เนสท์เล่ยืนยันสู้คดี “มหากิจศิริ” ตามกฎหมาย ชี้อนุญาโตฯ-ศาลสิงคโปร์รับรองยุติ QCP雀巢公司确认将依法应对“Mahakitthasiri”案,并指出仲裁小组和新加坡法院已确认终止QCP协议。
เนสท์เล่ เปิดข้อมูลแจงข้อพิพาท “มหากิจศิริ” ยืนยันยุติสัญญา QCP ตามข้อตกลงและกฎหมาย หลังอนุญาโตตุลาการฯ-ศาลสิงคโปร์มีคำวินิจฉัย ส่วนคดีในไทยยังเดินหน้า พร้อมย้ำเดินหน้าแผนลงทุน 3 หมื่นล้าน

# ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักส์
# สิทธิในเครื่องหมายการค้า
# ประยุทธ มหากิจศิริ
# เฉลิมชัย มหากิจศิริ
วัยสร้างตัว ซื้อบ้านหรือซื้อรถก่อนดี? ให้ชีวิตไม่พัง | Money Issue EP.73
“ เนสท์เล่ ” เปิดเผยข้อมูลและชี้แจงจุดยืนต่อข้อพิพาทกับครอบครัว “ มหากิจศิริ ” กรณีธุรกิจ “ เนสกาแฟ ” และ QCP โดยยืนยันการยุติสัญญาร่วมทุนเป็นไปตามข้อตกลงและกฎหมาย หลังอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศมีคำชี้ขาดเป็นคุณต่อบริษัท และศาลสูงสิงคโปร์ยกคำร้องคัดค้านคำชี้ขาด ขณะที่คดีในไทยยังอยู่ระหว่างกระบวนการยุติธรรมหลายประเด็น แต่เนสท์เล่ยังเดินหน้าธุรกิจและการลงทุนในประเทศไทยต่อเนื่อง
รอบรั้วการตลาด : โรงพยาบาลวิชัยยุทธ จับมือ Baby&Mom ส่งเสริมการตั้งครรภ์อย่างมีคุณภาพ
“เนสท์เล่” ยืนยันดำเนินการตามสัญญาร่วมทุนและกฎหมาย หลังข้อพิพาทกับครอบครัว “มหากิจศิริ” กรณีธุรกิจ “เนสกาแฟ” และบริษัท ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักส์ จำกัด หรือ QCP เดินหน้าสู่กระบวนการทางกฎหมายในหลายประเทศ โดยบริษัทระบุว่า คณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศมีคำชี้ขาดเมื่อวันที่ 20 ธ.ค.2567 ว่า การยุติสัญญาที่เกี่ยวข้องเป็นไปตามข้อตกลง ขณะที่ศาลสูงสิงคโปร์ได้ยกคำร้องของฝ่ายมหากิจศิริที่คัดค้านคำชี้ขาดดังกล่าว ซึ่งเนสท์เล่ระบุว่า ศาลมีคำตัดสินเมื่อวันที่ 4 มี.ค.2569
อย่างไรก็ตาม ข้อพิพาทในประเทศไทยยังมีหลายประเด็นอยู่ระหว่างกระบวนการยุติธรรม และยังไม่มีข้อยุติในสาระสำคัญบางส่วน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลและชี้แจงจุดยืนต่อกรณีข้อพิพาทกับครอบครัว “มหากิจศิริ” อย่างเป็นทางการในวงกว้าง หลังที่ผ่านมา บริษัทสื่อสารข้อมูลเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวผ่านทางอีเมลเป็นหลัก โดยครั้งนี้เนสท์เล่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับการยุติความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับ QCP รวมถึงผลการอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ กระบวนการทางกฎหมายในสิงคโปร์ และคดีความที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาในประเทศไทย
จุดเริ่มต้นจาก QCP ร่วมทุน 50:50
