← 返回新闻首页
泰国主流

สธค. ลุยปลูกป่าพิมาย เพิ่มพื้นที่สีเขียว 300 ต้น หนุนเศรษฐกิจชุมชนยั่งยืน

สธค. ร่วมกับ กระทรวง พม. และภาคีเครือข่าย จัดกิจกรรมปลูกป่าเพิ่มพื้นที่สีเขียว 300 ต้น ณ นิคมสร้างตนเองพิมาย อ.พิมาย จ.นครราชสีมา มุ่งฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม หนุนเศรษฐกิจชุมชน

ThairathThairath查看原文 ↗
สธค. ลุยปลูกป่าพิมาย เพิ่มพื้นที่สีเขียว 300 ต้น หนุนเศรษฐกิจชุมชนยั่งยืน
สธค. ลุยปลูกป่าพิมาย เพิ่มพื้นที่สีเขียว 300 ต้น หนุนเศรษฐกิจชุมชนยั่งยืน

สธค. ร่วมกับ กระทรวง พม. และภาคีเครือข่าย จัดกิจกรรมปลูกป่าเพิ่มพื้นที่สีเขียว 300 ต้น ณ นิคมสร้างตนเองพิมาย อ.พิมาย จ.นครราชสีมา มุ่งฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม หนุนเศรษฐกิจชุมชน พร้อมเดินหน้าเปิดสถานธนานุเคราะห์ 52 ช่วยเหลือประชาชน

สธค.ดำเนินภารกิจควบคู่ไปกับการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยได้ให้ความสำคัญในการดูแลและคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม ทั้งในภาคเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals: SDGs) สอดคล้องตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566-2570) สามารถพัฒนาชุมชนภายใต้กรอบการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่เป็นหลักการและแนวทางการดำรงอยู่ให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร มีสติ ปัญญา และความรอบคอบ เพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวางทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ส่งผลให้สมาชิกในชุมชนมีประโยชน์สุขอย่างยั่งยืน

ด้วยปัจจุบันทรัพยากรป่าไม้ถูกใช้ประโยชน์มาอย่างยาวนานและรุนแรง ทำให้เกิดภาวะเสื่อมโทรม ทั้งจากการบุกรุก แผ้วถาง เพื่อทำเกษตร การเผาป่า เพื่อเก็บหาของป่าและล่าสัตว์ป่า ใช้ที่ดิน ไม่เหมาะสมตามสมรรถนะของที่ดินป่าไม้ ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารและแหล่งทรัพยากรต่าง ๆ เมื่อเสื่อมสภาพทำให้เกิดภาวะฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล เกิดน้ำแล้งในฤดูร้อน น้ำหลาก น้ำท่วมในฤดูฝน ภาวะอุณหภูมิโลกสูงขึ้น “จำเป็นต้องมีการปลูกทดแทน ฟื้นฟูให้สภาพป่าไม้กลับสู่สภาพสมบูรณ์” เพื่อเป็นแหล่งพื้นที่ป่า ใช้ประโยชน์เป็นแหล่งอาหาร และสามารถเพิ่มช่องทางการหารายได้ให้แก่ชุมชน รวมถึงการพัฒนางานด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟู ทรัพยากรป่าไม้ สนับสนุนให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน รวมพลัง ร่วมใจปลูกต้นไม้ และปลูกป่า ช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียว ฟื้นฟูพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมให้มีความอุดมสมบูรณ์ ช่วยป้องกัน และลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ลดฝุ่น และหมอกควัน อีกทั้งลดภาวะโลกร้อน

วันศุกร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2569 – สำนักงานธนานุเคราะห์ หรือ สธค. จัดกิจกรรม ปลูกต้นไม้อนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติ ณ พื้นที่นิคมสร้างตนเองพิมาย อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา โดยมี นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธาน โดยมีคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่สังกัดส่วนราชการระดับกรม รัฐวิสาหกิจ และองค์การมหาชน กระทรวง พม. คณะผู้บริหาร ข้าราชการ ในจังหวัดนครปฐม รวมทั้ง พันธมิตร ภาคีเครือข่าย และสมาชิกชุมชน เข้าร่วมกิจกรรม รวมจำนวน 300 คน ปลูกต้นไม้ รวมจำนวน 300 ต้น

นางสาวแรมรุ้ง สุบรรณเสนีย์ อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กล่าวว่า ได้กำหนดจัดกิจกรรมปลูกต้นไม้อนุรักษ์ธรรมชาติ ภายใต้โครงการ “โครงการสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจชุมชนปลูกป่าอนุรักษ์พื้นที่สีเขียวร่วมกับพันธมิตร” มีวัตถุประสงค์ เพื่อสนับสนุนชุมชนดำเนินกิจกรรมเชิงอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เพิ่มพื้นที่สีเขียว ใช้ประโยชน์ จากไม้ที่ปลูกสร้างรายได้ให้ชุมชน และเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และชุมชน ในการฟื้นฟู สิ่งแวดล้อมและสร้างจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติ ตลอดจนสร้างพลัง บูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในสังกัดกระทรวง พม. พันธมิตร ภาคีเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้แก่ประชาชน รวมทั้งเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ของสำนักงานธนานุเคราะห์ในการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับชุมชนจังหวัดนครราชสีมา

อีกทั้ง มีการเปิดให้บริการรับจำนำของสถานธนานุเคราะห์ 52 ซึ่งตั้งอยู่บริเวณ ถนนประจักษ์ ตำบล ในเมือง อำเภอ เมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ให้บริการแก่ประชาชนแล้ว เพื่อให้ความช่วยเหลือทางการเงินฉุกเฉิน บรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าแก่ประชาชนทั่วไป

นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินงาน ตามที่มอบนโยบาย การบริหารงานแก่ผู้บริหารและบุคลากรกระทรวง พม. โดยเน้นย้ำการปรับบทบาทการทำงานครั้งสำคัญ เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์สังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัย ความเปราะบางทางเศรษฐกิจ และความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงโอกาสของประชาชน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม. กล่าวว่า การทำงานของกระทรวงในระยะต่อไป จะไม่ใช่เพียงการช่วยเหลือแบบเดิม แต่ต้องเปลี่ยนสู่การเป็น “ผู้สร้างโอกาส” ให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน พร้อมทั้งเน้นการทำงานเชิงระบบ เชื่อมโยงข้อมูล และป้องกันปัญหาที่ต้นทางมากกว่าการแก้ไขปลายเหตุ

ทั้งนี้ ได้กำหนดเป้าหมายสำคัญในการ “สร้างสังคมอยู่ดี มีโอกาส เพื่อคนไทยทุกคน” โดยมุ่งให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงสิทธิ บริการ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างเท่าเทียม ภายใต้หลักการ Universal Design ที่ออกแบบระบบรัฐให้รองรับคนทุกกลุ่มโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

สำหรับแนวทางขับเคลื่อนงาน ได้กำหนดนโยบายหลัก 8 ด้าน ได้แก่

- การใช้เทคโนโลยีและฐานข้อมูล เพื่อให้ประชาชนได้รับสิทธิอย่างครบถ้วนในระบบเดียว

- การพัฒนาเด็กและเยาวชน โดยยกระดับศูนย์เด็กเล็กและผลักดันเบี้ยเด็กเล็กถ้วนหน้า

- การเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัว พร้อมทีมช่วยเหลือเร่งด่วนและพัฒนาสายด่วน 1300

- การสร้างชุมชนเข้มแข็ง ส่งเสริมความหลากหลายและการพึ่งพาตนเอง

- การพัฒนาที่อยู่อาศัย ผ่านโครงการบ้านเพื่อคนไทยและการออกแบบเพื่อทุกคน

- การสร้างอาชีพ รองรับสังคมสูงวัยและส่งเสริมการจ้างงานกลุ่มเปราะบาง

- การแก้ไขปัญหาหนี้สิน ด้วยการเสริมวินัยทางการเงินและเข้าถึงแหล่งทุน

- การพัฒนาระบบราชการให้เป็นมิตร ทันสมัย และเข้าถึงง่าย

ยังเน้นย้ำว่า บุคลากรกระทรวง พม. คือ ‘กำแพงพิงหลัง’ ของประชาชนกลุ่มเปราะบาง พร้อมให้คำมั่นว่าจะสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ทุกระดับ ทั้งในด้านนโยบาย ระบบ และกฎหมาย เพื่อให้สามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“สังคมที่ดีไม่ได้เกิดจากนโยบายบนกระดาษ แต่เกิดจากคนที่เชื่อว่าตนเองสามารถเปลี่ยนชีวิตผู้อื่นได้ และผมเชื่อว่าพลังนั้นอยู่ในทุกคนของกระทรวง พม.” รัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม. กล่าว

ทั้งนี้ สำนักงานธนานุเคราะห์มุ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ภารกิจการดำเนินงาน จัดกิจกรรมปลูกต้นไม้ อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ภายใต้ “โครงการสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจชุมชนปลูกป่า อนุรักษ์พื้นที่สีเขียวร่วมกับพันธมิตร” เพื่อสร้างจิตสำนึกในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม เพิ่มพื้นที่สีเขียว และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยกิจกรรมครั้งนี้นอกจากจะช่วยลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแล้ว ยังเป็นสัญลักษณ์ของความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคชุมชน และภาคีเครือข่าย ในการร่วมกันสร้างคุณค่าทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่ออนาคต ของประเทศได้อย่างยั่งยืน ต่อไป

手机左右滑动,电脑按 ← → 键,也能切换新闻