อนุทิน นำทีมไทยแลนด์ ชวนบิ๊กการเงิน-เทคโลก ลงทุนไทย เป็นพาร์ทเนอร์ สร้างเศรษฐกิจแห่งอนาคต阿努廷带领泰国团队邀请全球金融和科技巨头投资泰国,共同建设未来经济。
นายกฯ พบ 2 สถาบันการเงิน/กองทุนชั้นนำอเมริกา BofA - PIMCO และ 1 บริษัทเทคโนโลยีระดับโลก Microsoft มองหา พาร์ทเนอร์ ร่วมส่งเสริมเทคโนโลยีอนาคตและความยั่งยืน สร้างเศรษฐกิจแห่งอนาคต

# โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
# การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน
# ศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัล
# การลงทุนระหว่างประเทศ
# ประเทศไทยรายได้สูง
DCA แล้วเจ๊ง? หุ้นไทยยังไหวไหม? และวิธีคัดหุ้นเปลี่ยนชีวิต? | Money Issue EP.74
นายกฯ พบ 2 สถาบันการเงิน/กองทุนชั้นนำอเมริกา BofA - PIMCO และ 1 บริษัทเทคโนโลยีระดับโลก Microsoft มองหา พาร์ทเนอร์ ร่วมส่งเสริมเทคโนโลยีอนาคตและความยั่งยืน สร้างเศรษฐกิจแห่งอนาคต
กรุงเทพฯ เริ่มแบกเศรษฐกิจต่อไม่ไหว? World Bank ชี้ ต้องปลดล็อก “เมืองรอง” พาไทยสู่ประเทศรายได้สูง
วานนี้ (22 กันยายน 2569) เวลา 13.45 น. ตามเวลาท้องถิ่นนครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะหารือกับผู้บริหารระดับสูง สถาบันการเงินและกองทุนชั้นนำของสหรัฐอเมริกา อาทิ Bank of America, PIMCO รวมบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก อาทิ Microsoft โดยการพบปะครั้งนี้มีผู้จัดการกองทุน และนักลงทุนสถาบันต่างประเทศชั้นนำของโลก เข้าร่วมพบปะและรับฟังข้อมูลรวม 25 ราย และมีมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ทั่วโลกรวมกันกว่า 40 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
เอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในการหารือกับภาคเอกชนทั้ง 3 ราย นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำแนวทางของรัฐบาลในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน ยินดีที่ได้มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้บริหารสถาบันการเงินและกองทุนชั้นนำของสหรัฐอเมริกา
ส่วนตัวเห็นว่า สถาบันการเงินระดับโลกมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงประเทศไทยกับนักลงทุนและแหล่งเงินทุนระหว่างประเทศ รวมถึงช่วยสะท้อนมุมมองของภาคธุรกิจที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาสภาพแวดล้อมการลงทุนของไทย
ประธานกรรมการธุรกิจต่างประเทศ (President of International) จาก Bank of America หรือ BofA ชื่นชมนโยบายรัฐบาลไทยที่สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาโลกในอนาคต ทั้งการส่งเสริม AI เทคโนโลยีดิจิทัล และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด รวมทั้งจะเดินทางเยือนไทย เพื่อเข้าร่วมการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF-World Bank Annual Meeting 2026) ที่ประเทศไทยในเดือนตุลาคมนี้ด้วย
