กรุงเทพฯ เริ่มแบกเศรษฐกิจต่อไม่ไหว? World Bank ชี้ ต้องปลดล็อก “เมืองรอง” พาไทยสู่ประเทศรายได้สูง曼谷的经济是否开始衰退?世界银行建议释放“二线城市”的潜力,以推动泰国迈向高收入国家行列。
อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศไทยชะลอตัวลงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และล่าสุด World Bank ระบุว่า หากเมืองไทยอยากยกระดับไปสู่ประเทศรายได้สูงภายใน 2037 หนึ่งในนั้นคือการต้องปลดล็อกศักยภาพเมือง

# ประเทศไทยรายได้สูง
DCA แล้วเจ๊ง? หุ้นไทยยังไหวไหม? และวิธีคัดหุ้นเปลี่ยนชีวิต? | Money Issue EP.74
อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศไทยชะลอตัวลงอย่างมากในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา และล่าสุด World Bank ระบุว่า หากเมืองไทยอยากยกระดับไปสู่ประเทศรายได้สูงภายใน 2037 หนึ่งในนั้นคือการต้องปลดล็อกศักยภาพเมือง เพื่อสร้างผลิตภาพและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
ค่ายจีนเร่งปักฐานไทย BYD ผลิตครบแสนคัน GWM ดันชิ้นส่วนรับทุกขุมพลัง
ตลอดช่วง 35 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเคยเป็นหนึ่งในดาวรุ่งพุ่งแรงทางเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยในช่วงปี 1991-1996 เศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 8.0% ต่อปี พร้อมกับการสร้างงานในภาคอุตสาหกรรมและการบริการนับล้านตำแหน่ง
แต่แล้วเมื่อเวลาผ่านไป แรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจของไทยกลับชะลอตัวลงเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่องหลังวิกฤตการเงินโลก โดยอัตราการเติบโตลดลงเหลือเฉลี่ย 3.6% ต่อปี นับตั้งแต่ช่วงปี 2010-2019 และยิ่งชะลอตัวลงหนักเหลือเพียง 2.2% ต่อปี ในช่วงหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 (ปี 2021–2024)
หากปล่อยให้เศรษฐกิจเติบโตตามเส้นทางปกติ (Baseline Potential) ที่ราว 2.2%-2.9% ต่อปี การบรรลุเป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูง (High-Income Country) ของไทยอาจต้องเลื่อนออกไปจนถึงปี 2056 แต่หากประเทศไทยต้องการบรรลุเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ชาติภายในปี 2037 ไทยจะต้องเร่งอัตราการเติบโตของ GDP ต่อหัวให้ได้เฉลี่ย 5.4% ต่อปี
คำถามสำคัญคือ ประเทศไทยจะเอาแรงขับเคลื่อนใหม่นี้มาจากไหน ในเมื่อเครื่องยนต์เศรษฐกิจเดิมเริ่มติดขัด? คำตอบหลักที่รายงานของธนาคารโลก หรือ World Bank ในประเด็น “Thailand Cities of the Future: Urban Foundations for a High-Income Economy” หรือ “เมืองแห่งอนาคตของประเทศไทย: รากฐานเมืองเพื่อเศรษฐกิจรายได้สูง” ระบุว่าชี้ชัดว่าคือ การปลดล็อกและปรับโครงสร้างระบบเมือง
Alejandro Alcala-Gerez ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการประจำประเทศไทยและเมียนมา ธนาคารโลก กล่าวว่า “ตอนนี้ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญของประเทศไทย เพราะประเทศกำลังขับเคลื่อนไปสู่การเป็นประเทศรายได้สูง ซึ่งการเติบโตในอนาคตจะต้องพึ่งพาผลิตภาพที่สูงขึ้น การลงทุน นวัตกรรม และการสร้างงานที่ดีขึ้นเป็นหลัก”
“รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอมุมมองด้าน ‘เมือง’ และ ‘เชิงพื้นที่’ ว่า อนาคตประเทศไทยจะสามารถสร้างสภาวะที่เอื้อต่อการสร้างอุตสาหกรรมที่เข้มแข็ง ยกระดับผลิตภาพ และสร้างงานที่ดีขึ้นได้” Alejandro Alcala-Gerez กล่าวต่อ
วิกฤตเชิงโครงสร้าง: ทำไมโมเดลเมืองแบบเดิมถึงทำไทยชนเพดาน?
