ส่อง 4 นวัตกรรมต่างประเทศสู้ "น้ำท่วม" เทียบโจทย์ กทม. หลังฝนถล่ม将四项国际抗洪创新与曼谷在暴雨后面临的挑战进行了比较。
ฝนตกหนักต่อเนื่อง 25–27 ก.ย. ทำหลายพื้นที่กรุงเทพฯ เผชิญน้ำท่วมขัง ขณะที่หน่วยงานรัฐย้ำต้องบริหารทั้งน้ำฝน น้ำเหนือ และน้ำทะเลหนุน ทำความรู้จัก 4 นวัตกรรมต่างประเทศ พร้อมชวนคิดแนวคิดใดเหมาะนำมาปรับใช้กับ กทม.

วันนี้ (27 ก.ย.2569) ช่วงวันที่ 25–27 ก.ย.2569 หลายพื้นที่ของประเทศไทย รวมถึงกรุงเทพมหานคร ต้องเผชิญกับฝนตกต่อเนื่องและฝนตกหนัก โดย กรมอุตุนิยมวิทยา ระบุว่า กรุงเทพมหานครและปริมณฑลยังมีโอกาสเกิดฝนฟ้าคะนองเป็นบริเวณกว้าง และมีฝนตกหนักบางแห่ง พร้อมเตือนให้ประชาชนระวังน้ำท่วมฉับพลันและน้ำท่วมขังจากฝนที่ตกหนักและมีฝนสะสม
สำหรับ กรุงเทพมหานคร การบริหารจัดการน้ำไม่ได้เกี่ยวข้องกับปริมาณฝนเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องติดตามสถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา น้ำจากพื้นที่ตอนบน และระดับน้ำทะเลหนุน เนื่องจากกรุงเทพฯ ตั้งอยู่บริเวณพื้นที่ตอนปลายของลุ่มน้ำเจ้าพระยาและมีพื้นที่เชื่อมโยงกับอ่าวไทย
โดย รัฐบาล ระบุว่า การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลในสถานการณ์ภัยพิบัติครั้งนี้ ต้องพิจารณา 3 ปัจจัย ได้แก่ น้ำฝน น้ำเหนือ และน้ำทะเลหนุน โดยสถานการณ์แต่ละช่วงเวลาสามารถเปลี่ยนแปลงได้ จึงต้องติดตามข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง
และเมื่อพูดถึงน้ำท่วมกรุงเทพฯ หลายคนอาจนึกถึงมหาอุทกภัยปี 2554 ซึ่งมีลักษณะและขนาดของสถานการณ์แตกต่างจากเหตุการณ์น้ำท่วมขังที่เกิดจากฝนในเมืองในบางช่วงเวลา
เปิด 4 นวัตกรรมต่างประเทศสู้ "น้ำท่วม" เทียบโจทย์ กทม. หลังฝนถล่ม
ข้อมูลของ รัฐสภา ระบุว่า ปี 2554 ประเทศไทยได้รับอิทธิพลจากพายุหลายลูก และมีฝนตกในพื้นที่ภาคเหนือเป็นวงกว้าง ส่งผลให้เกิดมวลน้ำจำนวนมากไหลลงมายังพื้นที่ภาคกลาง ขณะที่ปัจจัยด้านฝนและน้ำจากพื้นที่ตอนบนเกิดขึ้นร่วมกัน
ส่วนสถานการณ์ในช่วงวันที่ 25–27 ก.ย.2569 หน่วยงานอุตุนิยมวิทยารายงานสถานการณ์ฝนตกหนักและฝนสะสมในกรุงเทพฯ และพื้นที่ภาคกลาง ขณะที่หน่วยงานด้านน้ำยังติดตามทั้งน้ำเหนือและน้ำทะเลหนุนควบคู่กัน
