← 返回新闻首页
泰国主流

จังหวะดี“อนุทิน”โรดโชว์นิวยอร์ก ดัชนีหุ้นไทยเย้ายวนใจโตล้ำ 30%

“อนุทิน” ถึงนิวยอร์ก ทริปโรดโชว์ “โตเกียว - นิวยอร์ก- ลอนดอน” คึกคัก จับมือสภาตลาดทุน–ตลาดหลักทรัพย์ฯ ไล่ต้อนนักลงทุนทั่วโลก เผยเป็นโอกาสเหมาะเพราะดัชนีหุ้นไทยโต 30% แซงหน้าคู่แข่งทั่วโลก

Thairath查看原文 ↗
จังหวะดี“อนุทิน”โรดโชว์นิวยอร์ก ดัชนีหุ้นไทยเย้ายวนใจโตล้ำ 30%
จังหวะดี“อนุทิน”โรดโชว์นิวยอร์ก ดัชนีหุ้นไทยเย้ายวนใจโตล้ำ 30%

# นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล

# การลงทุนในตลาดทุนไทย

# ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

# ความเชื่อมั่นนักลงทุน

# การเดินทางไปญี่ปุ่น

สอนลูกเรื่องเงินยังไง? กับ Sai Money Monster x ออม แม่บ้านสาธุ | Money Issue EP.72

“อนุทิน” ถึงนิวยอร์ก ทริปโรดโชว์ “โตเกียว - นิวยอร์ก- ลอนดอน” คึกคัก จับมือสภาตลาดทุน–ตลาดหลักทรัพย์ฯ เป่ากระหม่อมนักลงทุนโลก เผยเป็นโอกาสเหมาะเพราะดัชนีหุ้นไทยโต 30% แซงหน้าประเทศคู่แข่ง ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิด 3 ปัจจัยบวกยั่วใจนักลงทุน ประกอบด้วย ผลประกอบบริษัทแกร่งที่สุดในรอบ 3-4 ปี การเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมใหม่ และการเพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน

“อนุทิน” ถึงนิวยอร์ก ทริปโรดโชว์ “โตเกียว - นิวยอร์ก- ลอนดอน” คึกคัก

จับมือสภาตลาดทุน–ตลาดหลักทรัพย์ฯ เป่ากระหม่อมนักลงทุนโลก

เผยเป็นโอกาสเหมาะเพราะดัชนีหุ้นไทยโต 30% แซงหน้าประเทศคู่แข่ง

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิด 3 ปัจจัยบวกยั่วใจนักลงทุน ประกอบด้วย

ผลประกอบบริษัทแกร่งที่สุดในรอบ 3-4 ปี การเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมใหม่ และการเพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน

เผยคอนเทนต์เถื่อนระบาดข้ามแพลตฟอร์ม พ่วงภัยเงินหาย-ข้อมูลรั่ว

นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยเมื่อวันที่ 22 ก.ย. 2569 ระหว่างภารกิจการเดินทางไปเยือนญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีว่า การเดินทางไปสหรัฐฯ ครั้งนี้ เพื่อเข้าร่วมการประชุม UNGA 81 โดยนายอนุทิน ดำริให้จัดกิจกรรมคู่ขนาน โรดโชว์ (Roadshow) ร่วมกับภาคเอกชน สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เร่งสร้างความเชื่อมั่น (trust) ศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทย รวมทั้งเชิญชวนนักลงทุนเข้ามาลงทุนในไทย โดยเฉพาะตลาดทุนไทย ที่ในปีนี้มีการเติบโตอย่างโดดเด่น ส่วนหนึ่งผลจากนโยบายรัฐบาลที่ส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ๆ เช่น ดิจิทัล เอไอ รวมทั้ง ยอดตัวเลขคำขอรับการส่งเสริมการลงทุน และล่าสุดบริษัทจัดลำดับความน่าเชื่อถือ ทั้ง 3 บริษัทใหญ่ ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) เป็น ‘Stable’ (มีเสถียรภาพ) กลายเป็นปีทองของตลาดทุนไทย ซึ่งเมื่อบริษัทจดทะเบียนเติบโตและมีจำนวนมากขึ้น มีการขยายกิจกรรมเศรษฐกิจ สู่การลงทุนในอุตสาหกรรมจริง (real sector) ภาคผลิต จะส่งผลต่อการใช้จ่ายและการจ้างงานในประเทศด้วย

โอกาสนี้ นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวถึงการร่วมคณะนายกรัฐมนตรีว่า เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะสื่อสารศักยภาพและโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศไทยกับนักลงทุนต่างประเทศ จากที่ปีนี้มีสัญญาณสะท้อนถึงการไหลเข้าของเงินลงทุนจากต่างประเทศมายังประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างชัด ตอกย้ำถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อเศรษฐกิจไทย

"ปีนี้ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 3-4 ปีที่ตลาดหุ้นไทยมีกระแสเงินลงทุนจากต่างประเทศไหลเข้าเป็นบวกสุทธิ หลังจากที่เรารอคอยมานาน และที่น่าสนใจคือ เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียทั้งหมดที่มีการประกาศตัวเลขในปีนี้ ไทยเป็นประเทศเดียวที่มีกระแสเงินไหลเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งตอกย้ำความเชื่อมั่นที่นักลงทุนมีต่อเรา นอกจากนี้ ปีนี้ยังเป็นปีแรกในรอบ 4 ปีเช่นกัน ที่ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนสูงกว่าตลาดโลก โดยดัชนี SET Index ปรับขึ้นมาแล้วเกือบ 30% ขณะที่ตลาดหุ้นโลกโดยรวมปรับขึ้นเพียง 10-12% ส่วนตลาดคู่แข่งของไทย อย่าง เวียดนาม และ อินโดนีเซีย ไม่ค่อยดีนัก โดยดัชนีหุ้นเวียดนาม อยู่กับที่ และอินโดนีเซีย ปรับลด 20% ขณะที่ไทยให้ผลตอบแทนสูงสุดอันดับที่ 3 ในภูมิภาคเอเชีย"

