“ทูตพิศาล” ชวนจับตา เจรจาภาษีสหรัฐฯ หากถูกเก็บสูงกว่า 12.5% ถือว่ารัฐบาลสอบตก菲桑大使敦促密切关注美国关税谈判;如果关税超过 12.5%,政府将会失败。
อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกา “พิศาล” ชวนจับตาการเจรจาความตกลงการค้ากับสหรัฐฯ ชี้หากถูกเก็บภาษีสูงกว่า 12.5% ถือว่ารัฐบาลสอบตก พร้อมเสนอ 3 แนวทางหากนายกฯ มีโอกาสหารือ “ทรัมป์”

อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกา “พิศาล” ชวนจับตาการเจรจาความตกลงการค้ากับสหรัฐฯ ชี้หากถูกเก็บภาษีสูงกว่า 12.5% ถือว่ารัฐบาลสอบตก พร้อมเสนอ 3 แนวทางหากนายกฯ มีโอกาสหารือ “ทรัมป์”
วันที่ 21 กันยายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา พรรคประชาชนแถลงผลการประชุม ครม.เงา ครั้งที่ 13 โดยหนึ่งในวาระสำคัญเป็นการแถลงโดย นายพิศาล มาณวพัฒน์ อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกา เกี่ยวกับความคืบหน้าการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทนไทย-สหรัฐอเมริกา (ART)
นายพิศาลระบุว่า ปัจจุบันสหรัฐฯ อยู่ระหว่างดำเนินมาตรการภายใต้มาตรา 301 ที่เกี่ยวข้องกับไทยใน 2 ประเด็น ได้แก่ การนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ และปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง ขณะที่รัฐบาลไทยอยู่ระหว่างผลักดันการเจรจาความตกลง ART โดยกระทรวงพาณิชย์ระบุเมื่อต้นเดือนกันยายนว่า ทั้งสองฝ่ายได้หารือประเด็นทางเทคนิคอย่างต่อเนื่องเพื่อหาข้อสรุป
หากผลการเจรจาทำให้สินค้าส่งออกของไทยเผชิญภาษีสูงกว่าร้อยละ 12.5 ครม.เงาจะถือว่ารัฐบาลสอบตกในการเจรจาครั้งนี้ เนื่องจากจะทำให้สินค้าไทยเสียเปรียบประเทศคู่แข่งในภูมิภาค การเจรจากับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เพียงอย่างเดียวอาจทำให้ไทยไม่สามารถใช้ข้อได้เปรียบทั้งหมดที่มีอยู่ เนื่องจากสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ มุ่งพิจารณาประเด็นด้านการค้าเป็นหลัก ขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ยังมีมิติด้านความมั่นคงและภูมิรัฐศาสตร์ที่สามารถนำมาใช้ประกอบการเจรจาได้
นายพิศาลกล่าวต่อไปว่า สหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของไทย โดยในปี 2568 ไทยส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ มูลค่าประมาณ 2.37 ล้านล้านบาท ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ประเมินว่าการค้ากับสหรัฐฯ เชื่อมโยงกับการจ้างงานในประเทศไทยกว่า 400,000 ตำแหน่ง ตนจึงเสนอแนวทางต่อรัฐบาล 3 ประการ หากนายกรัฐมนตรีมีโอกาสหารือกับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้แก่
1. นายกรัฐมนตรีควรอธิบายกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยตรงว่า ไทยต้องการเวลาในการปรับโครงสร้างการค้า โดยรัฐบาลไทยควรตรวจสอบรายการสินค้าและบังคับใช้กฎหมายกับธุรกิจสีเทา โรงงานสีเทา และการสวมสิทธิสินค้าที่ใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านเพื่อส่งออกไปยังสหรัฐฯ รวมถึงจัดระเบียบแรงงานข้ามชาติ เพื่อสร้างหลักประกันว่าสินค้าที่ส่งออกจากไทยปราศจากการใช้แรงงานบังคับ การดำเนินการดังกล่าวจะช่วยตอบโจทย์ข้อกังวลของสหรัฐฯ โดยตรง โดยเฉพาะการสอบสวนตามมาตรา 301 เรื่องสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ ซึ่งปัจจุบันสหรัฐฯ กำหนดอัตราภาษีที่แตกต่างกันตามมาตรการของประเทศคู่ค้าในการห้ามนำเข้าสินค้าประเภทดังกล่าว
