“พีระพันธุ์” ชี้ การกลับคำของพยานคดีฮั้ว สว. คนเดียว ไม่ควรถูกนำมาเปลี่ยนทิศทางคดี“Peerapan”指出,参议院勾结案中一名证人撤回证词不应被用来改变案件的走向。
“พีระพันธุ์” ชี้คดีฮั้ว สว. ต้องดำเนินการทั้งขบวนการ ย้ำกกต. มีหน้าที่รวบรวมหลักฐาน ส่งศาลตัดสิน ระบุการกลับคำให้การพยานเพียงคนเดียว ไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นเหตุหลักในการยุติหรือเปลี่ยนทิศทางคดี

“พีระพันธุ์” ชี้คดีฮั้ว สว. ต้องดำเนินการทั้งขบวนการ ย้ำ กกต. มีหน้าที่รวบรวมหลักฐาน ส่งศาลตัดสิน ไม่ควรเลือกดำเนินคดีเฉพาะบางคน ระบุการกลับคำให้การของพยานเพียงคนเดียว ไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นเหตุหลักในการยุติหรือเปลี่ยนทิศทางของคดี
วันที่ 16 ก.ย. 2569 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ(รทสช.) กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) มีมติส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาในคดีฮั้วโกง สว. เพียง 77 ราย ว่า หากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานชี้ให้เห็นว่าเป็นการร่วมกันกระทำความผิดในลักษณะเป็นขบวนการ การดำเนินคดีก็ควรครอบคลุมบุคคลทั้งหมดที่มีพฤติการณ์เกี่ยวข้อง ไม่ควรเลือกดำเนินการเฉพาะบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หากมีการแบ่งหน้าที่กันทำและมีเจตนาร่วมกัน การพิจารณาความรับผิดควรมองภาพรวมของการกระทำทั้งกลุ่ม โดยหน้าที่สำคัญของ กกต.คือการรวบรวมข้อเท็จจริง พยานบุคคล และพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือให้ครบถ้วน ก่อนส่งเรื่องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลตามกฎหมาย กกต.ไม่ใช่ผู้ที่จะตัดสินในท้ายที่สุดว่า ใครผิดหรือไม่ผิด แต่มีหน้าที่ดำเนินการตามอำนาจที่กฎหมายกำหนด หากเห็นว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะเชื่อได้ว่า มีการกระทำที่ไม่สุจริตหรือไม่เที่ยงธรรม ก็ส่งเรื่องเข้าสู่ศาล เพื่อให้ศาลเป็นผู้พิจารณาวินิจฉัยจากพยานหลักฐานทั้งหมด
นายพีระพันธุ์ กล่าวต่อถึงการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับพยานบางรายที่กลับคำให้การว่า การกลับคำให้การของพยานเพียงคนเดียว ไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นเหตุหลักในการยุติหรือเปลี่ยนทิศทางของคดี หากยังมีพยานบุคคลและพยานหลักฐานอื่นที่สามารถนำมาประกอบการพิจารณาได้ อีกทั้งพยานที่อ้างว่ามีคนข่มขู่ แต่ไม่ปรากฏว่า ใครข่มขู่และมีการข่มขู่จริงหรือไม่ ทั้งนี้ หากปรากฏข้อเท็จจริงในภายหลัง ว่าการกลับคำให้การเกิดจากการชักจูง กดดัน หรือมีการตกลงช่วยเหลือกันเพื่อให้บุคคลใดหลุดพ้นจากความรับผิด ก็อาจเป็นประเด็นที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องตรวจสอบเพิ่มเติมว่ามีการกระทำที่เข้าข่ายความผิดอื่นหรือไม่ และพยานคนนี้ ควรต้องถูกดำเนินคดีข้อหาแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานอีกด้วย เรื่องนี้จึงไม่ควรมองเพียงว่า พยานคนหนึ่งพูดอย่างไร แต่ต้องมองพยานหลักฐานทั้งระบบ และปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมเป็นผู้วินิจฉัย หากมีหลักฐานก็ต้องดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา ไม่เลือกปฏิบัติ และใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกฝ่าย
“皮拉潘”指出,涉及参议员的串谋案必须按完整程序处理,并强调选举委员会有责任收集证据并提交法院裁决,不应选择性地起诉个人。他表示,不应以单个证人撤回证词为由终止或改变案件方向。
2026年9月16日,泰民党(Ruam Thai Sang Chart Party,简称RTSCP)领导人皮拉潘·萨利拉塔维帕克先生就选举委员会仅起诉77名涉嫌在参议院选举中串谋的个人一事发表评论。他指出,如果事实和证据表明存在有组织的阴谋,那么起诉应该涵盖所有涉案人员,而不仅仅是特定人员。如果存在分工和共同意图,那么责任评估应该考虑整个团伙的整体行为。选举委员会的关键职责是在将案件提交法院之前收集所有必要的事实、证人证词和可信的证据。选举委员会并非最终的罪责仲裁者;其职责是在法律授权范围内行事。如果选举委员会认为有足够的证据表明存在不诚实或不公平的行为,则应将案件提交法院,由法院根据所有证据作出裁决。
皮拉潘先生进一步指出,关于部分证人撤回证词的情况,不应仅凭一名证人的撤回就终止或改变案件方向,尤其是在还有其他证人和证据可供参考的情况下。此外,该证人声称受到威胁,但目前尚不清楚是谁威胁了他,也不清楚威胁是否真的发生过。如果事后发现撤回证词是由于胁迫、压力或事先安排的协议(旨在帮助他人逃避责任),则可能引发相关机构进一步调查是否存在其他违法行为。该证人还应因向官员作伪证而被起诉。因此,关注点不应仅仅局限于一名证人的证词,而应放在所有证据上,并允许司法程序做出最终判断。如果存在证据,则程序必须公开透明、公正无私,并对所有当事人适用相同的标准。