จับตา 3 แบงก์กลางใหญ่ชี้ชะตาทองคำโลก ฮอร์มุซป่วน-เงินเฟ้อกดดันตลาด三大央行将决定全球黄金价格的走向;激素波动和通货膨胀给市场带来压力。
ตลาดทองคำเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ จับตาเฟด–BOJ–BOE ประชุมสัปดาห์นี้ ท่ามกลางสงครามสหรัฐฯ–อิหร่านดันน้ำมันพุ่ง เสี่ยงเงินเฟ้อเร่งตัว หากเฟดส่งสัญญาณคุมเข้มอาจกดทองคำ แต่ BOJ เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอาจหนุนเยน กดดอลลาร์ และเปิดทางทองคำฟื้นตัว

วันนี้ ( 14 ก.ย.2569) ตลาดทองคำในสัปดาห์นี้เผชิญปัจจัยกดดันและแรงหนุนหลายด้าน โดยเฉพาะทิศทางนโยบายการเงินของ 3 ธนาคารกลางขนาดใหญ่ ได้แก่ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) และธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ขณะที่สถานการณ์สงครามสหรัฐฯ–อิหร่านและความเสี่ยงต่อการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังเป็นตัวแปรสำคัญต่อเงินเฟ้อและราคาทองคำ
จับตา 3 แบงก์กลางใหญ่ชี้ชะตาทองคำโลก ฮอร์มุซป่วน-เงินเฟ้อกดดันตลาด
“ฮั่วเซ่งเฮง” วิเคราะห์สถานการณ์สหรัฐฯ–อิหร่านยังคงตึงเครียด หลังสหรัฐฯ ทำลายเรือบรรทุกน้ำมันดิบของอิหร่าน 5 ลำ เพื่อตอบโต้ความพยายามโจมตีเรือรบของสหรัฐฯ ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธกว่า 20 ลูกโจมตีฐานทัพในจอร์แดน พร้อมส่งสัญญาณเตรียมยกระดับการตอบโต้ หากสหรัฐฯ ยังคงโจมตีและปิดล้อมทางทะเล
ขณะเดียวกัน การเจรจาระหว่างกลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวอาหรับ หรือ GCC กับอิหร่าน ซึ่งเดิมกำหนดขึ้นในวันที่ 14 กันยายนที่ประเทศโอมาน ต้องเลื่อนออกไป หลังซาอุดีอาระเบียสั่งปิดท่อส่งน้ำมัน East-West Pipeline ซึ่งเป็นเส้นทางเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซ หลังถูกโจมตีด้วยโดรนจากอิรัก สะท้อนว่าสถานการณ์ด้านพลังงานยังมีความไม่แน่นอนสูง
หากความขัดแย้งลุกลามและกระทบเส้นทางขนส่งน้ำมันมากขึ้น อาจผลักดันราคาน้ำมันดิบทำจุดสูงสุดใหม่ และเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อผ่านราคาพลังงาน ซึ่งจะทำให้ธนาคารกลาง โดยเฉพาะเฟด ต้องพิจารณานโยบายดอกเบี้ยอย่างระมัดระวังมากขึ้น
ปัจจัยสำคัญที่สุดของตลาดทองคำในสัปดาห์นี้อยู่ที่การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของเฟด (FOMC) วันที่ 16–17 ก.ย. นี้ โดยตลาดจับตาทั้งมติอัตราดอกเบี้ยและถ้อยแถลงเกี่ยวกับแนวโน้มเงินเฟ้อ ทั้งนี้ข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐฯ เดือนส.ค.ออกมาใกล้เคียงกับที่ตลาดคาด โดยเงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มขึ้น 3.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน และ 0.4% เมื่อเทียบกับเดือนก่อน ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานเพิ่มขึ้น 2.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่เงินเฟ้อพื้นฐานรายเดือนเร่งขึ้น 0.3% สูงกว่าที่ตลาดคาดเล็กน้อย
