เปิดวงถกข้อเสนอแก้ไข พ.ร.บ.บัตรทอง จับตา 4 จุดเสี่ยงอาจกระทบสิทธิด้านสุขภาพประชาชน目前正在进行关于全民健康保险法案修正案的讨论,其中有四个主要关注领域可能会影响公民的健康权利。
เปิดวงถกข้อเสนอแก้ไข พ.ร.บ.บัตรทอง เห็นตรงกันปัญหาโรงพยาบาลขาดงบ บุคลากรล้า คนไข้รอนาน ควรแก้ที่การบริหารและระบบบริการ มากกว่ารื้อกฎหมาย จับตา 4 จุดเสี่ยงอาจกระทบสิทธิด้านสุขภาพ

เปิดวงถกข้อเสนอแก้ไข พ.ร.บ.บัตรทอง เห็นตรงกันปัญหาโรงพยาบาลขาดงบ บุคลากรล้า คนไข้รอนาน ควรแก้ที่การบริหารและระบบบริการ มากกว่ารื้อกฎหมาย จับตา 4 จุดเสี่ยงอาจกระทบสิทธิด้านสุขภาพ
วันที่ 4 ก.ย.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงเย็นวานนี้ (3 ก.ย. 2569) สภาผู้บริโภคจัดเวทีเสวนา “จับสัญญาณ! แก้ กม.บัตรทอง = ล้ม 30 บาท ถอยหลังสู่ระบบอนาถา?” เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อข้อเสนอแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทอง ท่ามกลางความกังวลว่า การแก้กฎหมายอาจกระทบทั้งสิทธิของประชาชนและกลไกสำคัญของระบบบัตรทอง โดยตัวแทนภาคประชาชน นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเห็นตรงกันว่า ปัญหาโรงพยาบาลขาดงบ บุคลากรมีภาระงานสูง และความแออัดในการรับบริการ ควรแก้ด้วยการบริหารจัดการงบประมาณและปรับระบบบริการสุขภาพให้มีประสิทธิภาพ มากกว่าการแก้กฎหมายในส่วนที่อาจกระทบต่อหลักประกันสุขภาพของประชาชน
จับตา 4 จุดเสี่ยงแก้กฎหมาย
นางสาวกรรณิการ์ กิจติเวชกุล อนุกรรมการหลักประกันสุขภาพระดับพื้นที่ ระบุว่า วัตถุประสงค์ของการจัดเวทีครั้งนี้ มี 4 ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตา ได้แก่ การเปิดทางให้ประชาชนต้องจ่ายเงินเพิ่มเมื่อเข้ารับการรักษา ซึ่งเสี่ยงทำให้การเข้าถึงบริการขึ้นอยู่กับกำลังจ่าย การลดบทบาทของภาคประชาชนในคณะกรรมการบัตรทอง การเพิ่มอำนาจให้รัฐมนตรีเข้ามาสั่งการ สปสช. มากขึ้น และการเปิดช่องให้นำเงินกองทุนไปจ่ายค่าใช้จ่ายประจำของโรงพยาบาล เช่น เงินเดือน ค่าน้ำค่าไฟ หรือสิ่งก่อสร้าง ซึ่งอาจทำให้งบสำหรับดูแลรักษาประชาชนลดลง
นางสาวกรรณิการ์ ย้ำว่า หากจะมีการแก้ไขกฎหมาย ต้องไม่ทำให้หลักประกันของประชาชนถอยหลัง โดยประชาชนทุกคนต้องได้รับบริการที่มีมาตรฐานและเท่าเทียม ไม่มีการเรียกเก็บเงินจนเป็นอุปสรรคต่อการรักษา ภาคประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจอย่างแท้จริง และเงินกองทุนบัตรทองต้องถูกใช้เพื่อจัดบริการสุขภาพให้ประชาชนเป็นหลัก
แก้ พ.ร.บ.บัตรทอง ไม่ใช่คำตอบ
นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อย ระบุว่า วิกฤตระบบบริการสุขภาพขณะนี้มีปัญหาหลัก 3 ด้าน ได้แก่ 1) โรงพยาบาลได้รับงบประมาณไม่เพียงพอกับภาระงาน 2) บุคลากรทางการแพทย์อ่อนล้าจากจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงอายุและมีผู้ป่วยโรคเรื้อรังมากขึ้น และ 3) ประชาชนต้องรอรับบริการนาน และบางส่วนได้รับบริการที่ลดลงจากเดิม
นพ.สุภัทร เห็นว่า การแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ พ.ร.บ.บัตรทอง ไม่ใช่คำตอบของปัญหา เพราะไม่ได้ทำให้โรงพยาบาลมีงบประมาณเพิ่มขึ้น ไม่ได้ลดภาระของแพทย์และพยาบาล และไม่ได้ทำให้ประชาชนรอคิวน้อยลง จึงเปรียบเสมือนการ “จ่ายยาผิดตัว รักษาผิดโรค” ขณะที่โครงสร้างของกฎหมายปัจจุบันยังมีระบบคานและถ่วงดุลระหว่างผู้ให้บริการ ภาครัฐ และภาคประชาสังคมอยู่แล้ว
ทางออกที่ควรเร่งดำเนินการ คือ การ “ปรับระบบบริการสุขภาพทั้งระบบ” ก่อนปรับการจัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกัน โดยเสนอให้พัฒนาระบบหมอประจำครอบครัวหรือ Smart Family Clinic เพื่อกระจายผู้ป่วยนอกออกจากโรงพยาบาลใหญ่ ลดความแออัดและเพิ่มพื้นที่สำหรับผู้ป่วยใน ควบคู่กับการพัฒนาระบบดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่บ้าน ซึ่งจะช่วยลดการใช้เตียงผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต (ICU) ลดต้นทุนโรงพยาบาล ลดภาระบุคลากร และทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้รวดเร็วขึ้น พร้อมฝากให้ทุกพรรคการเมืองนำแนวคิดการจัดระบบบริการสุขภาพใหม่ไปพัฒนาเป็นนโยบายที่ชัดเจน
หากประเทศไทยสามารถจัดระเบียบระบบบริการสุขภาพใหม่ได้ จะช่วยแก้ปัญหาได้ตรงจุดมากกว่าการแก้ไข พ.ร.บ.บัตรทอง ทั้งในมิติการลดต้นทุนของโรงพยาบาล ลดภาระและความเหนื่อยล้าของบุคลากรทางการแพทย์ ตลอดจนลดระยะเวลาการรอรับบริการของประชาชน
แก้ผิดจุด เสี่ยงระบบสุขภาพเสียสมดุล
ด้าน นายนิมิตร์ เทียนอุดม กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ระบุว่า หนึ่งในประเด็นที่ต้องจับตาจากข้อเสนอแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ คือการปรับโครงสร้างคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งทำหน้าที่บริหารกองทุนที่มีงบประมาณกว่า 270,000 ล้านบาทต่อปี โดยข้อเสนอเพิ่มสัดส่วนผู้ให้บริการอีก 9 คน พร้อมลดสัดส่วนผู้ทรงคุณวุฒิและภาคประชาชน อาจทำให้กลไกถ่วงดุลที่มีอยู่เดิมเปลี่ยนไป ทั้งที่ตลอดเวลากว่า 20 ปี การบริหารงบประมาณส่วนกลางของกองทุนยังไม่เคยมีประวัติการทุจริต พร้อมชี้ว่า กระทรวงสาธารณสุขไม่ได้มีอำนาจต่อรองเพียงเสียงเดียว เนื่องจากเป็นหน่วยบริการหลักและได้รับงบประมาณบัตรทองส่วนใหญ่ของระบบอยู่แล้ว
