Tech to Wealth: ถอดรหัสปรากฏการณ์ “เงินเปลี่ยนมือ” ในวันที่โลกกำลังหมุนด้วยเทคโนโลยี科技致富:解读科技驱动世界中“金钱易手”的现象。
สรุปทุกประเด็นจากเซสชัน “Tech to Wealth: เทคเปลี่ยนเกม เงินเปลี่ยนมือ” บนเวที MONEY FEST 2026 เมื่อเทคโนโลยีพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว หลายคนกระโดดลงมาเล่นเกมการเงินในสนามนี้

# นวัตกรรมเปลี่ยนโลก
# ซานเจย์ สัญชัย ปอปลี
วิธีเสียภาษีหุ้นนอกน้อยที่สุด & เทคนิคโอนเงินกลับไทย กับ TaxBugnoms x TISCO | Money Issue EP.75
สรุปทุกประเด็นจากเซสชัน “Tech to Wealth: เทคเปลี่ยนเกม เงินเปลี่ยนมือ” บนเวที MONEY FEST 2026 เมื่อเทคโนโลยีพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว หลายคนกระโดดลงมาเล่นเกมการเงินในสนามนี้ เพื่อหวังรวยเร็ว ตามให้ทันกระแส แต่ท้ายที่สุดแล้ว สนามนี้ยังมีสินทรัพย์ไหนที่จะอยู่ได้ในระยะยาว ไม่ใช่แค่มาเป็นฟองสบู่ที่รอวันแตกไหม
จับตาประชุมเฟด รู้ผล 17 ก.ย.นี้ ตลาดคาดขึ้นดอกเบี้ย 0.25% หุ้นกลุ่มไหนได้ประโยชน์?
ในโลกการลงทุนรอบ 3 ถึง 5 ปีที่ผ่านมา พลวัตของตลาดได้ถูกเขย่าด้วยคลื่นนวัตกรรมที่ถาโถมเข้ามาอย่างรวดเร็วและรุนแรงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ตั้งแต่การแจ้งเกิดของคริปโตเคอร์เรนซีไปจนถึงการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของ AI
สิ่งที่เป็นโจทย์สำคัญที่สุดของนักลงทุนในปัจจุบัน จึงไม่ใช่แค่การกระโดดเข้าหาทุกโอกาสที่ผ่านเข้ามา แต่มันคือการวางกลยุทธ์ในการแยกแยะระหว่าง “กระแสชั่วคราว” (Hype) กับ “นวัตกรรมเปลี่ยนโลก” (Disruptive Innovation) ให้ขาดออกจากกันให้ได้
บนเวที MONEY FEST 2026 เทศกาลการลงทุนที่ครบวงจรที่สุดแห่งปี ได้หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาถกอย่างจริงจังในเซสชัน “Tech to Wealth: เทคเปลี่ยนเกม เงินเปลี่ยนมือ” เมื่อโลกเทคโนโลยีเดินหน้าไปรวดเร็วกว่าที่ทุกคนคิด จะมองเกมให้ขาดได้อย่างไร
บรรยากาศการเสวนา กอล์ฟ - ธนะวินทร์ จากเพจลองลงทุน จับไมค์พูดคุยกับ 2 กูรูจากวงการเทคและคริปโตฯ อย่าง ซานเจย์ - สัญชัย ปอปลี ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอ Cryptomind Group Holdings และ โจ้ - ดร.กร พูนศิริวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์และผู้อำนวยการโครงการ Binance TH Academy, ไบแนนซ์ ทีเอช บาย กัลฟ์ ไบแนนซ์ เจาะลึกทุกมุมมอง สินทรัพย์ไหนในยุคนี้เป็นแค่ไฮป์ หรือสินทรัพย์ไหนต้องตามดูกันยาว ๆ
