“สุชาติ” ชงข้อเสนอปฏิรูปการศึกษาไทย มุ่งเป้าให้ “เด็ก” เป็นศูนย์กลาง苏查特提出对泰国教育进行改革,重点是将“儿童”作为中心。
“สุชาติ” สส.พรรคเพื่อไทย อดีต รมว.ศึกษาธิการ ชงข้อเสนอปฏิรูปการศึกษาไทย เอาเงินตามนักเรียน ลดระบบราชการ เพิ่มอำนาจประชาชน เชื่อผลสัมฤทธิ์ดีขึ้น

“สุชาติ” สส.พรรคเพื่อไทย อดีต รมว.ศึกษาธิการ ชงข้อเสนอปฏิรูปการศึกษาไทย เอาเงินตามนักเรียน ลดระบบราชการ เพิ่มอำนาจประชาชน เชื่อผลสัมฤทธิ์ดีขึ้น
วันที่ 23 กันยายน 2569 นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงการคลัง กล่าวถึงปัญหาการศึกษาไทยที่เราต้องกล้าถามกันตรงๆ คือ เงินที่รัฐใช้เพื่อการศึกษาในแต่ละปี ควรไหลไปที่ไหน ระหว่างระบบราชการ กับตัวเด็กนักเรียน
ที่ผ่านมาการจัดการศึกษาของไทยมีลักษณะ Supply Side อย่างมาก กล่าวคือรัฐเป็นผู้ตั้งโรงเรียน จัดบุคลากร กำหนดงบประมาณ กำหนดหลักสูตร กำกับครู กำกับผู้บริหาร และสร้างหน่วยงานขึ้นมาควบคุมเป็นชั้นๆ เมื่อเวลาผ่านไป โครงสร้างจึงมีทั้งกระทรวง ส่วนกลาง สำนักงานปลัด สำนักงานคณะกรรมการ หน่วยงานระดับพื้นที่ ตลอดจนองค์กรที่ทำหน้าที่กำกับวิชาชีพและบริหารบุคลากรหลายส่วน ปัจจุบันโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการเองประกอบด้วยหน่วยงานส่วนกลางหลายองค์กร และงบประมาณปี 2570 ก็ยังถูกจัดผ่านโครงสร้างหน่วยงานเหล่านี้เป็นหลัก
พร้อมกันนี้ นายสุชาติ เสนอให้เรากลับวิธีคิดเสียใหม่ จาก Supply-side financing ไปสู่ Demand-side financing หลักการนี้ง่ายมาก คือ “เงินของรัฐต้องตามเด็ก ไม่ใช่ให้เด็กตามเงินของรัฐ” เด็กทุกคนควรได้รับสิทธิทางการศึกษาจากรัฐโดยตรง อาจเรียกว่า Education Voucher หรือเงินอุดหนุนรายหัวตามตัวผู้เรียน เมื่อเด็กเลือกเรียนที่ใด เงินจึงตามเด็กไปที่โรงเรียนนั้น โรงเรียนรัฐบาล โรงเรียนท้องถิ่น หรือโรงเรียนเอกชนที่ผ่านมาตรฐาน สามารถเข้าร่วมระบบภายใต้กติกาเดียวกันได้
สำหรับผลที่คาดหวังคืออำนาจตัดสินใจจะค่อยๆ เคลื่อนจากส่วนกลางกลับไปสู่นักเรียน ผู้ปกครอง โรงเรียน และครู โรงเรียนที่จัดการศึกษาดี ผู้ปกครองเชื่อถือ ก็จะมีนักเรียนเลือกมากขึ้น โรงเรียนที่มีปัญหาจะได้รับแรงกดดันให้ปรับปรุงคุณภาพ งานของ OECD ระบุว่า school choice สามารถสร้างแรงจูงใจให้โรงเรียนแข่งขันด้านคุณภาพได้ แต่หลักฐานว่าการแข่งขันจะเพิ่มผลสัมฤทธิ์ยังไม่เด็ดขาด ดังนั้นหัวใจอยู่ที่การออกแบบระบบ ไม่ใช่เพียงการแจก voucher อย่างเดียว เพราะฉะนั้น Demand Side ของไทยต้องมี 4 หลักประกัน
1. เงินต้องตามตัวเด็กจริง รัฐบาลกำหนดเงินอุดหนุนขั้นพื้นฐานต่อคน แล้วโอนตามทะเบียนนักเรียน ไม่ใช่จัดสรรจากจำนวนตำแหน่ง หน่วยงาน หรือประวัติการได้รับงบประมาณของสถานศึกษา
2. เด็กยากจนต้องได้รับเงินมากกว่าเด็กทั่วไป ไม่ควรเป็น voucher ราคาเดียวกันทั้งหมด เด็กยากจน เด็กพิการ เด็กในพื้นที่ห่างไกล และเด็กที่ต้องการการช่วยเหลือพิเศษ ควรได้รับคุณภาพสูงกว่า OECD เสนอ weighted funding เป็นเครื่องมือสำคัญในการลดความเสี่ยงที่ school choice จะเพิ่มความเหลื่อมล้ำ และพบว่าระบบ universal voucher อาจมีความแตกต่างทางเศรษฐกิจสังคมระหว่างโรงเรียนสูงกว่าระบบ voucher ที่มุ่งช่วยกลุ่มเป้าหมาย