สาเหตุหลักที่ทำให้การเติบโตของประเทศไทยเริ่มติดขัด มาจากการพัฒนาเชิงพื้นที่และเศรษฐกิจที่มีข้อจำกัดหนัก 3 ประการ ประกอบไปด้วย
ภาวะสังคมสูงวัย “แก่ก่อนรวย”: ประชากรวัยทำงานของไทยผ่านจุดสูงสุดไปแล้วในปี 2019 ที่ 51 ล้านคน และคาดว่าจะลดลงเหลือเพียง 44 ล้านคนภายในปี 2040 ขณะที่ประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยขั้นสุดยอด (Super-Aged Society) ภายในปี 2031 ซึ่งแตกต่างจากประเทศรายได้สูงอื่น ๆ ที่รวยก่อนแก่
การกระจุกตัวในกรุงเทพฯ แบบสุดขั้ว: กรุงเทพมหานครมีขนาดประชากรใหญ่กว่าเชียงใหม่ ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของประเทศถึง 27 เท่า การกระจุกตัวนี้นำไปสู่ภาวะผลตอบแทนลดน้อยถอยลง (Diminishing Returns) แถมกรุงเทพฯ ยังต้องเผชิญกับปัญหาการจราจรติดขัด ซึ่งสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงถึง 7%-10% ของผลผลิตมวลรวมกรุงเทพฯ (GRP) ในแต่ละปี อีกทั้งยังมีข้อจำกัดด้านราคาที่ดิน ค่าเช่า และความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วมและการกัดเซาะ ส่งผลให้อัตราการเติบโตของ GDP ต่อหัวในกรุงเทพฯ ช่วงปี 2010-2020 ที่ผ่านมา เติบโตเพียง 0.2% ต่อปี เท่านั้น
เมืองรองถูกมองข้ามและขาดการกระจายอำนาจ: แม้เมืองรองในไทยจะมีความหนาแน่นของประชากรเพิ่มขึ้นเท่าตัว แต่ความหนาแน่นนั้นยังไม่ถูกเปลี่ยนเป็นผลิตภาพ หรือ Productivity เนื่องจากแรงงานส่วนใหญ่อยู่ในภาคบริการมูลค่าต่ำ ประกอบกับการจัดสรรงบประมาณภาครัฐกว่า 60% ยังคงกระจุกตัวอยู่ที่กรุงเทพฯ แต่ฝั่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกลับขาดอำนาจทางการคลังและการบริหารภาษีในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของตัวเอง
ทำไม “เมือง” ถึงเป็นกุญแจพาไทยสู่ประเทศรายได้สูงปี 2037?
ตามรายงานล่าสุดของ World Bank ระบุว่า เมืองคืออีกหนึ่งเครื่องยนต์หลักของการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเหตุผลหลัก ๆ ประกอบไปด้วย
เมืองเป็นศูนย์รวมการเติบโตและแรงงาน: นับตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา ประมาณ 89% ของการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของประเทศไทยเกิดขึ้นในเขตเมือง และเมืองยังเป็นที่อยู่อาศัยของประชากรวัยทำงานมากกว่า 75% ของประเทศ
เมืองเป็นจุดเปลี่ยนการลงทุน: จากการวิเคราะห์แบบจำลองของธนาคารโลกพบว่า หากประเทศไทยลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเมืองที่ระดับประมาณ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (หรือราว 2.1% ของ GDP) จะเกิด “จุดเปลี่ยนทางเศรษฐกิจ” หากอัดฉีดเงินลงทุนลงที่กรุงเทพฯ ต่อไป ผลตอบแทนย่อยจะเริ่มลดลงเนื่องจากความแออัด แต่หากกระจายการลงทุนไปยัง เมืองรอง (Secondary Cities จะช่วยปลดล็อกศักยภาพที่ซ่อนอยู่ นำไปสู่ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและผลิตภาพในระยะยาวที่สูงกว่าอย่างชัดเจน
