ ยังมีกฎหมายที่ต้องปฏิบัติ และยังมีหน่วยงานที่ต้องพิจารณาผลกระทบก่อนจะใช้พื้นที่อุทยานได้ การอนุมัติงบประมาณหรืออนุมัติโครงการไม่ได้ลบขั้นตอนเหล่านี้ออกไป” นางสาวลลิดากล่าว
อย่างไรก็ตาม รองโฆษกรัฐบาลย้ำว่า รัฐบาลไม่ได้ปฏิเสธข้อกังวลทางวิชาการเกี่ยวกับผลกระทบต่อระบบนิเวศ โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่ป่าดิบแล้งที่ราบต่ำ แหล่งอาศัยของช้างป่า จำนวนประชากรช้าง ตลอดจนจำนวนไม้ต้นในพื้นที่ ซึ่งมีข้อสังเกตว่าข้อมูลจากการสำรวจในช่วงหลังอาจแตกต่างจากข้อมูลที่ใช้ประกอบรายงาน EHIA ซึ่งได้รับแจ้งความเห็นชอบตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2564
“รัฐบาลจะไม่ตอบข้อกังวลเหล่านี้เพียงว่า ‘EHIA ผ่านแล้ว จบ’ เพราะถ้ามีข้อมูลทางวิชาการใหม่ที่มีนัยสำคัญ ก็ต้องนำมาเปรียบเทียบกับข้อมูลเดิมอย่างตรงไปตรงมา หากข้อมูลของรัฐไม่ถูกต้องก็ต้องแก้ หากมาตรการลดผลกระทบไม่เพียงพอก็ต้องเพิ่ม และรายละเอียดโครงการต้องถูกพิจารณาเพื่อลดผลกระทบให้มากที่สุด การอนุมัติโครงการไม่ได้หมายความว่าข้อมูลใหม่จะถูกปิดกั้นไม่ให้เข้าสู่กระบวนการพิจารณา” นางสาวลลิดากล่าว
สำหรับข้อกล่าวหาว่าโครงการมีเป้าหมายเพื่อส่งน้ำให้ภาคอุตสาหกรรมเพียงอย่างเดียว รองโฆษกรัฐบาลกล่าวว่า เอกสารประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีระบุวัตถุประสงค์ครอบคลุมทั้งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และการเสริมความมั่นคงด้านน้ำของภาคตะวันออก ขณะที่กรมชลประทานชี้แจงว่า การพิจารณาผันน้ำไปยังพื้นที่อื่นจะเป็นการบริหารน้ำส่วนเกิน โดยให้ความต้องการใช้น้ำของพื้นที่ต้นทางเป็นลำดับแรก
“ถ้าเห็นว่าตัวเลขน้ำไม่พอ หรือการจัดสรรน้ำตามที่หน่วยงานชี้แจงทำไม่ได้จริง สามารถนำแบบจำลองน้ำ ปริมาณความต้องการใช้น้ำ หรือตัวเลขทางวิชาการมาหักล้างกันได้ รัฐบาลพร้อมให้ตรวจสอบ แต่ควรอภิปรายกันด้วยข้อมูล เพราะเรื่องการบริหารน้ำมีตัวเลขที่ตรวจสอบได้ ไม่จำเป็นต้องตัดสินเจตนาของโครงการจากวาทกรรม” รองโฆษกรัฐบาลกล่าว
ส่วนกรณีมีการกล่าวหาหรือพาดพิงว่านักการเมือง รัฐมนตรี หรือบุคคลใดอาจได้รับผลประโยชน์จากโครงการ นางสาวลลิดายืนยันว่า หากมีข้อมูลหรือหลักฐาน ขอให้นำชื่อ เส้นทางการเงิน สัญญา หรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องส่งให้หน่วยงานที่มีอำนาจตรวจสอบได้ทันที รัฐบาลไม่มีหน้าที่ปกป้องผู้กระทำผิด แต่ข้อกล่าวหาที่กระทบต่อบุคคลก็ควรมีพยานหลักฐานรองรับเช่นเดียวกัน
“ถ้ามีหลักฐานว่าใครได้ประโยชน์โดยมิชอบ เปิดมาเลยค่ะ รัฐบาลไม่มีสิทธิปกป้องคนผิด แต่เวทีก็ไม่ควรใช้ไมโครโฟนแทนพยานหลักฐาน การตั้งข้อสงสัยเป็นจุดเริ่มต้นของการตรวจสอบได้ แต่ไม่ควรเปลี่ยนข้อสงสัยให้กลายเป็นข้อเท็จจริงก่อนมีหลักฐาน” นางสาวลลิดากล่าว
รองโฆษกรัฐบาลกล่าวถึงกรณีมีการกล่าวว่า สส. 500 คน “ไม่สนใจ” ปัญหาดังกล่าวว่า การประเมินการทำหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรควรพิจารณาจากการทำหน้าที่ในสภา ทั้งการตั้งกระทู้ การทำงานของคณะกรรมาธิการ การพิจารณางบประมาณ และการลงมติ ไม่ควรเหมารวมจากการที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้เข้าร่วมเวทีใดเวทีหนึ่ง