แล้วหากลองมองขยายให้กว้างขึ้นไปยังประเทศต่าง ๆ ดูบ้าง จะพบว่าเมืองที่เผชิญความเสี่ยงจากน้ำท่วมนั้นมีเยอะแยะมากมาย และหลาย ๆ ที่ก็พัฒนาระบบป้องกันให้สอดคล้องกับ "ลักษณะของน้ำ" ที่แต่ละพื้นที่ต้องรับมือแตกต่างกัน บางเมืองเน้นป้องกันน้ำทะเลหนุน ขณะที่บางแห่งให้ความสำคัญกับการกักเก็บและระบายน้ำฝนในเขตเมือง
รู้จัก 4 นวัตกรรมป้องกันน้ำท่วมจากต่างประเทศ
1. อังกฤษ — Thames Barrier
"Thames Barrier หรือ ผนังกั้นแม่น้ำเทมส์" เป็นระบบป้องกันน้ำท่วมของกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ตั้งอยู่บนแม่น้ำเทมส์ และอยู่ภายใต้การดูแลของสำนักงานสิ่งแวดล้อม หน่วยงานของรัฐบาลอังกฤษ
ระบบประกอบด้วยประตูขนาดใหญ่หลายบานที่สามารถหมุนขึ้นเพื่อเปิดทางให้เรือสัญจร และหมุนปิดเพื่อกั้นน้ำเมื่อมีความเสี่ยงจากระดับน้ำที่สูงขึ้น โดยระบบถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันพื้นที่กรุงลอนดอนจากน้ำทะเลหนุนและคลื่นพายุ
ข้อมูลจาก รัฐบาลอังกฤษ ระบุว่า การตัดสินใจใช้งานผนังกั้มแม่น้ำเทมส์พิจารณาจากข้อมูลหลายด้าน เช่น ระดับน้ำในแม่น้ำเทมส์ การคาดการณ์ระดับน้ำทะเล และสถานการณ์น้ำที่กำลังเคลื่อนเข้าสู่พื้นที่ โดยมีระบบพยากรณ์และแบบจำลองช่วยประกอบการตัดสินใจ
พูดง่าย ๆ คือ เมื่อมีความเสี่ยงที่น้ำจากทะเลจะดันเข้าสู่แม่น้ำและกระทบพื้นที่เมือง ประตูกั้นน้ำสามารถปิดเพื่อช่วยป้องกันน้ำในช่วงเวลาดังกล่าว
2. เนเธอร์แลนด์ — Maeslantkering
เนเธอร์แลนด์เป็นประเทศที่มีพื้นที่จำนวนมากอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำ จึงมีการพัฒนาระบบป้องกันน้ำมาอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในโครงสร้างสำคัญคือ Maeslantkering หรือ แผงกั้นน้ำแห่งเมสลันท์
ข้อมูลจาก Rijkswaterstaat หน่วยงานด้านโครงสร้างพื้นฐานและการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ ระบุว่า แผงกั้นน้ำแห่งเมสลันท์ ตั้งอยู่บริเวณทางน้ำ Nieuwe Waterweg เป็นหนึ่งในสิ่งก่อสร้างอันชาญฉลาดของโครงการ "Delta Works" เพื่อป้องกันน้ำท่วมเมืองรอตเทอร์ดัมทำหน้าที่ป้องกันน้ำทะเลและคลื่นพายุไม่ให้เข้าสู่พื้นที่ด้านใน
ระบบมีประตูขนาดใหญ่ 2 บาน โดยแต่ละบานมีความกว้างประมาณ 210 เมตร และสูงประมาณ 22 เมตร เมื่อเปิด ประตูจะอยู่บริเวณด้านข้างของทางน้ำ แต่เมื่อมีความเสี่ยงจากระดับน้ำทะเลสูง ประตูทั้งสองสามารถเคลื่อนตัวมาปิดทางน้ำได้
ระบบดังกล่าวจึงเป็นตัวอย่างของการใช้โครงสร้างขนาดใหญ่เพื่อป้องกันพื้นที่เมืองจากน้ำทะเลและคลื่นพายุ