ขณะที่ การพูดคุยกับผู้บริหารบริษัท Microsoft ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนแนวทางต่อยอดความร่วมมือด้านดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การพัฒนาทักษะบุคลากร และความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายของไทยในการก้าวสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI ของภูมิภาค
นายกรัฐมนตรียังขอบคุณ Microsoft ที่มีส่วนสนับสนุนกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ของไทย ซึ่งจะยกระดับมาตรฐาน กฎระเบียบ ผลิตภาพ และขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจไทยเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลกและแข่งขันในเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในส่วนการหารือกับ ผู้บริหาร PIMCO กองทุนที่มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) มากกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยนายกรัฐมนตรี และคณะได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินโลก แนวโน้มการเคลื่อนย้ายเงินทุน ตลอดจนปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนสถาบันระดับโลกใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุน
นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงข้อมูลและมุมมองจากนักลงทุนระดับโลกจะเป็นประโยชน์ต่อไทยในการติดตามทิศทางเศรษฐกิจและตลาดการเงินระหว่างประเทศ รวมถึงการพัฒนานโยบายและสภาพแวดล้อมด้านการลงทุนให้สามารถแข่งขันและตอบโจทย์นักลงทุนในระยะยาว
“ในการหารือพูดคุยของนายกรัฐมนตรีกับ 2 สถาบันการเงิน 1 ธุรกิจเทคโนโลยีชั้นนำของสหรัฐ ฯ ได้ส่งสัญญาณถึงความพร้อมของไทยในการเปิดรับเงินทุนและความร่วมมือจากนักลงทุนระหว่างประเทศ สร้างโอกาสให้เงินทุนคุณภาพเข้ามามีส่วนสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ เพราะประเทศไทยไม่ได้ต้องการแค่เพียงเงินทุนที่นำเข้ามา แต่ต้องการพาร์ทเนอร์ ที่จะร่วมกันสร้างเศรษฐกิจแห่งอนาคต” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว
ทั้งนี้ ในการเดินทางไปนิวยอร์กครั้งนี้ มีผู้เดินทางร่วมคณะกับนายกรัฐมนตรีทั้งส่วนของภาครัฐและเอกชนและตลาดทุนไทย อาทิ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์, ไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี), อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.), ไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO), อรกัญญา พิบูลธรรม กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารแห่งอเมริกา เนชั่นแนล แอซโซซิเอชั่น และ ดร. พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) เป็นต้น
ตอกย้ำนักลงทุน เชื่อมั่นไทยจะก้าวสู่ประเทศรายได้สูงในปี 2580
ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า นักลงทุนสถาบันที่มาร่วมรับฟังข้อมูลได้ให้ความสนใจประเทศไทยเป็นอย่างมาก เนื่องจากขณะนี้ผลประกอบการและอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ของไทยได้รับการปรับเพิ่มขึ้น (Upgrade) รวมถึงผลตอบแทนของตลาดหลักทรัพย์ก็ปรับตัวดีขึ้นเช่นกัน โดยนายกรัฐมนตรีและผู้แทนไทยได้นำเสนอนโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญและทิศทางที่ประเทศกำลังมุ่งเน้นเดินหน้าให้นักลงทุนได้รับทราบ
สำหรับประเด็นที่นักลงทุนให้ความสนใจสอบถามคือ จุดยืนนโยบายด้านความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกาและจีน โดยนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงว่า ประเทศไทยมีความเป็นกลาง โดยมองทั้งสองประเทศเป็นพันธมิตรที่สำคัญ เราวางตัวอยู่อย่างสมดุลบนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกัน (Mutual Benefit) โดยไม่เลือกข้าง
นอกจากนี้นักลงทุนยังสนใจนโยบายและการปรับตัวของไทยในปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้น ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้นำเสนอเรื่องการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) ที่หันไปใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานภายนอก รวมทั้งความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) และนโยบายด้านเทคโนโลยีดิจิทัล Data center รวมถึงมีการสอบถามแนวทางการแก้ปัญหาหนี้สาธารณะของไทย ที่อยู่ในระดับสูงว่าจะเกินเพดานหนี้ ซึ่งนายกรัฐมนตรียืนยันว่าไทยให้ความสำคัญกับวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด และการกู้เงินจะยังคงอยู่ภายใต้เพดานที่กำหนด ซึ่งคำยืนยันและคำชี้แจงทั้งหมดนี้ ได้การตอบรับที่ดีและทำให้นักลงทุนมีความพอใจ
ศุภจียังเปิดเผยถึงกรณีที่ผู้บริหาร Microsoft บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกได้เข้าพบและหารือกับนายกรัฐมนตรี ในระหว่างการโรดโชว์ว่า Microsoft ได้ยืนยันแผนการลงทุนในประเทศไทย ที่ฝ่ายไทยและนายกรัฐมนตรีได้พูดคุยหารือกับ Microsoft มาเป็นระยะเวลานานแล้วเกี่ยวกับเรื่องมูลค่าและแผนการเข้ามาลงทุนในไทย ซึ่งการพบปะหารือครั้งนี้ Microsoft ได้มาร่วมยืนยันย้ำความพร้อมที่จะเข้ามาช่วยสนับสนุนประเทศไทยในด้านต่าง ๆ ด้วย
ด้านผู้บริหารระดับสูง ของ PIMCO ซึ่งเป็นกองทุนขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ที่บริหารเงินลงทุนจำนวนหลายล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งกำลังมองหาพื้นที่ลงทุนทั้งใน Infrastructure Fund และ Data Center อีกทั้งยังกล่าวถึงเหตุผลสำคัญที่เขาพบปะในครั้งนี้ คือ กองทุนเหล่านี้ได้ลงเงินในสหรัฐอเมริกามหาศาลจนเริ่มชนเพดานถึงขีดจำกัดแล้ว จึงต้องขยายเข้าสู่ตลาดใหม่ และประเทศไทยคือหนึ่งในตลาดเป้าหมายหลักที่สนใจ
ทั้งนี้ นักลงทุนต้องการความมั่นใจจากนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกฯ ก็ได้สร้างความมั่นใจ จากการดำเนินนโยบายต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนและยกระดับเศรษฐกิจ โดยมีเป้าหมายทำให้ไทยเป็นประเทศที่มีรายได้สูงภายในปี 2580 (ค.ศ. 2037) จากปัจจุบันที่มีรายได้ระดับปานกลาง