อีกประเด็นที่น่ากังวล คือข้อเสนอเปลี่ยนนิยามสิทธิของประชาชนเป็น “สิทธิประโยชน์พื้นฐาน” ซึ่งนายนิมิตร์มองว่าอาจเปลี่ยนหลักการสำคัญของระบบบัตรทอง จากเดิมที่ประชาชนได้รับความคุ้มครองการรักษาโดยทั่วไป เว้นแต่บริการที่กำหนดเป็นข้อยกเว้น ไปสู่การกำหนดว่าบริการใดเป็นสิทธิพื้นฐานและบริการใดอยู่นอกเหนือสิทธิ ซึ่งอาจกระทบต่อการรักษาบางประเภท รวมถึงอาจเปิดทางไปสู่ระบบร่วมจ่าย หรือ Co-payment และทำให้ประชาชนต้องรับภาระค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้น
นายนิมิตร์ย้ำว่า ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติมีบทบาทสำคัญในการทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการ ลดความเหลื่อมล้ำ และป้องกันครัวเรือนจากภาระค่ารักษาพยาบาลจนล้มละลาย ดังนั้น หากปัญหาปัจจุบันเกิดจากการบริหารจัดการหรือการจัดสรรงบประมาณ ก็ควรแก้ไขที่กลไกบริหารให้ตรงจุด มากกว่าการแก้กฎหมายในส่วนที่อาจกระทบทั้งสิทธิของประชาชนและโครงสร้างการถ่วงดุลของระบบ
แนะก้าวข้ามความขัดแย้งทางการเมือง
ขณะที่ นายอธึกกิต แสวงสุข (ใบตองแห้ง) สื่อมวลชน คอลัมนิสต์ และนักวิเคราะห์การเมือง มองว่า ปัญหาระบบหลักประกันสุขภาพไม่ได้เกิดจากเรื่องงบประมาณเพียงอย่างเดียว แต่เชื่อมโยงกับความขัดแย้งเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน ระหว่างกระทรวงสาธารณสุข สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ ขณะที่ภาระงานของแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งจากจำนวนผู้ป่วย สังคมสูงอายุ และปัญหาสวัสดิการหรือค่าตอบแทนที่ล่าช้า จนเกิดความอึดอัดในระบบมากขึ้นเรื่อย ๆ
นายอธึกกิต ยังตั้งข้อสังเกตถึงปัญหาการบริหารงบประมาณภายใต้นโยบาย “รักษาทุกที่” และบริการรับยาที่ร้านยา ซึ่งแม้มีเป้าหมายลดความแออัดของโรงพยาบาล แต่เมื่อใช้งบประมาณจากก้อนเดิมก็ทำให้หน่วยบริการบางแห่งรู้สึกว่าได้รับงบลดลง พร้อมกล่าวถึงข้อกังวลเรื่องการบันทึกข้อมูลเพื่อเบิกจ่ายที่อาจผิดปกติ และความขัดแย้งเรื่องการตรวจสอบการเบิกจ่าย โดยมองว่า สปสช. อยู่ในสถานะที่มีอำนาจต่อรองจำกัด เพราะไม่มีหน่วยบริการเป็นของตนเอง และยังต้องพึ่งโรงพยาบาลรัฐและคลินิกเอกชนจำนวนมากเพื่อรองรับประชาชน