ย้อนรอยฟองสบู่ “รวยทางลัด” แตกสลาย
ที่ผ่านมา หนึ่งปรากฏการณ์ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนให้วงการการลงทุนไม่น้อยเลยคือ FOMO หรือ Fear of Missing Out ลงทุนตามกระแส เพราะกลัวพลาด ตามตลาดทัน จนทำให้การวิเคราะห์มูลค่าที่แท้จริง (Intrinsic Value) ถูกบดบังไปจนหมด
ซึ่งทั้ง ซานเจย์ และ ดร.กร ต่างยกบทเรียนสำคัญจากชีวิตจริงที่เกิดขึ้น เพราะพัฒนาการของเทคโนโลยีที่ทำให้นวัตกรรมใหม่คือแหล่งลงทุน แต่บางกรณีกลับไม่ได้ยั่งยืน ตัวอย่างเช่น
Metaverse และ GameFi: กรณีศึกษาที่ชัดเจนที่สุดคือการเก็งกำไรในไอเทมเสมือนจริง เช่น รถยนต์ในเกมราคา 200,000 บาท ตลอดจน NFT ที่ปัจจุบันมูลค่ากลายเป็นศูนย์ เนื่องจากขาดโมเดลธุรกิจที่ยั่งยืนรองรับ
Luna และ Altcoin: บทเรียนจากอัตราผลตอบแทน 20% ที่เป็นไปไม่ได้ในโลกความจริง นำไปสู่การล่มสลายเชิงระบบที่เตือนใจนักลงทุนเรื่องของฟรีและดีไม่มีในโลก
Meme Coins และสัญญาณจุดสูงสุด: ความบ้าคลั่งของเหรียญที่ไร้พื้นฐานอย่างเหรียญที่อ้างอิงถึงประธานาธิบดีทรัมป์ อย่าง Trump Coin รวมถึง Melania Coin ที่มูลค่าตลาดพุ่งจาก 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สู่ 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายใน 3 วัน ก่อนจะร่วงลงมาแล้วมากกว่า 99% ในปัจจุบันนี้
โดยเฉพาะในช่วงหลังวิกฤตโควิด-19 รัฐบาลพยายามแจกเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ จนเกิดเป็นกระแสบูมทางเทคโนโลยี ทั้งคริปโตฯ เมตาเวิร์ส DeFi จนนำมาสู่ AI และโรบอต ที่เป็นกระแสแรง ๆ ในตอนนี้ “จุดที่สังเกตคือ เมื่อทุกอย่าง Valuation มันเริ่มบ้าคลั่งเกินความเป็นจริง... นั่นคือจุดอันตรายของตลาด” ซานเจย์ กล่าว
ในมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ ทั้งสองมองว่า เมื่อข้อมูลกระจายไปถึงมือรายย่อย นั่นคือสัญญาณว่าสภาพคล่องกำลังจะถูกดึงออก “ถ้าวันไหนแม่ค้าในตลาดพูดกันว่า ให้ซื้อบิตคอยน์ นั่นคือจุดอันตราย” ดร.กร กล่าว ดังนั้น การลงทุนโดยปราศจากความเข้าใจใน Ecosystem จึงเป็นเพียงการส่งต่อความเสี่ยงให้ผู้อื่นในจังหวะสุดท้ายเท่านั้น
เพราะในวันที่ตลาดขับเคลื่อนด้วยสภาพคล่อง (Liquidity) ที่หมุนเวียน สิ่งสำคัญคือนักลงทุนต้องถามตัวเองว่า เคย Take Profit เมื่อมีกำไร 100-200% หรือไม่ และเคย Cut Loss เมื่อขาดทุน 10-15% หรือไม่หากไม่ทำตามวินัย ท้ายที่สุดกำไรจะกลายเป็นขาดทุน
เจาะลึก AI อะไรที่เป็นขุมทรัพย์?