ข้อพิพาทมีต้นทางจากการร่วมทุนระหว่างเนสท์เล่กับครอบครัวมหากิจศิริเพื่อผลิตเนสกาแฟในประเทศไทย โดยทั้งสองฝ่ายถือหุ้นใน QCP ฝ่ายละ 50% ตั้งแต่ปี 2533 ภายใต้ข้อตกลงที่กำหนดกรอบระยะเวลาการร่วมทุน ขณะที่เนสท์เล่มีบทบาทด้านการบริหารกิจการ รวมถึงการผลิต การจัดจำหน่าย และการทำตลาดผลิตภัณฑ์เนสกาแฟตามที่บริษัทระบุ
เนสท์เล่ยังระบุว่า เทคโนโลยีและทรัพย์สินทางปัญญาที่ใช้ในการผลิตเนสกาแฟเป็นของบริษัท ขณะที่ข้อตกลงร่วมทุนฉบับที่เป็นประเด็นพิพาทสิ้นสุดลงวันที่ 31 ธ.ค.2567 หลังทั้งสองฝ่ายไม่สามารถตกลงเงื่อนไขการดำเนินธุรกิจร่วมกันต่อไปได้
ก่อนถึงกำหนดสิ้นสุดสัญญา เนสท์เล่ระบุว่าได้เจรจากับนายประยุทธ มหากิจศิริเพื่อจัดทำข้อตกลงใหม่ แต่ไม่สามารถหาข้อยุติร่วมกันได้ จึงนำประเด็นการยุติสัญญาเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ
อนุญาโตฯ ชี้ขาดยุติสัญญาตามข้อตกลง
เมื่อวันที่ 20 ธ.ค.2567 คณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศมีคำชี้ขาดในข้อพิพาทระหว่างเนสท์เล่กับนายประยุทธ โดยผลคำชี้ขาดเป็นคุณต่อเนสท์เล่ในประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการยุติสัญญา และกำหนดให้ฝ่ายนายประยุทธรับผิดชอบค่าใช้จ่ายบางส่วนตามกระบวนการอนุญาโตตุลาการ
ฝ่ายมหากิจศิริได้ยื่นคำร้องต่อศาลสูงสิงคโปร์เพื่อคัดค้านคำชี้ขาดดังกล่าว ขณะที่เนสท์เล่ระบุว่า ศาลสูงสิงคโปร์มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 4 มี.ค.2569 ยกคำร้องและยืนยันผลของคำชี้ขาด ส่งผลให้การยุติข้อตกลง QCP มีผลตามที่กำหนดไว้
ทั้งนี้ มีการเผยแพร่คำพิพากษาศาลสูงสิงคโปร์ในคดี Prayudh Mahagitsiri v Nestle SA ซึ่งระบุถึงการยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดของฝ่ายนายประยุทธ และศาลมีคำสั่งยกคำร้องดังกล่าว
เนสท์เล่ระบุเพิ่มเติมว่า ฝ่ายผู้ถือหุ้น QCP ได้รับทราบคำตัดสินและชำระค่าใช้จ่ายตามคำสั่งที่เกี่ยวข้องแล้ว
หลังสัญญาสิ้นสุด QCP จึงไม่สามารถผลิตเนสกาแฟภายใต้ข้อตกลงเดิมได้ ขณะที่เนสท์เล่เดินหน้าธุรกิจเนสกาแฟในประเทศไทยต่อไป
คดีไทยเดินต่อ มหากิจศิริฟ้องเรียกค่าเสียหายแสนล้าน
แม้ข้อพิพาทเรื่องการยุติสัญญาจะผ่านกระบวนการอนุญาโตตุลาการและศาลสิงคโปร์แล้ว แต่คดีในประเทศไทยยังดำเนินอยู่ โดยมีทั้งคดีแพ่ง ข้อพิพาทเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจของ QCP รวมถึงประเด็นเกี่ยวกับสิทธิและค่าใช้จ่ายต่างๆ
หนึ่งในคดีสำคัญคือคดีที่ฝ่ายมหากิจศิริฟ้องเนสท์เล่และบริษัทในเครือ เรียกค่าเสียหายประมาณ 1 แสนล้านบาท จากข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจ QCP และการปฏิบัติตามข้อตกลงร่วมทุน