สำหรับความยั่งยืนของระบบ นายอธึกกิตเห็นว่า กองทุนบัตรทองซึ่งต้องดูแลประชาชนหลายสิบล้านคนจำเป็นต้องบริหารด้วยงบประมาณแบบมีเพดาน และเลือกใช้ทรัพยากรทางการแพทย์อย่างคุ้มค่า ไม่สามารถเป็นระบบปลายเปิดที่จ่ายได้ไม่จำกัด พร้อมเตือนว่า หากมีการปรับโครงสร้างกฎหมายหรือกลไกบริหารโดยเพิ่มอำนาจให้ฝ่ายผู้ให้บริการมากเกินไป อาจกระทบเสถียรภาพของกองทุนในระยะยาว ดังนั้น ทุกฝ่ายควรก้าวข้ามความขัดแย้งทางการเมืองในอดีต และร่วมกันรักษาหลักการของระบบหลักประกันสุขภาพให้สามารถดูแลประชาชนได้อย่างยั่งยืน
ย้ำ 3 เสาหลักบัตรทอง
นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ฝ่ายกิจการพิเศษ ระบุว่า การแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติครั้งนี้ควรถูกจับตาตั้งแต่กระบวนการเริ่มต้น โดยเห็นว่า “บัตรทอง” เป็นวาระแห่งชาติที่เกี่ยวข้องกับประชาชนตลอดช่วงชีวิต ขณะที่ปัญหาโรงพยาบาลขาดทุนหรืองบประมาณไม่เพียงพอสามารถแก้ไขได้โดยไม่จำเป็นต้องแก้กฎหมาย แต่ควรปรับสูตรคำนวณงบประมาณระหว่าง สปสช. กับสำนักงบประมาณให้สอดคล้องกับภาระงาน และเปิดให้บอร์ด สปสช. สามารถจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณได้ตามความจำเป็น
สิ่งที่ต้องรักษาไว้คือ “3 เสาหลัก” ของระบบบัตรทอง ได้แก่ การยืนยันว่าการเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างเสมอภาคเป็นสิทธิ ไม่ใช่สวัสดิการที่รัฐหยิบยื่นให้ การมีตัวแทนผู้รับบริการเพื่อคานอำนาจและตรวจสอบผู้ให้บริการ และการจัดสรรงบประมาณตามจำนวนประชากรและภาระหน้าที่อย่างเป็นธรรม เพื่อไม่ให้ระบบย้อนกลับไปสู่การจัดสรรงบประมาณแบบอุปถัมภ์
ทั้งนี้ วิโรจน์ เห็นว่า ความเห็นต่างและการถกเถียงในบอร์ดไม่ใช่ปัญหา แต่เป็นกลไกปกติของการถ่วงดุลเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชน
ส่วนข้อเสนอเรื่องการร่วมจ่าย ดร.วิโรจน์ เตือนว่า ต้องแยกจากแนวคิด “30 บาท” เดิมที่เป็นการจ่ายในอัตราคงที่อย่างชัดเจน เพราะหากแบ่งบริการเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ที่ไม่ต้องจ่าย กับ “สิทธิเพิ่มเติม” ที่ประชาชนต้องร่วมจ่าย อาจทำให้สิทธิพื้นฐานหยุดพัฒนา ขณะที่ยา เทคโนโลยี และวิธีรักษาใหม่ ๆ ถูกผลักไปอยู่ในกลุ่มที่ต้องจ่ายเพิ่ม ส่งผลให้ความก้าวหน้าทางการแพทย์กลายเป็นสิ่งที่ประชาชนบางกลุ่มเข้าไม่ถึง และกระทบต่อความสามารถของแพทย์ในการเลือกการรักษาที่เหมาะสมที่สุดให้ผู้ป่วย
เสี่ยงคนหลุดจากระบบรักษา
นางยุพา สุขเรือง ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย ได้สะท้อนมุมมองและข้อห่วงใยในฐานะตัวแทนผู้รับบริการ โดยเน้นย้ำว่าระบบบัตรทองในปัจจุบันช่วยให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย และมีภาคประชาชนร่วมถ่วงดุลในคณะกรรมการอย่างเหมาะสม จึงไม่เห็นความจำเป็นในการแก้กฎหมายในลักษณะที่อาจลดสิทธิหรือเพิ่มภาระให้ผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเรื้อรังและผู้ติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ที่ต้องรับยาอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต
นางยุพาระบุว่า หากมีระบบร่วมจ่าย แม้จะเป็นเพียงบางส่วน ก็อาจกลายเป็นภาระสะสมสำหรับผู้ป่วยที่ต้องรับยาทุกเดือน และอาจทำให้บางคนต้องลดจำนวนยาที่รับในแต่ละครั้ง หรือเดินทางมารับยาบ่อยขึ้นเพื่อแบ่งภาระค่าใช้จ่าย ซึ่งกระทบทั้งรายได้และการดำเนินชีวิต ที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ หากผู้ป่วยบางส่วนตัดสินใจหยุดหรือขาดการรักษา อาจนำไปสู่ปัญหาดื้อยาและส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณสุขในวงกว้าง
นอกจากนี้ ยังตั้งคำถามต่อการใช้คำว่า “สิทธิประโยชน์พื้นฐาน” ว่าจะถูกกำหนดแคบเพียงใด เพราะหากระบบมุ่งเพียงรักษาให้ผู้ป่วย “ไม่เสียชีวิต” แต่อย่าละเลยคุณภาพชีวิต ผู้ป่วยอาจเข้าไม่ถึงยาและการรักษารูปแบบใหม่ที่ช่วยลดผลข้างเคียงและทำให้ใช้ชีวิตได้ดีขึ้น จึงย้ำว่าการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ต้องไม่ทำให้เสียงของผู้ป่วยถูกลดทอน และต้องไม่ทำให้สิทธิที่มีอยู่ถอยหลัง
บัตรทองต้องรักษาสิทธิการรักษา
ด้าน นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติไม่ได้เกิดจากฝ่ายการเมืองเพียงฝ่ายเดียว แต่เกิดจากพลัง “3 ประสาน” ทั้งภาคประชาชนที่ 11 เครือข่ายร่วมกันเข้าชื่อเสนอกฎหมาย นักวิชาการที่ร่วมศึกษาความเป็นไปได้ทางการเงิน และฝ่ายการเมืองที่ผลักดันจนเกิดขึ้นจริง คุณูปการสำคัญของระบบบัตรทองจึงไม่ใช่เพียงเรื่อง “30 บาท” แต่คือการทำให้ประชาชนเมื่อเจ็บป่วยสามารถเดินเข้าโรงพยาบาลและได้รับการรักษาที่จำเป็น โดยไม่ต้องกังวลก่อนว่ามีเงินอยู่ในกระเป๋าเพียงพอหรือไม่
นางสาวสารีกล่าวว่า การยกเลิกเก็บ 30 บาทในอดีตมีเหตุผลด้านต้นทุนการบริหารจัดการ เพราะการเก็บเงินจากผู้รับบริการต้องเพิ่มภาระงานธุรการให้โรงพยาบาลทั่วประเทศ ขณะที่รายได้ที่จัดเก็บไม่ได้คุ้มกับต้นทุนที่เกิดขึ้น จึงไม่เห็นด้วยหากจะนำระบบกลับไปสู่การเรียกเก็บเงิน ณ จุดบริการ โดยเฉพาะหากพัฒนาไปสู่การร่วมจ่ายตามค่ารักษา เพราะอาจทำให้ประชาชนที่ไม่มีเงินถูกจำกัดการเข้าถึงบริการ พร้อมยกกรณีร้องเรียนที่ผู้ป่วยถูกแจ้งให้เตรียมเงิน 15,000 บาทก่อนเข้ารับการผ่าตัด และเมื่อไม่มีเงินจ่ายกลับถูกเลื่อนคิวรักษาออกไป สะท้อนความเสี่ยงที่ระบบอาจถอยกลับไปสู่ภาวะที่ฐานะทางเศรษฐกิจเป็นตัวกำหนดว่าใครจะได้รับการรักษาเมื่อใด