3. ญี่ปุ่น — อุโมงค์ระบายน้ำใต้ดินขนาดใหญ่
ญี่ปุ่นมีอีกหนึ่งแนวทางที่แตกต่างออกไป นั่นคือการสร้างโครงสร้างขนาดใหญ่ไว้ ใต้พื้นดิน เพื่อรองรับน้ำจากฝนตกหนัก ตัวอย่างสำคัญคือ Metropolitan Area Outer Underground Discharge Channel หรือ อุโมงค์ระบายน้ำรอบนอกมหานครโตเกียว ใน จ.ไซตามะ ซึ่งอยู่ใกล้กรุงโตเกียว
ข้อมูลจากกระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง และการท่องเที่ยวของญี่ปุ่น หรือ MLIT ระบุว่า ระบบนี้เป็นอุโมงค์ระบายน้ำใต้ดินที่สร้างอยู่ลึกลงไปประมาณ 50 เมตร ทำหน้าที่รับน้ำจากแม่น้ำและคลองหลายสาย ก่อนส่งน้ำเข้าสู่แม่น้ำเอโดะ ระบบมีอาคารรับน้ำ ถังพักน้ำ อุโมงค์ใต้ดิน และสถานีสูบน้ำขนาดใหญ่ ทำให้สามารถรวบรวมน้ำจากพื้นที่หลายจุดและระบายออกไปยังแม่น้ำสายหลักได้
ระบบดังกล่าวประกอบด้วยจุดรับน้ำ บ่อปรับแรงดัน อุโมงค์ และระบบระบายน้ำ ทำหน้าที่เสมือน “ทางด่วนของน้ำ” เมื่อแม่น้ำหรือคลองขนาดเล็กไม่สามารถรับน้ำได้ทัน
4. สิงคโปร์ — จัดการน้ำตั้งแต่ต้นทาง
สิงคโปร์มีแนวทางที่แตกต่างจากการสร้างโครงสร้างขนาดใหญ่ และจากการค้นคว้าข้อมูลพบว่า วิธีนี้อาจใกล้เคียงกับกรุงเทพมหานครมากที่สุด เนื่องด้วยขนาดของพื้นที่ ลักษณะของผังเมือง หน่วยงานน้ำแห่งชาติสิงคโปร์ หรือ PUB ใช้แนวคิดการบริหารจัดการน้ำฝนแบบ Source-Pathway-Receptor หรือการจัดการน้ำตั้งแต่ต้นทาง เส้นทางน้ำ และพื้นที่ปลายทาง หลักการคือแบ่งการจัดการน้ำออกเป็น 3 ส่วน
Source หรือ แหล่งกำเนิด คือการจัดการน้ำตั้งแต่จุดที่ฝนตก เช่น การกักเก็บน้ำและหน่วงน้ำในพื้นที่ต้นทาง
Pathway หรือ เส้นทาง คือการดูแลคลอง ท่อระบายน้ำ และเส้นทางที่น้ำไหลผ่าน เพื่อให้สามารถลำเลียงน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Receptor หรือ พื้นที่รับน้ำ คือการป้องกันพื้นที่สำคัญไม่ให้น้ำเข้าไปสร้างความเสียหาย เช่น การยกระดับพื้นที่หรือใช้แนวกั้นน้ำ
PUB ระบุว่าสิงคโปร์มีเครือข่ายระบบระบายน้ำทั้งท่อ คลอง และแม่น้ำรวมประมาณ 8,000 กิโลเมตร และมีการพัฒนามาตรการจัดการน้ำฝนตั้งแต่ต้นทางเพื่อเพิ่มความสามารถในการรับมือกับฝนตกหนัก
เมื่อเปรียบเทียบทั้ง 4 ประเทศ จะเห็นว่านวัตกรรมป้องกันน้ำท่วมไม่ได้มีเพียงเครื่องสูบน้ำหรือกำแพงกั้นน้ำ แต่แบ่งได้เป็นหลายชั้น