คดีดังกล่าวถูกโอนมาพิจารณาที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง และมีนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 21 ธ.ค.2569 ดังนั้น ประเด็นข้อกล่าวหาและความเสียหายตามคำฟ้อง ยังเป็นเรื่องที่ศาลไทยต้องพิจารณา และยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด
สำหรับสิทธิในเครื่องหมายการค้า ก่อนหน้านี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งยืนยันสิทธิของเนสท์เล่ในเครื่องหมาย “Nescafé” และ “เนสกาแฟ” ในประเทศไทย ทำให้บริษัทสามารถกลับมาดำเนินธุรกิจเนสกาแฟในไทยได้ตามปกติ
ร้องทุกข์กล่าวโทษ ปมข้อมูลการเงิน QCP
อีกแนวทางหนึ่ง ฝ่ายมหากิจศิริได้ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยมีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการบันทึกข้อมูลทางการเงินของ QCP รวมถึงประเด็นค่าใช้จ่ายและการดำเนินงานของบริษัท
เนสท์เล่ระบุว่า บริษัทและบุคลากรที่เกี่ยวข้องได้ให้ข้อมูลแก่เจ้าหน้าที่มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2568 และพร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
บริษัทชี้แจงว่า งบการเงินของ QCP ได้รับการอนุมัติและลงนามรับรองโดยผู้ถือหุ้นและคณะกรรมการบริษัท ซึ่งมีตัวแทนจากทั้งสองฝ่าย ขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านการตลาดและค่าธรรมเนียมการจัดจำหน่ายถูกคำนวณตามข้อตกลงระหว่างผู้ถือหุ้นและมาตรฐานบัญชี พร้อมผ่านการตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชีอิสระ
อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวหาดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนการสอบสวน และยังไม่มีคำพิพากษาหรือคำวินิจฉัยว่าบริษัทหรือบุคคลใดมีความผิด จึงควรถือเป็นข้อกล่าวหาของฝ่ายผู้ร้องจนกว่าจะมีผลการพิจารณาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
เนสท์เล่ขอศาลเลิก QCP-เข้าสู่กระบวนการชำระบัญชี
อีกด้านหนึ่ง เนสท์เล่ได้ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ขอให้เลิกกิจการ QCP หลังผู้ถือหุ้นทั้งสองฝ่ายไม่สามารถตกลงแนวทางดำเนินธุรกิจร่วมกันได้
เนสท์เล่ระบุว่า การเลิกกิจการและเข้าสู่กระบวนการชำระบัญชีจะเปิดทางให้มีการจัดการทรัพย์สินและภาระหนี้สินของ QCP ตามขั้นตอนทางกฎหมาย และดำเนินการตามสิทธิของผู้ถือหุ้นแต่ละฝ่าย
อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล จึงยังไม่ควรเขียนว่าทรัพย์สินของ QCP จะถูกแบ่งให้แต่ละฝ่ายแล้ว
เนสท์เล่ฟ้องกลับเกือบ 600 ล้านบาท ปมธุรกิจหยุด 8 วัน