Dr. Steven Rubinyi หัวหน้าทีมผู้จัดทำรายงาน และผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ธนาคารโลก ได้อธิบายถึงจุดเปลี่ยนสำคัญของการลงทุนพัฒนาเมืองไว้ว่า
“เงินทุกบาททุกสตางค์ที่ลงทุนในกรุงเทพฯ เริ่มเกิดผลตอบแทนลดน้อยถอยลง แต่ประเทศยังมีเมืองรองที่มีศักยภาพซ่อนอยู่ หากประเทศไทยมุ่งเป้าหมายไปที่กลยุทธ์การเติบโตสูง หันไปลงทุนในระบบเมืองเหล่านี้ด้วย จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ทำให้การเติบโตของเมืองรองเร่งตัวขึ้นอย่างก้าวกระโดด และจะยิ่งช่วยปลดล็อกเครือข่ายเมืองได้”
ดังนั้น การอัดฉีดงบประมาณลงที่กรุงเทพฯ เพียงอย่างเดียวจะไม่สามารถสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจได้เท่าเดิมอีกต่อไป การกระจายการลงทุนไปยังเมืองรองจึงเป็นกุญแจพาประเทศก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง
สร้าง “เครือข่ายเมืองแบบกระจายศูนย์” ยุทธศาสตร์แก้ไขการกระจุกตัว
การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไทยอาจไม่ใช่การเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่าง “กรุงเทพฯ” กับ “เมืองรอง” แต่มันคือการสร้างเครือข่ายเมืองที่เกื้อหนุนกันโดยมีกรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางหลัก ผ่านองค์ประกอบสำคัญ 5 ประการ หรือ 5 Urban Ingredients ได้แก่
เกื้อหนุนความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านกัน (Complementary Specialization): ดึงจุดแข็งที่แตกต่างกันของแต่ละเมืองมาใช้ เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต EEC หรือขอนแก่น ให้ตอบโจทย์อุตสาหกรรมอนาคต
เปลี่ยนความหนาแน่นเป็นผลิตภาพ (Productive Density): ยกระดับการจ้างงานในเมืองรองจากงานบริการมูลค่าต่ำ ไปสู่อุตสาหกรรมและบริการขั้นสูง
ต้องเชื่อมโยงอย่างทั่วถึงและแข็งแรง (Stronger Connectivity): พัฒนาระบบขนส่งทางรางและการบินระหว่างเมืองรองโดยไม่ต้องวิ่งผ่านกรุงเทพฯ ทั้งหมด เพื่อลดต้นทุนการเดินทางและการขนส่ง
โครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่นและรับมือภัยพิบัติ (Resilient Infrastructure): ลงทุนในระบบป้องกันน้ำท่วม เมืองเย็น (Cool Cities) และพลังงานสะอาดตั้งแต่วันนี้ ซึ่งมีต้นทุนถูกกว่าการตามแก้ไขในภายหลัง
สถาบันต้องแข็งและมีการกระจายอำนาจ (Strong Institutions and Fiscal Decentralization): ปฏิรูปกฎหมายให้ท้องถิ่นมีอำนาจบริหารภาษีทรัพย์สิน ค่าธรรมเนียม และออกพันธบัตรพัฒนาเมืองได้เอง
แผนดำเนินการ 3 แนวทาง