ทำให้ตลาดยังจับตาท่าทีของกรรมการเฟดอย่างใกล้ชิด โดยฝั่งที่มีท่าทีเข้มงวดมองว่าเงินเฟ้อยังสูงกว่าเป้าหมาย 2% และหากไม่ชะลอตัวเพียงพอ เฟดอาจจำเป็นต้องคงหรือปรับขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่กรรมการบางส่วนส่งสัญญาณผ่อนคลาย โดยเห็นว่าหากข้อมูลเศรษฐกิจยืนยันว่าเงินเฟ้อกำลังชะลอตัว เฟดควรชะลอการคุมเข้มนโยบายการเงิน
ทั้งนี้ หากเฟดส่งสัญญาณคุมเข้มมากกว่าที่ตลาดคาด จะเป็นแรงหนุนให้ดอลลาร์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำ เนื่องจากทองคำไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย ในทางกลับกัน หากเฟดไม่ได้แสดงความกังวลต่อเงินเฟ้อมากนัก อาจกดดันดอลลาร์และเปิดทางให้ทองคำฟื้นตัว
อีกปัจจัยที่ต้องจับตาคือการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) วันที่ 18 ก.ย. ผู้ว่าการ BOJ ส่งสัญญาณว่า หากเศรษฐกิจและเงินเฟ้อยังเป็นไปตามคาด ธนาคารกลางญี่ปุ่นมีแนวโน้มเดินหน้าปรับขึ้นดอกเบี้ย เนื่องจากภาวะการเงินในปัจจุบันยังอยู่ในระดับผ่อนคลาย การขึ้นดอกเบี้ยของ BOJ มีโอกาสหนุนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรญี่ปุ่นและค่าเงินเยนให้แข็งค่าขึ้น ขณะเดียวกันอาจทำให้ธุรกรรม “เยนแคร์รีเทรด” ซึ่งเป็นการกู้เงินเยนต้นทุนต่ำไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศที่ให้ผลตอบแทนสูง มีความน่าสนใจลดลง หากเยนแข็งค่าและดอลลาร์อ่อนลง จะเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำในตลาดโลก เนื่องจากทองคำซื้อขายด้วยเงินดอลลาร์ ทำให้ทองคำมีโอกาสได้รับแรงหนุนจากทิศทางค่าเงิน
ส่วน ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) มีกำหนดประชุมวันที่ 17 ก.ย.เช่นกัน ซึ่งตลาดให้น้ำหนักมากกว่า 80% ว่า BOC จะคงอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากแม้ราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้นจะทำให้เงินเฟ้อทั่วไปล่าสุดอยู่ที่ 2.9% แต่แรงกดดันด้านราคายังจำกัดอยู่ในภาคต้นน้ำ และยังไม่มีสัญญาณชัดเจนว่าจะแพร่กระจายไปยังภาคบริการ ค่าจ้าง หรือการคาดการณ์เงินเฟ้อระยะยาว
นอกจากนี้ การปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกและพันธบัตรรัฐบาลอังกฤษ ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกตลาด ซึ่งมีส่วนช่วยชะลออุปสงค์อยู่แล้ว ทำให้ BOE ยังมีช่องว่างในการรอดูสถานการณ์ก่อนตัดสินใจเปลี่ยนแปลงดอกเบี้ยนโยบาย
สำหรับแนวโน้มราคาทองคำ ขณะนี้เข้าสู่ระยะ Sideways Down หลังถูกกดดันจากตัวเลขเงินเฟ้อและราคาน้ำมัน แต่ยังมีโอกาสฟื้นตัว หาก BOJ ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่เฟดไม่ได้แสดงความกังวลเรื่องเงินเฟ้อมากกว่าที่ตลาดคาด ซึ่งอาจกดดันดอลลาร์ให้อ่อนค่า และหนุนราคาทองคำขึ้นทดสอบแนวต้าน 4,430 และ 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์
ในทางกลับกัน หากสงครามสหรัฐฯ–อิหร่านขยายวงจนกระทบเส้นทางขนส่งน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซและทะเลแดง ดันราคาน้ำมันทำจุดสูงสุดใหม่ ขณะที่เฟดส่งสัญญาณคุมเข้มและปรับขึ้นดอกเบี้ย อาจทำให้ดอลลาร์และบอนด์ยีลด์แข็งค่าขึ้น กดดันให้ทองคำถูกเทขาย โดยมีแนวรับสำคัญที่ 4,200 และ 4,125 ดอลลาร์ และหากหลุดทั้งสองระดับ มีโอกาสลงทดสอบแนวรับทางจิตวิทยาที่ 4,000 ดอลลาร์