นักลงทุนระดับโลกสนใจ Data Center เป็นพันธมิตรระยะยาว
ด้าน ไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า ประเด็นที่ถูกสอบถามมากที่สุด คือเรื่องนโยบายการลงทุน Data Center ของไทย ซึ่งฝ่ายไทยได้แสดงจุดยืนชัดเจนถึงการให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนและการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ระยะยาว
“ประเทศไทยเปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาว่าไม่ได้มองหานักลงทุนแบบครั้งเดียวจบ (One-time investment) แต่ต้องการพันธมิตรที่จะมาร่วมสร้างระบบนิเวศไปพร้อมกัน แม้ไทยจะกำหนดเงื่อนไขที่เพิ่มต้นทุนให้ผู้ลงทุน Data Center เช่น การใช้พลังงานยั่งยืน, การดูแลทรัพยากรน้ำ (Water Positive), การถ่ายทอดเทคโนโลยี (Tech Transfer), การร่วมมือกับกลุ่มมหาวิทยาลัย และการสนับสนุน Computing Power แต่นักลงทุนไม่ได้ชะลอการตัดสินใจ และยังตื่นเต้นที่จะเข้ามาลงทุน สะท้อนว่าไทยมีโอกาสแข็งแกร่งในการเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีของอาเซียน” ไชยชนก กล่าว
พร้อมกับระบุถึงความสนใจใน Data Center ของนักลงทุนว่า กองทุนระดับโลก มีความต้องการเข้ามาลงทุนอย่างจริงจัง เนื่องจากขีดความสามารถ (Capacity) ของ Data Center ในสหรัฐฯ เริ่มติดข้อจำกัดทางสังคมและการเมือง (Politically Capped) จึงต้องขยายฐานออกนอกประเทศ โดยไทยมีความพร้อมในฐานะศูนย์กลางอาเซียน (Heart of ASEAN) ทั้งในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ โครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงระบบการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต และสายเคเบิล ซึ่งการตั้ง Data Center ในไทยจะให้ค่าความล่าช้า (Latency) ต่ำ สามารถครอบคลุมและเชื่อมโยงไปถึงตลาดอาเซียนที่มีประชากรกว่า 750 ล้านคน ไม่ใช่แค่เพียงตลาดในประเทศ 70 ล้านคน
“ขณะนี้ประเทศไทยถือว่าเนื้อหอมมาก มีความพร้อมทั้งด้านกฎระเบียบ นโยบายพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐาน แต่เนื่องจากทรัพยากรมีจำกัด นายกรัฐมนตรีจึงให้นโยบายจัดทำโครงสร้าง ระเบียบ และข้อกำหนดขึ้นมา ทำให้วันนี้ไทยอยู่ในจุดที่ 'เลือกได้' โดยต้องเลือก Data Center ที่สร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศและคนไทยอย่างคุ้มค่า มากกว่าเข้ามาใช้เพียงทรัพยากรและตำแหน่งยุทธศาสตร์ (Strategic Location) ของไทยอย่างเดียว” ไชยชนก กล่าว
อ่านข่าวเศรษฐกิจและนโยบายรัฐ กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ “การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney
# 数字基础设施
#能源转型
# 数字经济中心
国际投资
泰国是高收入国家。
定投失败了?泰国股市还有潜力吗?选股又如何改变你的人生?| 理财专栏 第74期
总理会见了美国两家领先的金融机构/基金——美国银行和太平洋投资管理公司,以及一家全球科技公司——微软,寻求合作伙伴,以促进未来技术和可持续发展,构建未来经济。
曼谷的经济是否开始衰退?世界银行建议释放“二线城市”的潜力,以推动泰国迈向高收入国家行列。