พร้อมกันนี้ ในรายงานยังมีการเสนอทางออกในการแก้ปัญหา เป็นแผนปฏิรูปที่จะช่วยยกระดับเมืองของไทย และช่วยดันประเทศไทยไปสู่ประเทศรายได้ขั้นสูงได้ทัน ตามกรอบที่วางไว้ โดยแผนการดังกล่าวจะต้องดำเนินควบคู่กันไป 3 แนวทาง ประกอบไปด้วย
Track 1: ยกระดับกรุงเทพฯ ให้เป็นศูนย์กลางระดับโลกที่มีประสิทธิภาพสูง เร่งแก้ปัญหาจราจรด้วยการขยายระบบขนส่งมวลชน เพิ่มพื้นที่เดินเท้า เพิ่มพื้นที่สีเขียว และสร้างความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและน้ำท่วม และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล
Track 2: วางรากฐานเมืองน่าอยู่ทั่วประเทศ ผ่านการปฏิรูปโครงสร้างการเงินการคลังท้องถิ่น ออกแบบเมืองให้รองรับผู้สูงวัย (Age-Ready Cities) และปรับระบบเมืองให้รองรับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนที่เน้นเชิงคุณค่ามากกว่าปริมาณ
Track 3: เตรียมความพร้อมและปลดล็อกเมืองรอง ส่งเสริมกลุ่มอุตสาหกรรมเฉพาะด้านในแต่ละเมืองรอง สนับสนุนการตั้งไข่ของธุรกิจนวัตกรรมและสตาร์ทอัพ เชื่อมโยงโครงข่ายการคมนาคมระหว่างภูมิภาค และยกระดับความหนาแน่นเชิงผลิตภาพ
ท้ายที่สุดแล้ว การขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สถานะประเทศรายได้สูงภายในปี 2037 จาก “เมือง” ตามรายงานของธนาคารโลก ไม่ใช่เพียงการพัฒนาสิ่งปลูกสร้าง แต่คือยุทธศาสตร์การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ กระจายโอกาส และเพิ่มผลิตภาพของประเทศ การเปลี่ยนผ่านจากโมเดลเมืองเดี่ยวที่กรุงเทพฯ แบกรับภาระทั้งหมด ไปสู่ระบบเครือข่ายเมืองที่เชื่อมโยงและเกื้อหนุนกันของทั้งประเทศ จะเป็นรากฐานสำคัญที่พาประเทศไทยก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางได้อย่างยั่งยืน
อ่านข่าวเศรษฐกิจและนโยบายรัฐ กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ “การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney
泰国是高收入国家。
定投失败了?泰国股市还有潜力吗?选股又如何改变你的人生?| 理财专栏 第74期
近几十年来,泰国经济增长速度显著放缓。世界银行最近表示,如果泰国想在 2037 年成为高收入国家,一个关键因素是释放其城市的潜力,以创造更高的生产力和更好的福祉。
中国制造商正在加快在泰国的发展步伐;比亚迪已生产了 10 万辆汽车,长城汽车正在努力生产支持所有发动机类型的零部件。
过去35年来,泰国一直是东南亚经济增长最快的国家之一。1991年至1996年间,泰国经济年均增长率达8.0%,在工业和服务业创造了数百万个就业岗位。
然而,随着时间的推移,受全球金融危机的影响,泰国经济增长势头逐渐放缓。2010年至2019年,泰国经济年均增长率降至3.6%,而在新冠疫情后的时期(2021-2024年),增速更是急剧放缓至每年2.2%。
如果允许经济以其每年约2.2%-2.9%的基本潜在增速增长,泰国实现成为高收入国家的目标可能会推迟到2056年。然而,如果泰国希望在2037年之前实现其国家战略,则必须将其人均GDP增长率加快至平均每年5.4%。
关键问题是:当现有的经济引擎开始停滞不前时,泰国将从哪里找到新的发展动力?正如世界银行报告《泰国未来城市:高收入经济的城市基础》中明确指出的那样,主要答案在于释放和重组城市体系的潜力。
世界银行泰国和缅甸业务经理亚历杭德罗·阿尔卡拉-赫雷斯表示:“对于泰国而言,这是一个关键时刻,因为该国正朝着高收入国家迈进。未来的增长将主要取决于更高的生产力、投资、创新和创造就业机会。”
“这份报告从‘城市’和‘空间’的角度出发,探讨了泰国如何创造一个有利于强劲的工业发展、提高生产力和创造更多就业机会的未来环境,” Alejandro Alcala-Gerez 继续说道。
结构性危机:为什么传统的城市模式正将泰国推向极限?