ปัจจุบัน AI ได้ข้ามพ้นจุดที่เป็นแค่กระแสสู่การปฏิวัติ Productivity อย่างแท้จริงแล้ว แต่เมื่อมองถึงเรื่องกลยุทธ์การลงทุน ในวงการนี้มันกำลังเปลี่ยนจากการเก็งกำไรในตัวหลักอย่าง Nvidia ไปสู่กลยุทธ์ “Pick and Shovel” หรือการลงทุนในผู้จัดหาอุปกรณ์และโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นคอขวด (Bottleneck) ของอุตสาหกรรม
ซานเจย์ มองว่า ในเชิงเทคโนโลยี AI เพิ่งอยู่ในช่วงเริ่มต้นมาก ๆ เป็น Baby Step และศักยภาพกำลังเติบโตแบบก้าวกระโดด แต่ในมุมมองการลงทุน หุ้นกลุ่ม AI กลับถูก Priced-in ไปทั้งซัพพลายเชนแล้ว ตั้งแต่ Nvidia ที่มาตั้งแต่ยุคแรก ๆ ชิปหน่วยความจำ D-RAM (เช่น Micron, SanDisk) ไปจนถึงพลังงาน
ด้าน ดร.กร ก็มองไปในแนวทางเดียวกัน โดยระบุว่า AI ยังสามารถไปต่อได้ แต่ต้องเปลี่ยนกลยุทธ์การลงทุนจากการไล่ซื้อบริษัทใหญ่ที่มี Valuation สูงมาก ๆ อย่าง OpenAI หรือ Anthropic ไปเป็นการมองหาBottlenecks อย่างด้านโครงสร้างพื้นฐานใน Ecosystem
“เปรียบเสมือนยุคตื่นทอง แทนที่จะไปขุดทองเอง ควรเปลี่ยนไปขายจอบ เสียมให้กับคนขุดทอง” ดร.กร กล่าว พร้อมยกตัวอย่างว่า เช่น การลงทุนใน Data Center Cooling Systems ระบบระบายความร้อน เป็นต้น
นอกจากนี้ ทั้งสองยังยกประเด็นด้าน Cybersecurity และ AI Security ขึ้นมา โดยเน้นย้ำว่า เรื่องที่น่ากังวลที่สุดคือ AI Agents ที่ตอนนี้เริ่มมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ (Reasoning) และสื่อสารกันเอง จนสามารถแฮกอินเทอร์เน็ตและทำงานได้สำเร็จด้วยตัวเองจนแทบไม่สนกฎเกณฑ์ ซึ่งสิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่าธีม AI Security และ Cybersecurity จะกลายเป็นหัวใจสำคัญอย่างยิ่งต่อจากนี้
ระยะต่อไป Robotics แขนขาของ AI และโอกาสในโลกฮาร์ดแวร์
เมื่อโลกมี AI เป็น “สมอง” เริ่มนิ่งและมีความเสถียร ขั้นตอนถัดไปคือการเชื่อมต่อกับ “ร่างกาย” ซึ่งระยะต่อไปจะเป็นเรื่องของ Robotics ที่ตอนนี้โลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากหุ่นยนต์ที่ทำท่าทางพื้นฐานสู่ระบบที่มีความละเอียดสูงขึ้น
“Robotics จะเป็นบิ๊กเทรนด์ที่คนทั่วไปจับต้องได้จริงต่อจาก AI” ซานเจย์ กล่าว พร้อมระบุว่า เรากำลังเข้าสู่ยุคที่ราคาฮาร์ดแวร์หุ่นยนต์จะลดลงตามกาลเวลาเหมือนโทรศัพท์มือถือ
ด้าน ดร.กร ก็ได้ยกตัวอย่างที่ได้ไปเห็นมา พบว่า หุ่นยนต์เชฟในจีนตอนนี้มีการซื้อขายกันในราคาเพียง 1 ล้านบาท ซึ่งมันสามารถทำงานได้ 24 ชั่วโมงโดยไม่มีความแปรปรวนด้านมาตรฐาน
เพราะฉะนั้นประเด็นที่จะตามมาต่อจากนี้คือ การแทนที่แรงงานด้วยหุ่นยนต์ในภาคบริการและอุตสาหกรรม สิ่งนี้จะเป็นคลื่นลูกใหญ่ที่สร้างความมั่งคั่งให้กับธุรกิจผ่านการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอย่างมหาศาล แต่ความกังวลสำหรับแรงงานก็ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องเร่งฟื้นฟูเช่นกัน
ทิศทางตลาดคริปโตฯ ยุคใหม่
ตลาดคริปโตฯ ปัจจุบันกำลังเข้าสู่ยุค “Institutional Maturation” หรือการเติบโตผ่านสถาบันการเงิน โดยเปลี่ยนจากยุคขายฝันสู่ Revenue Meta ที่โลกจะต้องให้ความสำคัญกับโปรเจกต์ที่สร้างรายได้จริงเท่านั้น