“ถ้ารัฐเห็นว่าระบบหลักประกันสุขภาพต้องการเงินเพิ่ม เราสามารถคุยเรื่องการจัดเก็บผ่านระบบภาษีหรือภาษีสุขภาพ เพื่อให้ประชาชนร่วมสมทบก่อนที่จะเจ็บป่วยได้ แต่ไม่ควรไปเก็บเงินในวันที่คนเดินเข้าโรงพยาบาล เพราะวันนั้นเขาไม่ได้มีทางเลือกว่าจะป่วยหรือไม่ป่วย สิ่งที่เราต้องรักษาไว้คือสิทธิในการเข้าถึงบริการสุขภาพที่จำเป็นต่อการมีชีวิตในฐานะมนุษย์ ไม่ใช่ลดทอนลงเหลือเพียงคำว่า ‘สิทธิพื้นฐาน’ แล้วให้ประชาชนต้องจ่ายเพิ่มเพื่อเข้าถึงการรักษาที่ดีกว่า” เลขาธิการสภาผู้บริโภค ระบุ
关于《全民健康覆盖法案》修正案的讨论已经展开。各方普遍认为,解决医院预算短缺、医护人员疲惫不堪以及患者候诊时间过长等问题,应着重改进行政和服务体系,而非进行法律改革。目前,四个可能影响医疗保健权利的关键领域正受到密切关注。
2026年9月4日,记者报道称,消费者委员会于前一天晚上(2026年9月3日)举办了一场题为“识别信号!修改国家健康安全法=废除30泰铢计划,重回贫困制度?”的论坛,就拟议修改国家健康安全法(即金卡计划)的意见进行交流。此前,人们担心修改该法可能会影响公民的权利以及金卡计划的关键机制。来自民间社会、学术界和卫生专家的代表一致认为,医院预算短缺、人员过度劳累和过度拥挤等问题应该通过更好的预算管理和提高医疗系统的效率来解决,而不是通过可能损害公共卫生安全的方式来修改法律。
应重点关注法律修订的四个关键风险领域。
区域健康保险小组委员会成员坎妮卡·基蒂韦库尔女士表示,本次论坛的目标集中在四个关键问题上:第一,允许公民额外付费接受治疗,这可能会使获得医疗服务取决于经济能力;第二,削弱民间社会在国家卫生安全办公室(NHSO)委员会中的作用;第三,增加部长对NHSO的指挥权;第四,允许使用NHSO的资金来支付医院的经常性支出,例如工资、水电费和建设费,这可能会减少公共医疗保健的预算。
坎尼卡女士强调,任何法律修正案都不得损害公共卫生安全。所有公民都必须获得标准且公平的医疗服务,不得收取过高的费用以致于无法接受治疗。公众必须真正参与决策,全民医疗保健基金必须主要用于向公众提供医疗保健服务。
修改全民医疗保健法并非解决之道。
萨巴约医院前院长苏帕·哈苏瓦纳吉特博士指出,当前的医疗危机主要有三个问题:1)医院获得的资金不足以应对其工作量;2)医务人员因患者数量不断增加而疲惫不堪,尤其是在泰国进入老龄化社会,慢性病患者人数不断增加的情况下;3)人们不得不长时间等待医疗服务,而且有些人得到的医疗服务不如以前全面。
苏帕特医生认为,修改《国家健康安全法》(又称“金卡法”)并非解决问题的良方,因为这既不会增加医院预算,也不会减轻医生和护士的负担,更不会缩短公众的就医等待时间。这就像“开错药,治错病”。他补充说,现行的法律体系已经建立了医疗服务提供者、政府和公民社会之间的制衡机制。
当务之急是在相应调整预算分配之前,“彻底改革整个医疗卫生体系”。这包括提议建立家庭医生制度或智慧家庭诊所,以分散门诊病人,减少大型医院的拥挤状况,并增加住院病人的床位。同时,还应发展居家临终关怀体系,这将有助于减少重症监护病床的使用,降低医院成本,减轻医护人员的负担,并为公众提供更快捷的服务。最后,敦促所有政党将这一新的医疗卫生体系理念转化为明确的政策。
如果泰国能够重组其医疗保健系统,它将比仅仅修改全民医疗保健法更有效地解决问题,尤其是在降低医院成本、减轻医务人员的负担和疲劳以及缩短公众的等待时间方面。
解决错误的问题可能会破坏医疗保健系统的平衡。
国家卫生安全委员会成员尼米特·提亚努多姆指出,拟议的《国家卫生安全法》修正案中,值得关注的关键问题之一是国家卫生安全委员会的重组。该委员会每年管理着超过2700亿泰铢的资金。拟议的修正案拟将服务提供者数量增加9个,同时减少专家和公众代表的比例,这可能会破坏现有的制衡机制。他指出,20多年来,该基金的中央预算管理一直保持廉洁,并强调公共卫生部并非拥有唯一的谈判筹码,因为它是主要的服务提供者,并获得了全民健康覆盖预算的大部分。
另一个令人担忧的问题是,有人提议将公民权利的定义改为“基本福利”。尼米特先生认为,这可能会改变全民医疗保健体系的基本原则,使现行体系(除特定例外情况外,公民享有普遍医疗保健)转变为明确界定哪些服务属于基本权利、哪些服务不属于基本权利的体系。这可能会影响某些类型的治疗,并有可能为共同支付制度铺平道路,从而加重公民的医疗经济负担。