ขณะเดียวกัน เนสท์เล่ได้ดำเนินคดีเรียกค่าเสียหายประมาณ 600 ล้านบาท ต่อฝ่ายนายประยุทธและนายเฉลิมชัย มหากิจศิริ โดยบริษัทกล่าวหาว่าการดำเนินการของฝ่ายจำเลยและคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวทำให้การจำหน่ายเนสกาแฟในประเทศไทยหยุดชะงักเป็นเวลา 8 วัน
คดีดังกล่าวเป็นอีกคดีหนึ่งที่อยู่ในกระบวนการพิจารณาของศาล และจำนวนดังกล่าวเป็นจำนวนเงินที่เนสท์เล่เรียกร้อง ไม่ใช่ค่าเสียหายที่ศาลตัดสินให้ได้รับ
ก่อนหน้านี้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองเกี่ยวกับสิทธิในเครื่องหมายการค้า ก่อนที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะมีคำสั่งยืนยันสิทธิของเนสท์เล่ในการใช้เครื่องหมาย “Nescafé” และ “เนสกาแฟ” ในประเทศไทย
ห่วงความเชื่อมั่นลงทุน แต่เนสท์เล่ยังเดินหน้าลงทุนไทย
เนสท์เล่มองว่า การดำเนินคดีหลายแนวทางสร้างความไม่แน่นอนต่อการดำเนินธุรกิจ และ บริษัทเห็นว่าอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ พร้อมเรียกร้องให้กระบวนการพิจารณาข้อพิพาทเป็นไปอย่างเป็นธรรม รอบคอบ และมีขั้นตอนที่ชัดเจน
อย่างไรก็ตาม บริษัทระบุว่าจะไม่ถอนการลงทุนจากประเทศไทย และยังเดินหน้าธุรกิจและการลงทุนต่อเนื่อง โดยหนึ่งในโครงการสำคัญคือการลงทุน 30,000 ล้านบาท สร้างโรงงานผลิตเนสกาแฟแห่งใหม่ในจังหวัดสมุทรปราการ พร้อมศูนย์กระจายสินค้า เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตในประเทศและรองรับการส่งออก
ก่อนหน้านี้เนสท์เล่ระบุว่า ระหว่างปี 2561-2567 บริษัทลงทุนในประเทศไทยแล้วกว่า 22,800 ล้านบาท และยังมีแผนลงทุนเพิ่มเติมในธุรกิจต่างๆ ในไทย
คดีเดินหน้า แต่ธุรกิจเดินต่อ
สถานการณ์ของเนสท์เล่ในไทยจึงแบ่งออกเป็น 2 เส้นทางชัดเจน ด้านหนึ่งคือข้อพิพาทกับฝ่ายมหากิจศิริที่ยังมีคดีในประเทศไทยอยู่ระหว่างการพิจารณา ขณะที่อีกด้านบริษัทเดินหน้าธุรกิจเนสกาแฟและลงทุนสร้างฐานการผลิตแห่งใหม่
เนสท์เล่ยืนยันว่าการดำเนินการของบริษัทเป็นไปตามสัญญา กฎหมาย และหลักธรรมาภิบาล พร้อมให้ความร่วมมือกับศาล ตำรวจ และหน่วยงานภาครัฐตามกระบวนการ ขณะที่ข้อกล่าวหาและข้อพิพาทในส่วนที่ยังอยู่ในชั้นศาลจะต้องรอผลการพิจารณาตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป
กองบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
# 优质咖啡产品
# 商标权
# 巴育·玛哈吉希里
# Chalermchai Mahakitthasiri
对于正在规划职业生涯的年轻人来说:应该先买房还是先买车?避免毁掉你的人生 | 理财问题 第73期
雀巢公司就与玛哈吉提拉家族就雀巢咖啡和QCP业务的纠纷发布了相关信息并阐明了其立场。该公司确认,终止合资协议符合相关条款和法律,此前国际仲裁机构做出了有利于雀巢的裁决,新加坡高等法院也驳回了玛哈吉提拉家族的上诉。尽管在泰国仍有若干问题正在接受司法审查,但雀巢将继续在泰国开展业务和投资。
市场动态:维猜育医院与 Baby&Mom 合作,推广优质孕期服务。
雀巢公司确认,在与马哈基特希里家族就其旗下雀巢咖啡和优质咖啡产品有限公司(QCP)业务的法律纠纷已在多个国家展开,公司将继续遵守其合资协议和法律程序。该公司表示,国际仲裁小组于2024年12月20日裁定,终止相关合同符合双方协议。与此同时,新加坡高等法院驳回了马哈基特希里家族对该裁决的上诉,雀巢称该裁决已于2026年3月4日最终确定。