สำหรับทองคำแท่งในประเทศ แนะนำให้นักลงทุนทยอยสะสมเมื่อราคาปรับตัวลงใกล้ระดับ 66,400 บาท โดยกำหนดจุดตัดขาดทุนที่ 65,600 บาท ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 68,900 และ 69,750 บาท ทั้งนี้ ตลาดยังต้องติดตามข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญในสัปดาห์นี้ ทั้งดุลการค้าของยุโรปและญี่ปุ่น ยอดค้าปลีกสหรัฐฯ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ตลอดจนผลการประชุม FOMC, BOE และ BOJ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางดอลลาร์ อัตราผลตอบแทนพันธบัตร และราคาทองคำในระยะต่อไป
เฟดเสียงแตกเงินเฟ้อ จับตา CPI ศุกร์นี้ ชี้ชะตาดอกเบี้ย–ทอง
"ทองคำ" ยังไม่จบรอบขาขึ้น ลุ้นเป้าสิ้นปี 5,000 ดอลลาร์ "ทองไทย" ขาย 77,000 บาท
หุ้นโลกพักฐาน รับยีลด์–น้ำมันพุ่ง แนะทยอยสะสมเทคฯ-ทองคำ
ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ
截至2026年9月14日,本周黄金市场面临多种因素带来的上行和下行双重压力,尤其是三大央行——美联储、日本央行和英国央行——的货币政策走向。与此同时,美伊冲突以及霍尔木兹海峡石油运输的风险仍然是影响通胀和金价的关键因素。
三大央行将决定全球黄金价格的走向;激素波动和通货膨胀给市场带来压力。
华生恒分析了美伊局势,指出美国击沉五艘伊朗原油油轮以报复伊朗企图袭击美国军舰后,美伊紧张局势依然高涨。伊朗随即向约旦军事基地发射了20多枚导弹,并表示如果美国继续发动袭击和实施海上封锁,伊朗准备升级报复行动。
与此同时,原定于9月14日在阿曼举行的海湾合作委员会(海合会)与伊朗之间的谈判已被推迟。此前,沙特阿拉伯在伊拉克无人机袭击后关闭了途经霍尔木兹海峡的东-西输油管道。这反映出能源形势的高度不确定性。
如果冲突升级并进一步扰乱石油运输路线,可能会将原油价格推至新高,并通过能源价格增加通胀压力,迫使各国央行,特别是美联储,更加谨慎地考虑利率政策。
本周影响黄金市场的最重要因素是9月16日至17日举行的联邦公开市场委员会(FOMC)会议。市场密切关注利率决议和有关通胀前景的声明。与此同时,美国8月份的通胀数据接近市场预期,总体通胀率同比上涨3.4%,环比上涨0.4%。核心通胀率同比上涨2.4%,但环比上涨0.3%,略高于市场预期。
市场正密切关注美联储成员的立场。持悲观态度的成员认为,通胀率仍高于2%的目标,如果通胀率未能充分放缓,美联储可能需要维持或提高利率。与此同时,一些成员则释放出更为鸽派的信号,表示如果经济数据证实通胀正在放缓,美联储就应该放慢货币紧缩的步伐。
如果美联储释放出的紧缩信号超出市场预期,将推高美元和美国国债收益率,从而对黄金价格构成下行压力,因为黄金不产生利息。相反,如果美联储对通胀没有表现出明显的担忧,则可能对美元构成压力,并为黄金价格的回升铺平道路。
另一个值得关注的因素是9月18日的日本央行会议。日本央行行长暗示,如果经济和通胀继续按预期发展,鉴于目前宽松的货币政策环境,央行可能会继续加息。日本央行加息可能会推高日本国债收益率和日元汇率。与此同时,这可能会降低“日元套利交易”的吸引力,这种交易方式是指以低成本借入日元投资于收益更高的外国资产。日元走强和美元走弱将利好全球黄金价格,因为黄金以美元计价,汇率波动可能会对其价格起到支撑作用。
英国央行(BOE)也定于9月17日召开会议,市场普遍认为央行维持利率不变的可能性超过80%。这是因为,尽管近期原油价格上涨已将整体通胀率推高至2.9%,但价格压力仍然主要集中在上游行业,目前尚无迹象表明价格上涨会蔓延至服务业、工资水平或长期通胀预期。
此外,全球债券收益率和英国国债收益率的上升,通过市场机制推高了抵押贷款利率,这已经加剧了需求放缓。因此,英格兰银行有空间观察形势,然后再决定是否调整其政策利率。
就黄金价格前景而言,目前黄金价格处于横盘整理阶段,受到通胀数据和油价的双重压力。然而,如果日本央行释放加息信号,金价仍有反弹的可能。美联储并未表现出超出市场预期的对通胀的担忧,这可能会削弱美元,并支撑金价测试每盎司4430美元和4500美元的阻力位。
反之,如果美伊冲突升级,影响到霍尔木兹海峡和红海的石油运输航线,推高油价至新高,而美联储又释放出收紧货币政策和加息的信号,则可能推高美元和债券收益率,给黄金带来压力,并引发抛售。关键支撑位在4200美元和4125美元,跌破其中任何一个支撑位都可能考验4000美元的心理支撑位。
对于国内黄金,建议投资者在金价跌至66,400泰铢附近时逐步建仓,止损位设在65,600泰铢。阻力位分别在68,900泰铢和69,750泰铢。本周市场还需关注关键经济数据,包括欧美贸易差额、美国零售销售数据、每周初请失业金人数,以及美联储、英国央行和日本央行的会议结果。这些因素将决定未来一段时间美元走势、债券收益率和金价走势。
美联储对通胀问题存在分歧;本周五公布的CPI数据将决定利率和黄金价格。
黄金牛市尚未结束,目标是年底前达到每盎司5000美元。泰国黄金售价为每盎司77000泰铢。
在全球收益率和油价上涨的背景下,全球股市正处于盘整阶段。我们建议逐步增持科技股和黄金。
日本银行(BOJ)