尼米特先生强调,国家医疗保障体系在保障公众获得医疗服务、减少不平等以及防止家庭因医疗费用而破产方面发挥着至关重要的作用。因此,如果当前的问题源于管理或预算分配,那么解决方案应该直接针对行政机制,而不是修改可能影响公民权利和体系制衡机制的法律。
建议超越政治冲突。
与此同时,记者、专栏作家兼政治分析家阿图吉·桑苏克(白通亨)认为,国家医疗保险体系的问题并非仅仅源于预算不足,而是与公共卫生部、国家健康保障办公室(NHSO)和医务人员之间长期存在的结构性冲突密切相关。由于患者数量不断增加、人口老龄化以及福利或补偿金发放延迟,医生、护士和工作人员的工作量日益加重,导致体系内部的不满情绪不断高涨。
阿图基特先生还指出,“随时随地治疗”政策和以药房为基础的药物服务在预算管理方面存在问题。虽然其目标是缓解医院拥挤状况,但由于预算分配不变,一些服务提供商感觉自己获得的资金减少了。他还对报销数据记录中可能存在的违规行为以及拨款审计方面的冲突表示担忧。他认为,国家卫生安全办公室(NHSO)的议价能力有限,因为它缺乏自己的服务提供商,严重依赖众多公立医院和私立诊所为公众提供服务。
关于全民健康覆盖体系的可持续性,阿图基特先生认为,全民健康覆盖基金必须惠及数千万人,因此必须设定预算上限并高效利用医疗资源,而不能是一个无限制、支出无上限的体系。他警告说,通过赋予服务提供者过大权力来重组法律或行政机制,可能会影响基金的长期稳定性。因此,各方应超越过去的政治纷争,共同努力维护全民健康覆盖体系的原则,使其能够可持续地为公众提供医疗服务。
强调全民医疗保健计划的三大支柱。
人民党特别事务副主席维罗·拉克哈纳迪松先生表示,应从一开始就密切关注《国家健康安全法》的修正案。他认为,“金卡”(全民医疗保健)是一项影响公民一生的国家议程。他补充说,医院亏损或预算不足的问题无需修改法律即可解决,而是可以通过调整国家健康保障组织(NHSO)和预算局之间的预算计算公式,使其更好地反映工作量,并允许NHSO董事会根据需要优先分配预算。
必须保留的是全民医疗保健体系的“三大支柱”:确认公平获得医疗保健是一项权利,而不是国家提供的福利;设立医疗保健用户代表来制衡服务提供者的权力;以及根据人口规模和责任公平分配预算,以防止该体系倒退回以裙带关系为基础的预算体系。
Viroj认为,董事会内部不同的意见和辩论并不是问题,而是保护公众利益的正常制衡机制。
关于共同支付方案,维罗伊医生警告说,必须将其与最初的“30泰铢”固定支付方案明确区分开来。他认为,将服务分为免费的“基本权利”和需要共同支付的“附加权利”,可能会阻碍基本权利的发展,而新的药物、技术和疗法则会被归入需要额外付费的范畴。这将使部分人群无法获得医疗进步,并影响医生为患者选择最合适治疗方案的能力。
存在人们脱离医疗保健系统的风险。
泰国艾滋病病毒感染者/艾滋病患者网络主席尤帕·苏克鲁昂女士作为服务使用者的代表,阐述了各方观点和关切。她强调,目前的全民医疗保健体系(金卡)使人们能够获得治疗而无需担心费用,而且委员会中民间社会也设有适当的监督和制衡机制。因此,她认为没有必要修改法律,以免减少患者的权利或增加患者的负担,尤其是那些患有慢性疾病且需要终身服药的艾滋病病毒感染者。
尤法女士指出,即使只是部分实施共同支付制度,对于每月需要服药的患者来说,也可能造成累积性的负担。这可能会迫使一些患者每次减少用药量,或者更频繁地前往药店取药以减轻经济压力,从而影响他们的收入和生活质量。更令人担忧的是,如果一些患者选择停止或中断治疗,则可能导致抗生素耐药性,并对公共卫生系统造成更广泛的影响。
此外,人们对“基本福利”一词的狭义性也提出了质疑。如果医疗体系只关注防止患者死亡而忽视其生活质量,患者可能就无法获得能够减轻副作用、改善生活质量的新药和治疗方案。必须强调的是,任何改革都绝不能削弱患者的话语权,也不能损害他们现有的权利。
全民医疗保健卡持有者必须维护其医疗保健权利。
消费者委员会秘书长萨莉·翁颂旺女士指出,国家健康保障体系(NHSS)的建立并非仅靠政治手段,而是“三管齐下”的成果:11个民间社会网络联合提出立法提案,学者对其财务可行性进行研究,以及各政党积极推动其实施。因此,NHSS体系的重大贡献不仅在于“30泰铢”的医疗补贴计划,更在于它使人们在生病时能够安心地在医院接受必要的治疗,而无需担心经济状况。
萨丽女士指出,过去取消30泰铢全民医疗保健费的原因是行政成本过高。向患者收费增加了全国各地医院的行政负担,而收取的费用却不足以弥补成本。因此,她不赞成恢复现场收费制度,尤其是不赞成发展成共同支付制度,因为这可能会限制经济困难者获得医疗服务。她举例说,曾有患者被告知术前需准备15000泰铢,但因无力支付而被推迟手术。这反映出,该制度存在倒退的风险,即经济状况决定了患者何时能够获得治疗。
“如果政府认为国民健康保险体系需要更多资金,我们可以讨论通过税收或医疗税来筹集,让民众在生病前就能缴纳费用。但我们不应该在人们走进医院的那天才收费,因为在那一刻,他们无法选择是否生病。我们需要维护的是人们获得基本医疗保健服务的权利,而不是将其简化为一项‘基本权利’,然后强迫人们为更好的治疗支付更多费用。”消费者委员会秘书长表示。