ทั้งสองมองต่างกันในเรื่องของ 4-Year Cycle โดย ดร.กร ระบุว่า เขายังคงเชื่อมั่นใน วัฏจักร 4 ปี ที่ตลาดจะปรับตัวขึ้นไปเรื่อย ๆ ตามวัฏจักรของมัน แม้ว่า CZ ผู้ก่อตั้ง Binance เองจะมองว่า อาจเปลี่ยนระยะเป็น 5-6 ปี หรืออาจไม่มี Cycle อีกเลยก็ได้ ซึ่ง ดร.กร ชี้ว่า หากเป็นไปตามรอบ ปีหน้าทิศทางตลาดคริปโตฯ จะปรับตัวดีขึ้น
ด้าน ซานเจย์ มองว่า 4-Year Cycle นำมาจับกับตลาด Crypto ยุคปัจจุบันได้ยากแล้ว เนื่องจากโครงสร้างตลาดเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงจากการเข้ามาของเงินทุนสถาบันผ่าน Bitcoin Spot ETF และตลาด Options ทำให้พฤติกรรมตลาดเปลี่ยนไป ความผันผวนลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยรอบล่าสุดมี Drawdown เพียง 38-40% เทียบกับในอดีตที่เคยสูงถึง 77%
นอกจากนี้ ตลาดคริปโตฯ เข้าสู่ยุค Revenue Meta และ Revenue Beta แล้ว ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยการขายฝันเหมือนในอดีต แต่เปลี่ยนเข้าสู่ยุคที่เหรียญหรือแพลตฟอร์มที่จะปรับตัวขึ้นได้ต้องทำรายได้ได้จริง และมี Real Use Case เท่านั้น และนักลงทุนเริ่มประเมิน Valuation ตามความเป็นจริงมากขึ้น
ส่วนกลยุทธ์ในด้านราคาของบิตคอยน์ ทั้งสองมองเหมือนกันว่า 72,000 ดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นแนวรับทางจิตวิทยาและโครงสร้างที่สำคัญที่สุด หากราคายืนเหนือระดับนี้ได้ มีโอกาสสูงที่จะทดสอบเป้าหมาย 90,000-100,000 ดอลลาร์สหรัฐได้ แต่หากราคาหลุด 69,000 ดอลลาร์สหรัฐ (All-Time High เดิม) จะถือเป็นสัญญาณลบที่อาจนำไปสู่การเกิด New Low ที่ต่ำกว่า 59,000 ดอลลาร์สหรัฐได้
ค้นหาสินทรัพย์ที่เติบโต 1,000% และกลยุทธ์จัดพอร์ต
นำมาสู่คำถาม 2 ข้อสุดท้าย เมื่อทั้งสองเจอคำถามที่ว่า “มีสินทรัพย์ไหนที่คิดว่าจะเติบโตได้ถึง 1,000% ไหม?”
ด้านซานเจย์ มองว่า สินทรัพย์ที่เติบโต 1,000% หรือ 100X ในปัจจุบันหาได้ยากขึ้นเนื่องจากตลาดเติบโตมามาก แต่อยากให้ลองศึกษารายบริษัทใน Robotics Supply Chain มากขึ้น เพราะถือว่าเป็นอีกเทรนด์ที่กำลังเติบโตและต้องจับตา ซึ่งหุ้นกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มใหม่ที่กำลังจะเข้าพอร์ตของเขาเร็ว ๆ นี้
ฝั่ง ดร.กร ชี้ให้เห็นโอกาสในฝั่งตะวันออก (จีน) ที่พัฒนามุมมอง AI แข่งกับตะวันตกด้วย Open Weight Model และการสนับสนุนชิปจากรัฐบาลในประเทศ หากชิปของจีนสามารถพัฒนาศักยภาพจนสามารถไล่ตาม Nvidia ได้ทัน หุ้นกลุ่มชิปฝั่งตะวันตกอาจปรับตัวลง และสร้างโอกาสใหม่ให้หุ้นฝั่งจีน
พร้อมกันนี้ ก็ได้เน้นย้ำกฎเหล็กของการลงทุน คือ ต้องใช้เฉพาะ “เงินเย็น” ที่ถือได้ยาวนานถึง 10 ปี ห้ามนำเงินร้อนที่ต้องใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เช่น ค่าบ้าน ค่ารถ ค่าเทอม มาลงทุนเด็ดขาด และต้องจำไว้เสมอว่า “นักลงทุนไม่มีทางชนะตลาดได้ตลอดเวลา สิ่งสำคัญคือต้องเอาชนะใจตัวเองให้ได้” ดร.กร กล่าวทิ้งท้าย โดยกำหนดวินัยชัดเจนว่าต้อง Take Profit และ Cut Loss ที่ระดับใด
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ “การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/investment
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney
创新改变世界
# Sanjay Sanjay Popli
如何最大限度地减少海外股票的税负以及如何将资金汇回泰国(TaxBugnoms x TISCO 联合出品)| 理财专题 第75期
以下是2026年MONEY FEST大会“科技致富:科技改变游戏规则,财富易手”专题研讨会的总结。随着科技的飞速发展,许多人涌入金融领域,希望快速致富并紧跟潮流。但归根结底,这个领域是否存在能够长期保值的资产,还是仅仅是即将破裂的泡沫?