泰国经济增长停滞的主要原因在于其空间和经济发展方面的三个重大限制:
泰国老龄化社会现象,“先老后富”:泰国劳动年龄人口在2019年达到峰值5100万,预计到2040年将下降至仅4400万。与此同时,65岁及以上人口正在迅速增长,导致泰国到2031年将成为一个超老龄化社会。这与其他在老龄化之前就变得富裕的高收入国家形成鲜明对比。
曼谷人口高度集中:曼谷的人口是泰国第二大城市清迈的27倍。这种人口集中导致收益递减。此外,曼谷面临严重的交通拥堵,每年造成相当于曼谷GDP 7%至10%的经济损失。雪上加霜的是,地价、租金以及洪水、侵蚀等自然灾害风险也加剧了这一问题。因此,2010年至2020年曼谷的人均GDP年均增长率仅为0.2%。
二线城市发展滞后,缺乏权力下放:尽管泰国二线城市的人口密度翻了一番,但这种密度并未转化为生产力的提升。这是因为大部分劳动力集中在低附加值服务行业,而超过60%的政府预算拨款仍然集中在曼谷。与此同时,地方行政机构缺乏发展自身基础设施所需的财政权力和税收管理权限。
为什么“城市”对于泰国在 2037 年成为高收入国家至关重要?
根据世界银行最近的一份报告,城市是经济增长的主要引擎,主要原因包括:
城市是增长和劳动力的中心:自 2010 年以来,泰国约 89% 的 GDP 发生在城市地区,该国 75% 以上的劳动年龄人口居住在城市。
城市作为投资转折点:世界银行的一项模型分析表明,如果泰国每年在城市基础设施方面投资约200亿美元(约占GDP的2.1%),将会出现“经济转折点”。然而,如果投资继续只集中在曼谷,拥堵问题将导致回报下降。将投资多元化到二线城市将释放它们的潜在价值,从而带来更高的长期经济回报和生产力。
该报告的主要作者、世界银行灾害风险管理高级专家史蒂文·鲁宾尼博士解释了城市发展投资的关键转折点如下:
“在曼谷投资的每一泰铢回报都在递减,但泰国在二线城市仍然蕴藏着巨大的潜力。如果泰国专注于高增长战略,并对这些城市进行投资,这将是一个关键的转折点,能够加速二线城市的指数级增长,并充分释放其城市网络的潜力。”
因此,仅仅将预算资金投入曼谷已无法产生同样的经济效益。将投资多元化,拓展至二线城市,是帮助泰国摆脱中等收入陷阱的关键。
构建“去中心化城市网络”是解决城市集中问题的策略之一。
解决泰国的经济问题可能不是在“曼谷”和“二线城市”之间做出选择,而是通过五个关键要素或 5 个城市要素,构建以曼谷为中心枢纽的相互支持的城市网络:
互补专业化:发挥每个城市(如清迈、普吉岛、东部经济走廊或孔敬)的独特优势,以满足未来产业的需求。
将人口密度转化为生产性密度:将二线城市的就业从低价值服务业岗位升级为高水平产业和服务业。
加强互联互通至关重要:发展二线城市之间的铁路和航空运输系统,无需完全途经曼谷,以降低旅行和运输成本。
韧性基础设施:现在就投资防洪系统、凉爽城市和清洁能源,因为这比以后补救要便宜得多。
强大的制度和财政分权:改革法律,赋予地方政府独立管理房产税、费用和发行城市发展债券的权力。
三个行动计划
该报告还提出了解决问题的方案,一项旨在提升泰国城市水平并推动泰国按计划迈向高收入国家的改革计划。该计划必须通过以下三个途径同时实施:
第一阶段:将曼谷打造成为高效、世界级的交通枢纽。通过扩建公共交通系统、增加步行空间和绿地、增强应对气候变化和洪灾的能力以及促进数字化转型,加快解决交通拥堵问题。
第二轨道:通过改革地方财政结构、设计适老型城市、调整城市系统以支持以价值而非数量为导向的可持续旅游业,为全国宜居城市奠定基础。
第三轨道:准备和释放二线城市潜力——促进每个二线城市的特色产业发展,支持创新企业和初创企业的孵化,连接区域交通网络,提高生产力密度。
最终,要推动泰国在2037年迈入高收入国家行列,超越世界银行提出的传统“城市”模式,并非仅仅关乎基础设施建设。这需要采取战略性方法重组经济结构,分配机遇,并提高国家生产力。从曼谷承担全部重担的单一城市模式,过渡到遍布全国、相互互联互通、互惠互利的城市网络,将是泰国摆脱中等收入陷阱、实现可持续发展的关键基础。
通过 Thairath Money 阅读经济新闻和政府政策,助您实现“更美好的财务生活”,网址:https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics
请点击以下链接关注Thairath Money的Facebook主页:https://www.facebook.com/ThairathMoney