昨天(2026年9月22日)下午1点45分(美国纽约当地时间),巴基斯坦总理兼内政部长阿努廷·查恩维拉库尔及其代表团与美国主要金融机构和基金(如美国银行和太平洋投资管理公司)以及微软等全球科技公司的高管举行了会谈。共有25位国际领先的基金经理和机构投资者出席了会议,他们管理的全球资产规模超过40万亿美元。
总理发言人埃卡普·皮恩皮塞斯透露,在与三位私营部门代表的讨论中,总理强调了政府营造良好投资环境的方针,并表示很高兴能与美国主要金融机构和基金的高管交流意见。
我个人认为,全球金融机构在连接泰国与国际投资者和资金来源方面发挥着至关重要的作用,同时也有助于反映有利于发展泰国投资环境的商业观点。
美国银行(BofA)国际业务总裁赞扬泰国政府的政策与未来全球发展趋势相符,包括推广人工智能、数字技术和向清洁能源转型。他还宣布将于10月访问泰国,出席2026年国际货币基金组织-世界银行年会。
在与微软高管的讨论中,双方就扩大在数字技术、人工智能 (AI)、数字基础设施、技能发展和网络安全领域的合作交换了意见,以支持泰国成为区域数字和人工智能中心的目标。
总理还感谢微软对泰国加入经济合作与发展组织(OECD)进程的支持,这将提升标准、监管、生产力和竞争力,帮助泰国企业接入全球供应链,并在数字经济中有效竞争。
在与管理资产规模超过 2 万亿美元的 PIMCO 基金的高管进行讨论期间,总理及其代表团就全球经济和金融形势、资本流动趋势以及全球机构投资者用于指导其投资决策的关键因素交换了意见。
总理表示,来自全球投资者的信息和观点将有利于泰国监测国际经济和金融市场的走向,以及制定具有竞争力并能长期满足投资者需求的政策和投资环境。
“在总理与两家金融机构和一家美国领先科技公司会谈期间,泰国表示愿意欢迎国际投资者的投资与合作。这将为高质量资本创造机会,以支持经济增长、基础设施建设和前景广阔的产业。泰国需要的不仅仅是外来资本,更需要合作伙伴共同建设未来经济,”总理发言人表示。
陪同总理此次访问纽约的代表团成员包括来自公共和私营部门以及泰国资本市场的代表,例如副总理兼商务部长苏帕吉·苏塔姆潘;数字经济与社会部长猜亚诺·奇乔布;泰国证券交易所董事兼总裁阿萨德·孔西里;泰国资本市场企业联合会主席派汶·纳林特伦库尔;美国银行国家协会董事总经理奥拉卡尼亚·皮布尔塔姆;以及基亚特纳金·帕特拉金融集团董事总经理兼首席经济学家皮帕·銮纳鲁米猜博士等。
为了增强投资者信心,泰国将在2037年成为高收入国家。
泰国副总理兼商务部长苏帕吉·苏塔姆潘表示,出席信息发布会的机构投资者对泰国表现出浓厚的兴趣,因为泰国的经济表现和信用评级均有所提升,股市回报率也有所提高。总理和泰国代表向投资者介绍了关键的经济政策和国家当前的发展方向。
针对投资者关注的问题,特别是泰国与美国和中国的关系政策立场,总理澄清说,泰国保持中立,视两国为重要伙伴。我们秉持互利共赢的平衡立场,不偏袒任何一方。
此外,投资者对泰国的政策及其应对地缘政治问题的措施表现出浓厚的兴趣。总理提出了能源转型方案,旨在增加可再生能源的使用,以减少对外部能源的依赖;他还介绍了粮食安全和数字技术政策,包括数据中心建设。投资者还询问了泰国高企的公共债务水平,担心其会超过债务上限。总理重申了泰国对严格财政纪律的承诺,并保证借贷将保持在既定限额之内。这些保证和澄清得到了投资者的认可和满意。
苏帕吉还透露,微软高管在路演期间与泰国总理会面并进行了会谈。她表示,微软确认了其在泰国的投资计划。此前,泰方和总理已就此议题与微软进行了长时间的讨论,探讨了在泰国投资的价值和计划。此次会晤进一步重申了微软在各个领域支持泰国的意愿。
美国大型基金 PIMCO 的高管们正在寻求基础设施基金和数据中心的投资机会。他们表示,此次会面的一个关键原因是,这些基金在美国的投资已经达到极限,因此需要拓展到新的市场,而泰国是他们的主要目标市场之一。
投资者需要总理的保证,而总理也通过一系列旨在推动和提升经济的政策提供了这种保证。目标是到2037年将泰国从目前的中等收入国家转变为高收入国家。
全球投资者对数据中心很感兴趣,视其为长期合作伙伴。
对此,数字经济与社会部部长柴亚诺·奇乔布表示,被问及最多的问题是泰国的数据中心投资政策。泰方已明确表示致力于环境可持续发展和构建长期生态系统。
“泰国一直明确表示,它寻求的不是一次性投资者,而是能够共同构建生态系统的合作伙伴。尽管泰国对数据中心投资者提出了一些增加成本的条件,例如使用可持续能源、水资源管理(水资源正效益)、技术转让、与大学合作以及计算能力支持,但投资者并未因此而推迟投资决策,依然保持着投资热情。这反映出泰国拥有成为东盟科技中心的巨大潜力,”Chaiyanok说道。
声明还提及投资者对数据中心的兴趣,指出全球基金对投资数据中心表现出浓厚的兴趣,因为美国的数据中心容量正受到政治限制,亟需向海外扩张。泰国作为“东盟中心”,在地理政治、基础设施以及互联网和电缆连接方面都占据着得天独厚的优势。在泰国建立数据中心不仅能覆盖拥有7.5亿人口的东盟市场(而不仅仅是7000万人口的泰国国内市场),还能降低网络延迟,并提供与之连接。
“目前,泰国对投资者极具吸引力,在监管、能源政策和基础设施方面都已具备成熟条件。然而,由于资源有限,总理已指示制定相关架构、法规和指导方针。这使得泰国能够‘做出选择’,优先发展那些能为国家和人民带来显著利益的数据中心,而不仅仅是利用泰国的资源和战略位置,”柴亚诺克说道。
通过 Thairath Money 阅读经济新闻和政府政策,助您实现“更美好的财务生活”,网址:https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics
请点击以下链接关注Thairath Money的Facebook主页:https://www.facebook.com/ThairathMoney