2. ไทยควรยืนยันว่าจะสนับสนุนการลงทุนของบริษัทไทยที่สร้างการจ้างงานในสหรัฐฯ ต่อไป พร้อมขอให้ประธานาธิบดีทรัมป์สนับสนุนให้บริษัทสหรัฐฯ พิจารณาย้ายการลงทุนจากประเทศอื่นในภูมิภาคมายังประเทศไทย โดยใช้สถานะความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงและการเป็นพันธมิตรระหว่างไทยกับสหรัฐฯ เป็นส่วนหนึ่งของการเจรจา จุดนี้เป็นไพ่ที่ไทยควรนำมาใช้ เนื่องจากการเจรจาไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงตัวเลขดุลการค้าและอัตราภาษี แต่ควรเชื่อมโยงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจกับความสัมพันธ์ทางยุทธศาสตร์ระหว่างสองประเทศด้วย
3. นายกรัฐมนตรีควรหาโอกาสเชิญประธานาธิบดีทรัมป์เดินทางเยือนไทยเมื่อมีการเดินทางมายังภูมิภาค พร้อมสร้างช่องทางความสัมพันธ์กับบุคคลที่สามารถเข้าถึงฝ่ายบริหารสหรัฐฯ และใช้การทูตในระดับผู้นำเพื่อสนับสนุนการเจรจา
นายพิศาลกล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ควรใช้โอกาสการประชุมประจำปีของธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่กรุงเทพฯ สร้างความสัมพันธ์กับ สกอตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เพราะความสัมพันธ์ในระดับบุคคลสามารถเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการรักษาผลประโยชน์ของไทยในการติดต่อกับรัฐบาลสหรัฐฯ ในระยะต่อไปได้
“รัฐบาลจำเป็นต้องรู้ว่าไทยมีเครื่องมือต่อรองอะไร และควรใช้เครื่องมือเหล่านั้นกับใคร เพราะผลของการเจรจาครั้งนี้จะกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ รวมถึงการจ้างงานในภาคการผลิต อุตสาหกรรม และเกษตรกรรม” นายพิศาลกล่าวทิ้งท้าย
泰国前驻美国大使皮桑敦促密切关注与美国的贸易谈判,并指出如果关税超过12.5%,政府将面临失败。他还提出了三种方案,供总理有机会与特朗普总统讨论此事时参考。
2026年9月21日,在国会大厦,人民党宣布了其第十三次影子内阁会议的结果。其中一项重要议程是泰国前驻美国大使皮萨尔·马纳瓦帕特先生就泰美互惠贸易协定(ART)谈判进展情况发表声明。
皮萨恩先生表示,美国目前正根据《贸易法》第301条款对泰国实施两项措施:一是进口使用强迫劳动生产的商品,二是解决结构性产能过剩问题。与此同时,泰国政府正积极推进《条款循环协议》(ART)的谈判。泰国商务部在9月初表示,双方一直在就技术问题进行持续磋商,以期达成最终协议。
如果谈判结果导致泰国出口商品面临超过12.5%的关税,影子内阁将认为政府在谈判中失败,因为这将使泰国产品在与区域竞争对手的较量中处于劣势。仅与美国贸易代表办公室进行谈判可能无法让泰国充分发挥其优势,因为美国贸易代表办公室主要关注贸易问题,而泰美关系还包含安全和地缘政治层面,这些因素都可以纳入谈判考量。
皮萨恩先生进一步指出,美国是泰国最大的出口市场,预计到2025年,泰国对美出口额将达到约2.37万亿泰铢。泰国商务部估计,与美国的贸易为泰国创造了超过40万个就业岗位。因此,他向政府提出了三点建议,以便总理有机会与唐纳德·特朗普总统讨论这些问题:
1. 泰国总理应直接向美国总统解释,泰国需要时间重组其贸易体系。泰国政府应审查产品清单,并加强对非法企业、工厂以及以欺诈手段利用泰国作为出口美国商品的过境点的法律执行力度,同时规范外籍劳工,以确保从泰国出口的商品不涉及强迫劳动。这些措施将直接回应美国的关切,特别是针对强迫劳动产品开展的301条款调查。目前,美国对这类产品根据各贸易伙伴的进口限制征收不同的关税。
2. 泰国应重申其支持泰国企业在美国创造就业机会的投资的承诺,并请求特朗普总统鼓励美国企业考虑将该地区其他国家的投资转移到泰国。应利用泰美之间的安全关系和联盟来发挥这一作用,因为谈判不应仅限于贸易平衡数据和关税,还应将经济利益与两国之间的战略关系联系起来。
3. 总理应在特朗普总统访问该地区时寻求机会邀请他访问泰国,同时与能够接触到美国政府的人士建立联系渠道,并在领导层运用外交手段支持谈判。
皮萨恩先生进一步指出,此外,副总理兼财政部长埃克尼提·尼提坦帕帕斯应利用在曼谷举行的世界银行和国际货币基金组织(IMF)年会,与美国财政部长斯科特·贝森特建立联系。私人关系可以成为维护泰国未来与美国政府交往中利益的另一途径。
“政府需要了解泰国拥有哪些谈判筹码以及应该与谁使用这些筹码,因为这些谈判的结果将直接影响泰国产品在该国最大出口市场的竞争力,以及制造业、工业和农业部门的就业,”皮萨恩先生总结道。