ชั้นรับน้ำตั้งแต่ต้นทาง แบบสิงคโปร์ ลดปริมาณน้ำที่ไหลเข้าสู่ระบบพร้อมกัน
ชั้นเพิ่มทางผ่านของน้ำ แบบญี่ปุ่น ใช้อุโมงค์หรือระบบระบายน้ำขนาดใหญ่เพื่อรองรับน้ำก้อนมหาศาลในช่วงฝนตกหนัก
ชั้นป้องกันพื้นที่ปลายทาง ด้วยแนวกั้นและมาตรฐานอาคาร เพื่อไม่ให้น้ำเข้าพื้นที่สำคัญ
ชั้นรับมือระดับแม่น้ำและทะเล แบบอังกฤษและเนเธอร์แลนด์ ใช้ระบบกั้นน้ำที่ทำงานตามการพยากรณ์และระดับน้ำจริง
สำหรับกรุงเทพฯ แนวทางที่น่าศึกษาจึงอาจไม่ใช่การเลือก "นวัตกรรมใดนวัตกรรมหนึ่ง" มาแก้ปัญหาน้ำท่วม แต่อาจนำหลายแนวคิดมาประกอบกัน เพราะกรุงเทพฯ ต้องรับมือทั้ง ฝนที่ตกลงมาโดยตรง น้ำจากพื้นที่ตอนบน และระดับน้ำทะเลที่ส่งผลต่อการระบายน้ำลงเจ้าพระยา ซึ่ง กทม.เองก็ยอมรับว่าว่าปัจจัยเหล่านี้ต้องบริหารร่วมกัน
สถานการณ์ครั้งนี้ จึงอาจเป็นโจทย์สำคัญในการพัฒนาระบบระบายน้ำของกรุงเทพฯ ในระยะยาว เพราะสิ่งที่เห็นชัดคือ เมื่อฝนตกหนักต่อเนื่อง น้ำไม่จำเป็นต้องมาจาก "มวลน้ำเหนือมหาศาล" แบบปี 2554 เท่านั้น เมืองก็สามารถเผชิญน้ำท่วมขังได้จากปริมาณฝนที่ตกในพื้นที่เองได้
ขณะเดียวกัน การที่กรุงเทพฯ อยู่ปลายน้ำทำให้การระบายน้ำออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยายังเชื่อมโยงกับระดับน้ำในแม่น้ำ คลอง และน้ำทะเลหนุน จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมระบบของกรุงเทพฯ ในอนาคตอาจต้องพัฒนาไปสู่การ "รู้ล่วงหน้า-หน่วงน้ำ-ระบายเร็ว-กั้นน้ำหนุน" ทำงานร่วมกัน มากกว่าการพึ่งเครื่องสูบน้ำหรือเพิ่มขนาดท่อเพียงอย่างเดียว
คปภ.แนะผู้ประสบภัยน้ำท่วมถ่ายภาพหลักฐานทุกจุดไว้รอเคลมประกัน
เตือน 16 จังหวัด เฝ้าระวังดินถล่ม-น้ำป่าไหลหลาก 27-29 ก.ย.นี้
ครม.อนุมัติวันหยุดราชการกรณีพิเศษ 28-29 ก.ย.นี้ พื้นที่ 4 จังหวัด
ขยายเวลาฟรีทางด่วน 8 สายทาง-มอเตอร์เวย์ M7 M9-โทลล์เวย์ ถึง 29 ก.ย.
นวัตกรรมป้องกันน้ำท่วม
2026年9月27日(今日),从2026年9月25日至27日,包括曼谷在内的泰国多个地区将出现持续强降雨。气象部门指出,曼谷及其周边地区仍有可能出现大范围雷暴和强降雨。气象部门提醒公众注意因强降雨和积水引发的突发洪水和地表积水风险。
对于曼谷而言,水资源管理不仅要关注降雨,还需要监测湄南河的水情、上游地区的水流以及潮汐涌浪,因为曼谷位于湄南河流域的下游,与泰国湾相连。
政府指出,此次灾害期间曼谷及周边地区的水资源管理需要考虑三个因素:降雨量、上游径流和潮汐涌浪。由于情况可能随时间变化,因此必须持续监测相关机构提供的信息。
提到曼谷的洪水,很多人可能会想到 2011 年的大洪水,这场洪水在特征和规模上与偶尔发生的局部降雨洪水有所不同。
本文介绍了四项国际抗洪创新举措,并将它们的效果与曼谷在暴雨后面临的洪灾情况进行了比较。