然而,泰国的许多纠纷在司法程序中仍未得到解决,一些关键问题仍未得到解决。
记者报道称,雀巢(泰国)有限公司在此前主要通过电子邮件沟通后,已正式发布信息并澄清了其与马哈基特希里家族的纠纷立场。此次,雀巢提供了有关终止与QCP业务关系的详细信息,包括国际仲裁结果、新加坡的法律程序以及在泰国正在进行的诉讼。
这一切始于QCP的50:50合资企业。
这场纠纷源于雀巢与玛哈吉提拉家族在泰国成立的合资企业,该合资企业旨在生产雀巢咖啡。自1990年起,双方各自持有QCP公司50%的股份,并签署了一项协议,该协议概述了合资企业的期限。雀巢公司表示,其职责包括雀巢咖啡产品的管理、生产、分销和营销。
雀巢公司还表示,雀巢咖啡生产中使用的技术和知识产权属于该公司所有,而双方未能就继续开展业务的条款达成一致,因此有争议的合资协议将于 2024 年 12 月 31 日到期。
在合同到期前,雀巢公司表示曾与巴育·马哈吉拉蓬先生协商达成新协议,但未能找到双方都能接受的解决方案。因此,雀巢公司将合同终止问题提交国际仲裁。
仲裁小组裁定,根据协议终止合同。
2024年12月20日,国际仲裁庭就雀巢公司与巴育先生之间的争议作出裁决。裁决在有关终止合同的关键问题上对雀巢公司有利,并责令巴育先生承担部分仲裁费用。
Mahakit Sirindhorn 向新加坡高等法院提起诉讼,挑战该裁决。而雀巢公司则表示,新加坡高等法院于 2026 年 3 月 4 日作出的判决驳回了该诉讼,维持了原判,导致 QCP 协议按计划终止。
新加坡高等法院已公布巴育·马哈吉西里诉雀巢公司一案的裁决,详细阐述了巴育推翻仲裁裁决的请愿书,但该请愿书已被法院驳回。
雀巢进一步表示,QCP股东已承认该裁决,并按命令支付了相关费用。
合同到期后,QCP 无法再按照原协议生产雀巢咖啡,而雀巢则继续在泰国经营其雀巢咖啡业务。
泰国案件仍在继续:玛哈吉吉拉隆功起诉索赔1000亿泰铢。
尽管合同终止纠纷已在新加坡经过仲裁和诉讼程序解决,但泰国的案件仍在进行中。这包括民事诉讼、与QCP业务运营相关的纠纷以及权利和费用问题。
其中一起关键案件是 Mahakit Sirindhorn 对雀巢及其子公司提起的诉讼,该诉讼要求赔偿约 1000 亿泰铢,理由是 QCP 的业务运营和遵守合资协议方面存在问题。
该案已移交至中央知识产权和国际贸易法院,判决日期定于2026年12月21日。因此,诉讼中提出的指控和损害赔偿仍在泰国法院的审理中,尚未作出最终判决。
关于商标权,中央知识产权和国际贸易法院此前已发布命令,确认雀巢公司在泰国拥有“Nescafé”和“เนสกาแฟ”商标权,允许该公司在泰国恢复其Nescafé业务。
已就QCP财务信息丑闻提起投诉。
或者,马哈基特·西里向警方提出申诉,指控 QCP 的财务记录做法存在违规行为,包括公司支出和运营方面的问题。
雀巢公司表示,自 2025 年以来,公司及其员工一直在持续向有关部门提供信息,并准备继续与相关机构合作。
公司澄清,QCP的财务报表已由代表双方的股东和董事会批准并签字。同时,营销费用和分销费用均按照股东协议和会计准则计算,并经独立审计师审计。
然而,这些指控仍在调查中,尚未有任何判决或裁定认定任何公司或个人有罪。因此,在相关部门作出决定之前,这些指控应被视为原告的单方面指控。
雀巢公司请求法院取消 QCP 计划——进入清算程序。
另一方面,由于两大股东集团未能就联合商业战略达成一致,雀巢已向曼谷南部民事法院提交申请,要求解散QCP。
雀巢公司表示,清算程序将允许按照法律程序管理QCP的资产和负债,并使每位股东的权利得以行使。
然而,由于该事项仍在法院审理中,因此现在断定 QCP 的资产已在各方之间分割还为时尚早。
雀巢公司因停业8天提起诉讼,索赔近6亿泰铢。
与此同时,雀巢公司提起诉讼,向巴育先生和查勒姆猜·马哈基塔先生索赔约 6 亿泰铢,指控被告的行为和临时禁令导致雀巢咖啡在泰国的销售中断了八天。
此案目前仍在司法审查中,所列金额是雀巢公司索赔的金额,而不是法院判决的赔偿金额。
此前,法院曾发布禁令保护商标权,之后中央知识产权和国际贸易法院发布命令,确认雀巢公司在泰国拥有使用“Nescafé”和“เนสกาแฟ”商标的权利。
由于担心投资者信心,雀巢继续在泰国投资。
雀巢认为,诉讼涉及方方面面,给其业务运营带来不确定性,并可能影响外国投资者的信心。该公司呼吁建立一个公平、彻底且明确的争议解决程序。
然而,该公司表示不会撤回在泰国的投资,并将继续开展业务和投资。其重点项目之一是投资300亿泰铢在北榄府新建一座雀巢咖啡生产厂及配送中心,旨在提升国内产能并支持出口。
此前,雀巢曾表示,2018 年至 2024 年间,该公司已在泰国投资超过 228 亿泰铢,并计划在泰国各行各业进行进一步投资。
案件正在推进,但业务仍在继续。
因此,雀巢在泰国的处境可谓泾渭分明,分为两条截然不同的道路。一方面,该公司与玛哈吉塔西里家族存在纠纷,目前在泰国的法律诉讼仍在进行中。另一方面,该公司正积极推进其雀巢咖啡业务,并投资建设新的生产设施。
雀巢公司重申,其所有行为均符合合同、法律和良好公司治理原则,并将配合法院、警方和政府机构的调查程序。同时,目前仍在法院审理的指控和争议将等待司法程序的最终结果。
《泰叻报》编辑部。