密切关注美联储会议;结果将于9月17日公布。市场预期利率将上调0.25%。哪些股票板块将从中受益?
过去 3 到 5 年,投资界经历了前所未有的快速而猛烈的创新浪潮,市场动态也因此发生了巨大变化,从加密货币的出现到人工智能的飞速发展,无不如此。
因此,如今投资者面临的最重要挑战,不是抓住每一个机会,而是制定策略来区分“暂时的趋势”(炒作)和“颠覆性创新”。
在年度最全面的投资盛会——2026年MONEY FEST大会上,这一话题在题为“科技致富:科技改变游戏规则,财富易手”的研讨会上得到了深入探讨。我们如何才能准确预测科技领域的快速发展?
研讨会气氛热烈,来自 Facebook 页面“Try Investing”的 Golf - Thanawin 拿起麦克风,与两位来自科技和加密货币行业的专家展开对话:一位是 Cryptomind Group Holdings 的联合创始人兼首席执行官 Sanjay - Sanchai Popli,另一位是 Binance TH Academy(由 Gulf Binance 运营)的首席战略官兼项目总监 Joe - Dr. Korn Poonsiriwong。他们深入探讨了各个方面,分析了哪些资产只是昙花一现,哪些资产需要长期关注。
追溯“快速致富”泡沫破裂的过程。
过去,FOMO(害怕错过机会)现象曾对投资界造成巨大冲击。这种现象指的是投资者出于害怕错过机会而盲目追随市场趋势,忽略了对内在价值的分析。
桑杰和科恩博士都提到了一些重要的现实经验教训,因为技术进步使得创新成为投资来源,但在某些情况下,这些创新是不可持续的。例如:
元宇宙和 GameFi:最明显的案例研究是虚拟物品的投机,例如售价 20 万泰铢的游戏内汽车,以及由于缺乏可持续的商业模式而变得一文不值的 NFT。
Luna 和山寨币:从 20% 的不可能回报中吸取教训,最终导致系统性崩溃,提醒投资者世上没有免费的午餐。
迷因币和峰值信号:对没有坚实基础的加密货币的狂热追捧,例如以特朗普总统为主题的加密货币,如特朗普币和梅拉尼娅币,其市值在短短三天内从 4 亿美元飙升至 400 亿美元,但迄今为止已暴跌超过 99%。
尤其是在新冠疫情危机之后,各国政府试图通过发放资金来刺激经济,这催生了一场科技热潮,包括加密货币、元宇宙、去中心化金融(DeFi),以及如今备受追捧的人工智能和机器人。“关键在于,当所有事物的估值都开始变得疯狂且不切实际时……那就是市场的危险点,”桑杰说道。
从战略角度来看,他们都认为信息一旦流向散户投资者,就预示着流动性即将流失。“如果有一天市场供应商开始鼓吹‘买比特币’,那将是一个危险的信号,”科恩博士说道。因此,在不了解生态系统的情况下进行投资,无异于在最后一刻将风险转嫁给他人。
因为在流动性驱动的市场中,投资者必须扪心自问:我是否曾在盈利100%-200%时获利了结?我是否曾在亏损10%-15%时及时止损?如果我不能保持这种自律,最终盈利会变成亏损。
深入探究人工智能:它的宝藏是什么?