“คุณสนธิมีสิทธิวิจารณ์ ตรวจสอบ และตั้งคำถามกับรัฐบาลได้เต็มที่ และรัฐบาลก็มีหน้าที่เปิดเผยข้อมูล รับฟังประชาชน และรับผิดชอบต่อผลกระทบของโครงการเต็มที่เช่นกัน แต่ขอให้ทุกฝ่ายใช้มาตรฐานเดียวกัน คือให้ประชาชนตัดสินจากเอกสาร ข้อมูลภาคสนาม หลักฐาน และกฎหมาย การตรวจสอบจะมีพลังที่สุดเมื่อข้อเท็จจริงดังพอกว่าระดับเสียงของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง” นางสาวลลิดากล่าว
政府副发言人驳斥了颂提关于克隆旺托诺水库项目的说法,强调内阁批准该项目并不意味着“下令砍伐森林”。他指出,目前尚未批准撤销国家公园区域,并强调任何关于从该项目中获利的指控都必须有证据支持。
2026年9月13日,总理府副发言人拉莉达·佩里斯维瓦塔纳女士就桑迪·林通库先生对尖竹汶府空旺托诺水库项目的批评作出回应,其中包括公众咨询程序、对森林和野生动物的影响以及政府和相关机构的工作表现等问题。她表示,政府愿意倾听并调查所有关切,特别是关于环境健康影响评估报告编制以来可能发生变化的环境数据。然而,她要求将“事实”与“政治结论”明确区分开来,并强调提问是自由的,但指控必须有证据支持。
首先,关于从未征询公众意见的说法并不完全属实。皇家灌溉署于2021年9月9日举行了线上线下相结合的公众听证会,社区成员、社区领袖和地方政府官员均参与其中。听证会上记录了有关补偿的担忧。然而,政府并不认为一次会议足以证明已进行过充分的公众咨询。在采取与国家公园区域相关的任何措施之前,必须掌握受影响人员的最新信息,并且咨询必须全面、彻底且可核实。
拉利达女士表示:“需要明确的是,意见已经听取过,所以不能说‘从未被倾听’。然而,政府并非以过去的论坛为借口,声称公众已经丧失了发言权。如今,如果有新的信息、更多受影响的人员,或者未得到解答的异议,相关机构有责任在采取下一步行动之前认真倾听并给出明确的答复。”
针对自然资源与环境部长声称该项目属于皇家灌溉部,此举被指责为“推卸责任”,政府副发言人澄清说,各机构的职责必须明确划分。皇家灌溉部是项目所有者,而自然资源与环境部则依法负责国家公园区域的环境审查及相关流程。因此,明确项目所有者是为了厘清权限和责任,而非推卸责任。
政府副发言人表示,2026年8月5日内阁决议批准了该项目,预算为72亿泰铢,实施期为7年,水库容量为9950万立方米,灌溉面积目标为87700莱(约8.77万公顷)。然而,必须强调的是,“内阁决议批准该项目”并不意味着“允许立即在国家公园内砍伐树木或进行建设”。
内阁决议规定,相关机构在施工前必须取得使用保护林区和国家公园区域的适当许可,仅使用必要的土地,并严格遵守环境措施。同时,自然资源与环境部确认,目前尚未批准或撤销任何公园区域的使用权,项目细节仍需审查,以减轻对该地区的影响。
“因此,说内阁的批准就意味着森林正式被淹没,这种说法在法律上并不准确。在国家公园区域投入使用之前,仍有许多程序需要遵循,法律需要执行,相关机构也需要评估其影响。批准预算或项目并不能免除这些步骤,”拉利达女士说道。
然而,政府副发言人重申,政府并不否认学术界对生态系统影响的担忧,特别是关于低地干旱常绿林面积、野生象栖息地、象群数量以及该地区树木数量的数据。发言人指出,后续调查的数据可能与2021年8月10日批准的《环境健康影响评估报告》(EHIA)中使用的数据有所不同。
拉利达女士表示:“政府不会简单地以‘环境健康影响评估已通过,一切到此为止’来回应这些担忧。因为如果有重要的全新学术数据,必须将其与现有数据进行直接比对。如果政府的数据有误,必须予以更正。如果缓解措施不足,必须加强。此外,还必须考虑项目细节,以尽可能减少影响。项目获批并不意味着新信息将被排除在审查过程之外。”
针对该项目仅旨在为工业部门供水的指控,政府副发言人表示,内阁审查文件概述的目标涵盖了消费、农业、工业用水以及提高东部地区的水安全。同时,皇家灌溉部澄清说,考虑将水引流至其他地区是管理剩余水资源的一种方式,优先满足上游地区的用水需求。
“如果有人认为水量数据不足,或者认为相关机构解释的水量分配不切实际,可以使用水资源模型、用水需求数据或科学数据来反驳他们。政府愿意接受审查,但讨论应该基于数据,因为水资源管理涉及可验证的数据,没有必要根据言辞来判断项目的意图,”政府副发言人表示。
针对有关政界人士、部长或其他个人可能从该项目中获益的指控或暗示,拉利达女士强调,如有任何信息或证据,包括姓名、财务交易记录、合同或相关证据,应立即提交有关部门进行调查。政府没有义务包庇违法者,但涉及个人的指控也应有证据支持。
“如果有证据表明有人从中不正当获利,就应该拿出来。政府无权包庇违法者。但是,不应将麦克风当作平台上的证据。提出怀疑是调查的良好开端,但在掌握证据之前,不应将怀疑变成事实,”拉利达女士说道。
政府副发言人针对 500 名议员“对该问题漠不关心”的说法回应称,对议员表现的评估应考虑他们在议会的参与情况,包括提问、参与委员会工作、审查预算和投票,而不应仅凭他们缺席任何特定论坛就进行概括。
“松提先生完全有权批评、审查和质疑政府,而政府也有义务公开信息、倾听公众意见,并对项目的影响承担全部责任。然而,各方都应采用相同的标准,让公众能够根据文件、实地数据、证据和法律进行判断。当事实胜于任何一方的声音时,审查才最有力,”拉利达女士说道。