โดยปัจจัยที่ดึงดูดนักลงทุน ให้มาลงทุนในไทย คือ ผลประกอบการที่ดีมีกำไร ของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งปีนี้ก็เป็นปีแรกในรอบ 3-4 ปี ที่ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไทย เริ่มเติบโต โดยครึ่งปีแรก โตกว่า 20% และเชื่อว่าตลอดทั้งปีจะเติบโตได้ต่อเนื่องไปถึงปีหน้า

ข้อดีต่อมาคือ การเปลี่ยนแปลงเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทย ที่เป็นปัจจัยพื้นฐานระยะยาว เพราะนักลงทุนต่างชาติ มองผลในระยะยาวที่จับต้องได้ และยังเป็นการเพิ่มขีดความสามารถของประเทศ ซึ่งเป็นหมุดหมายที่นายกรัฐมนตรีต้องการให้ไทยกลับมามีขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลก 1 ใน 20 ของโลก ซึ่งปัจจุบัน อยู่ที่ระดับ 20 ปลาย หากทำอันดับขึ้นได้ ก็จะทำให้ประสิทธิภาพของไทยสูงขึ้น และหวังว่าเศรษฐกิจจะเติบโตได้ถึง 3-4%

นายไพบูลย์กล่าวว่า หลายปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยมีอัตราการเติบโตค่อนข้างต่ำ 1-2% ขณะที่รัฐบาลมีเป้าหมายที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงและส่งเสริมการลงทุนในประเทศไทย จึงได้รับการตอบรับที่ดีจากต่างประเทศ เห็นได้จากข้อมูลตัวเลขคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เพิ่มสูง แสดงถึงความเชื่อมั่น ส่งเสริมให้เกิดกิจกรรมและการขยายตัวทางเศรษฐกิจในภาคส่วนต่าง ๆ และกระจายประโยชน์ไปยังภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ ได้มากขึ้น

ขณะที่นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีความยินดีที่ได้ร่วมเดินทางกับคณะของนายกรัฐมนตรี โดยที่กรุงโตเกียวได้มีโอกาสหารือร่วมกับทีมไทยแลนด์ รวมถึงกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและหารือถึงแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือกับภาคธุรกิจและนักลงทุนต่างประเทศให้มีความใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะญี่ปุ่น ซึ่งมีบริษัทจำนวนมากให้ความสนใจและมีศักยภาพที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย

สำหรับการเดินทางไปสหรัฐอเมริกาของนายกรัฐมนตรีเพื่อเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 (UNGA81) และได้จัดสรรเวลาให้กับภารกิจด้านตลาดทุนเพื่อพบปะนักลงทุนสถาบันในนิวยอร์กกว่า 30 ราย ทั้งในรูปแบบการประชุมกลุ่มและการหารือรายบริษัท ถือเป็นเรื่องที่ดีสะท้อนความสนใจของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อตลาดทุนไทยและเศรษฐกิจไทยอีกครั้ง และถือเป็นเวทีสำคัญที่เราจะสื่อสารให้นักลงทุนต่างชาติเห็นถึงศักยภาพและทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ยังมีความผันผวน

นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังเตรียมนำเสนอปัจจัยบวกของตลาดทุนไทยให้นักลงทุนต่างชาติเห็นใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ (1) ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไทยที่กลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่งเป็นครั้งแรกในรอบ 3-4 ปี (2) การเปลี่ยนผ่านเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยสู่อุตสาหกรรมใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องราวการเติบโตระยะยาว (Long-Term Story) ที่นักลงทุนสถาบันให้ความสนใจ และ (3) การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ตามนโยบายที่นายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญ

“เป้าหมายสำคัญของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการเดินทางครั้งนี้ คือ การสื่อสารความน่าสนใจของตลาดหุ้นไทย และสร้างความเข้าใจเพื่อส่งเสริมการลงทุนระยะยาวซึ่งการที่มีเงินลงทุนเข้ามาทำให้ทุกครั้งที่ ดัชนีหุ้นไทย SET Index ปรับเพิ่มขึ้น 100 จุด จะมีมูลค่าหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นประมาณ 1 ล้านล้านบาท ซึ่งมาจากการซื้อขายหลักทรัพย์ เมื่อผู้ขายมีกำไร จะทำให้เกิดการใช้จ่ายหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว และสร้างประโยชน์ต่อประเทศไทยในภาพรวม” นายอัสสเดชกล่าว

โฆษกรัฐบาล กล่าวต่อว่า การเดินทางครั้งนี้ เป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอศักยภาพของประเทศไทย ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างประเทศถึงโอกาสในการเข้ามาลงทุนและเติบโตร่วมกับประเทศไทยในระยะยาวโดยเป็นความร่วมมือระหว่างรัฐบาลและภาคเอกชน ร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยเติบโตต่อไป

กองบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

手机左右滑动,电脑按 ← → 键,也能切换新闻