根据议会数据,2011年泰国遭受多次风暴袭击,导致北部地区普降大雨。这造成大量水流涌入中部地区,水量是降雨和上游地区径流共同作用的结果。
2026年9月25日至27日期间,气象部门报告曼谷及中部地区出现强降雨和积雨。同时,水利管理机构也在密切监测上游水位和潮汐情况。
从更广阔的视角审视不同国家,我们发现许多城市面临洪水风险,许多城市都已开发出针对各自特定“水文特征”的防洪系统。一些城市侧重于应对海平面上升,而另一些城市则优先考虑在城区内储存和排放雨水。
了解来自国外的4项创新防洪技术。
1. 英格兰——泰晤士河防洪闸
泰晤士河防洪闸是英国伦敦的防洪系统。它位于泰晤士河上,由英国政府机构环境署管理。
该系统由数扇大型闸门组成,闸门可以向上旋转以允许船只通行,并在水位上涨风险出现时旋转关闭以阻挡海水。该系统旨在保护伦敦地区免受风暴潮和巨浪的侵袭。
英国政府的数据显示,部署泰晤士河堤坝的决定是基于多种因素,包括泰晤士河水位、海平面预测以及流入该地区的水流情况,预测系统和模型在决策过程中发挥了辅助作用。
简而言之,当海水涌入河流并影响城市地区的风险出现时,可以关闭防洪闸以防止海水涌入。
2. 荷兰 — Maeslantkering
荷兰地处低洼地带,因此不断发展防洪系统。其中一项重要的工程就是梅斯兰特防洪堤(Maeslantkering)。
据荷兰政府水利基础设施和管理机构 Rijkswaterstaat 称,位于 Nieuwe Waterweg 的 Messland 防洪屏障是“三角洲工程”项目中的巧妙结构之一,该项目旨在保护鹿特丹免受洪水侵袭,并防止海水和风暴潮进入内陆。
该系统有两个大型闸门,每个闸门宽约210米,高约22米。闸门打开时位于水道两侧,但当海平面升高有风险时,两个闸门都可以移动以关闭水道。
因此,该系统体现了利用大型结构保护城市地区免受海水和风暴潮侵袭的实例。
3. 日本——大型地下排水隧道。
日本采取了不同的方法:建造大型地下设施来应对强降雨。埼玉县(靠近东京)的首都圈外地下排水渠就是一个典型的例子。
据日本国土交通省介绍,该系统是一个地下排水隧道系统,建于地下约50米处。它汇集多条河流和运河的水流,最终排入江户川。该系统包括取水建筑物、蓄水池、地下隧道和大型泵站,能够从多个区域收集水源并将其排入江户川干流。
该系统由取水点、泄压井、隧道和排水系统组成,当较小的河流或运河无法处理水量时,它就如同“水高速公路”一样发挥作用。
4. 新加坡——从源头管理水资源。
新加坡在大型基础设施建设方面采取了不同的方法,研究表明,鉴于其面积和城市规划,这种方法可能与曼谷最为接近。新加坡国家水务局(PUB)采用“源-路径-受体”模型进行雨水管理,从源头开始,经由路径,最终到达下游区域。该模型将水资源管理分为三个部分。
水源是指从降雨发生点开始的水资源管理,例如在上游地区蓄水和保水。
路径维护是指对运河、排水管道以及水流路径的维护,以确保高效的水力运输。
受体或水接收区是一种保护措施,可以防止关键区域受到水的损害,例如通过提高该区域的海拔或使用防水屏障。
新加坡公用事业局表示,新加坡拥有约 8000 公里的排水网络,包括管道、运河和河流,并已在源头制定了雨水管理措施,以提高其应对强降雨的能力。
对比这四个国家,很明显,防洪创新不仅限于水泵或防洪屏障,而是可以分为多个层面。
新加坡式上游取水系统减少了同时流入系统的水量。
日式排水系统利用隧道或大型排水系统来处理暴雨期间的大量水量。
在终点处设置保护层,利用屏障和建筑标准,防止水进入关键区域。
像英国和荷兰那样的河流和海洋防洪系统,利用根据预测和实际水位运行的屏障。
因此,对曼谷而言,值得研究的方法或许并非选择“单一创新”来解决洪涝问题,而是将多种方案相结合。这是因为曼谷必须应对直接降雨、上游水源以及影响湄南河排水的海平面波动。曼谷市政府也承认,必须对这些因素进行统筹管理。
因此,这种情况对曼谷排水系统的长期发展构成了重大挑战。显然,当暴雨持续不断时,雨水不一定像2011年那样完全来自“上游的大量水体”;城市本身也可能因降雨而发生内涝。
与此同时,曼谷地处湄南河下游,这意味着排入湄南河的水量仍然与河流和运河的水位以及潮汐涨落密切相关。因此,曼谷未来的排水系统可能需要朝着“预防-延时-快速排水-潮汐防涌”协同运作的方向发展,而不是仅仅依赖水泵或增大管道尺寸。
保险委员会办公室 (OIC) 建议洪水灾民拍摄所有受灾地点的照片,作为索赔的证据。
9月27日至29日,16个省份被警告要警惕山体滑坡和突发洪水。
内阁已批准9月28日至29日四个省份放特别公共假日。
包括 M7 和 M9 高速公路以及收费公路在内的 8 条高速公路的免费通行期已延长至 9 月 29 日。
防洪创新