人工智能如今已不再仅仅是一种趋势,而是真正地革新了生产力。然而,在投资策略方面,人们的关注点正在从对英伟达等关键企业的投机转向“实干”策略,即投资于行业瓶颈所在——设备和基础设施的供应商。
桑杰认为,从技术角度来看,人工智能仍处于非常早期的阶段,只是“迈出了一小步”,但其增长潜力巨大。然而,从投资角度来看,人工智能股票的价格已经反映在整个供应链中,从早期就存在的英伟达,到DRAM内存芯片(例如美光和闪迪),甚至能源行业都是如此。
Korn 博士也持有类似的观点,他表示人工智能仍有增长空间,但投资策略需要从追逐像 OpenAI 或 Anthropic 这样估值很高的大公司,转向寻找瓶颈,例如生态系统内的基础设施。
“这就像淘金热时期。与其自己挖金子,不如把铁锹和镐卖给淘金者,”科恩博士说道,并举例说,比如投资数据中心冷却系统。
此外,他们还提出了网络安全和人工智能安全问题,强调最令人担忧的是人工智能代理,它们目前正开始发展分析和推理能力,并且能够相互通信,甚至能够成功入侵互联网并独立执行任务,很大程度上无视监管。这凸显了人工智能安全和网络安全主题在未来将变得至关重要。
下一阶段:机器人技术、人工智能的肢体以及硬件领域的机遇。
当人工智能成为世界的“大脑”,一切趋于稳定后,下一步就是将其与“身体”连接起来。下一阶段将围绕机器人技术展开,而世界目前正处于从执行基本动作的机器人向更高精度系统过渡的阶段。
“继人工智能之后,机器人技术将成为普通人能够真正体验到的一大趋势,”桑杰说道,并补充说,我们正在进入一个机器人硬件价格会像手机价格一样随着时间推移而下降的时代。
科恩博士举了他看到的一个例子,他说,目前中国的机器人厨师售价低至 100 万泰铢,可以 24 小时不停歇地工作,而且质量不会有任何波动。
因此,接下来需要关注的问题是服务业和工业领域用机器人取代劳动力。这将是一股巨大的浪潮,通过降低成本和大幅提高生产力,为企业创造财富。然而,劳动力短缺问题仍然是一个亟待解决的紧迫问题。
新时代加密货币市场的发展方向。
当前的加密货币市场正在进入“机构成熟”时代,从兜售梦想的时代转向以盈利为导向的时代,在这个时代,世界必须只关注能够产生实际收入的项目。
两人对四年周期持有不同看法。Korn 博士表示,他仍然对四年周期充满信心,认为市场将继续按照其自然周期上涨。尽管币安创始人赵长鹏 (CZ) 认为周期可能会变为五到六年,甚至完全消失,但 Korn 博士仍然坚持己见。Korn 博士指出,如果周期按预期继续下去,加密货币市场明年应该会有所改善。
Sanjay认为,由于机构资本通过比特币现货ETF和期权市场大量涌入,市场结构已发生彻底改变,因此现在很难将四年周期应用于当前的加密货币市场。这改变了市场行为,显著降低了波动性。最近的跌幅仅为38-40%,而历史最高跌幅曾达到77%。
此外,加密货币市场已进入收益元时代和收益测试时代。它不再像过去那样受不切实际的承诺驱动,而是要求有增长潜力的代币或平台必须产生实际收益并拥有实际应用场景。投资者也开始以更加务实的态度评估估值。
关于比特币的定价策略,双方都认为72,000美元是一个关键的心理支撑位和结构性里程碑。如果价格守住这一水平,则很有可能测试90,000美元至100,000美元的目标位。然而,跌破69,000美元(此前的历史最高点)将是一个负面信号,可能导致价格跌破59,000美元的新低。
发现增长了 1000% 的资产和投资组合配置策略。
这就引出了最后两个问题,他们两人都面临着这样一个问题:“你认为有哪些资产有潜力增长 1000%?”
桑杰认为,由于市场快速增长,能够实现1000%或100倍增长的资产正变得越来越稀少。但他建议进一步研究机器人供应链领域的公司,因为这是一个值得关注的快速增长趋势,这些股票很快也将加入他的投资组合。
科恩博士指出,东方(中国)蕴藏着机遇。中国正利用开放权重模型和政府对芯片的支持,发展人工智能能力以与西方竞争。如果中国芯片能够发展到足以赶上英伟达的水平,西方芯片股可能会下跌,从而为中国股票创造新的机遇。
他还强调了投资的黄金法则:只使用可以持有至少10年的“长期资金”。切勿动用用于住房、汽车或学费等日常开支的“短期资金”。科恩博士总结道:“永远记住,投资者不可能永远战胜市场。重要的是要战胜自己的内心。”他明确设定了止盈和止损点,并以此作为投资的纪律。
通过 Thairath Money 阅读股票和投资新闻,助您实现“更美好的财务生活”,网址:https://www.thairath.co.th/money/investment
请点击以下链接关注Thairath Money的Facebook主页:https://www.facebook.com/ThairathMoney