3. โรงเรียนที่รับเงินภาษีประชาชนต้องเปิดเผยผลลัพธ์ ต้องบอกประชาชนอย่างตรงไปตรงมาว่า เด็กอ่านออกเขียนได้เพียงใด, คณิตศาสตร์เป็นอย่างไร, ภาษาอังกฤษเป็นอย่างไร, เด็กจบแล้วไปศึกษาต่อหรือประกอบอาชีพอย่างไร ไม่ควรวัดด้วยจำนวนเอกสารที่โรงเรียนส่งให้กระทรวง เราต้องวัด ผลสัมฤทธิ์ของเด็ก
4. ต้องป้องกันโรงเรียนเลือกเฉพาะเด็กเก่งหรือเด็กฐานะดี ถ้าเราให้เงินตามเด็ก แต่ปล่อยให้โรงเรียนที่ได้รับเงินรัฐคัดเฉพาะเด็กที่ได้เปรียบ ระบบจะสร้างความเหลื่อมล้ำมากขึ้น OECD พบว่า school choice ที่ไม่มีมาตรการป้องกัน สามารถเพิ่มการแบ่งแยกนักเรียนตามฐานะทางเศรษฐกิจและผลการเรียนได้ จึงต้องมีกฎเรื่องการรับนักเรียนและการให้เงินเพิ่มเติมแก่เด็กด้อยโอกาส
นายสุชาติ ระบุต่อไปว่า จากนั้นต้องทำเรื่องที่สำคัญอีกด้านหนึ่งพร้อมกัน คือ ลดขนาดระบบราชการการศึกษา เมื่อเงินตามเด็กโดยตรงแล้ว หน่วยงานส่วนกลางไม่จำเป็นต้องทำงานควบคุมรายละเอียดทุกเรื่องเหมือนเดิม หน้าที่กระทรวงศึกษาธิการควรเหลือเรื่องหลัก คือ กำหนดมาตรฐานขั้นต่ำ วัดผล เปิดเผยข้อมูล ดูแลความเสมอภาค และคุ้มครองเด็ก ส่วนการบริหารโรงเรียน ให้โรงเรียนและพื้นที่มีอิสระมากขึ้น การพัฒนาครู ให้โรงเรียนและครูตัดสินใจตามความต้องการจริง หน่วยงานใดทำหน้าที่ซ้ำกันควรรวมกัน ขั้นตอนใดที่มีไว้เพียงเพื่อส่งเอกสารขึ้นลงระหว่างส่วนกลางกับพื้นที่ควรยกเลิกตำแหน่งและหน่วยงานที่ไม่ได้เพิ่มคุณภาพการเรียนรู้ของเด็กโดยตรงควรได้รับการทบทวน
“กระผมจึงไม่ได้เสนอเพียงว่า “เพิ่มงบการศึกษา” แต่กำลังเสนอว่า “เปลี่ยนทิศทางของเงินการศึกษา” เงินหนึ่งบาทที่เราลดจากการบริหารส่วนกลาง ควรกลับไปเป็นเงินสำหรับนักเรียน ห้องเรียน ครู และโรงเรียน World Bank ชี้ว่าการให้เงินหรือแรงจูงใจไปยังนักเรียนและครอบครัวโดยตรงสามารถช่วยลดข้อจำกัดทางการเงินและเพิ่มการเข้าเรียนได้ โดยเฉพาะเมื่อออกแบบเงื่อนไขให้เหมาะสม”
สุดท้าย การปฏิรูปการศึกษาไม่ควรเริ่มต้นด้วยคำถามว่ากระทรวงต้องตั้งหน่วยงานอะไรเพิ่ม แต่ควรเริ่มด้วยคำถามว่าเด็กไทยต้องการอะไร เปลี่ยนจากกระทรวงเป็นศูนย์กลาง เป็นเด็กเป็นศูนย์กลาง, เปลี่ยนจาก Supply Side เป็น Demand Side, เปลี่ยนจากเงินตามหน่วยงาน เป็นเงินตามนักเรียน, เปลี่ยนจากควบคุมโรงเรียน เป็นให้อิสระพร้อมความรับผิดชอบ, และเปลี่ยนจากวัดจำนวนโครงการและเอกสาร เป็นวัดผลสัมฤทธิ์ของเด็ก
ก่อนทิ้งท้ายว่า ถ้าเราทำเช่นนี้อย่างมีระบบ พร้อมมาตรการป้องกันความเหลื่อมล้ำ ประเทศไทยก็จะมีโอกาสใช้เงินการศึกษาได้คุ้มค่าขึ้น ลดโครงสร้างราชการที่ซ้ำซ้อน และทำให้การแข่งขันของสถานศึกษามุ่งไปที่สิ่งสำคัญที่สุด นั่นก็คือเด็กไทยต้องเรียนรู้ได้ดีขึ้น
为泰党议员、前教育部长苏查特提出了一系列泰国教育改革方案,包括实施以学生为基础的经费分配、减少官僚主义、赋予公民权力,他认为这些措施将有助于提高教育成果。
2026年9月23日,为泰党(名单制)国会议员、前教育和财政部长苏查特·塔达塔姆隆维先生就泰国教育的紧迫问题发表了讲话,他直言不讳地指出:政府每年的教育经费应该流向哪里——官僚机构还是学生本身?
从历史上看,泰国的教育体系主要以供给侧为主,这意味着国家负责建立学校、提供人员、分配预算、制定课程、监督教师和管理人员,并建立层级分明的监督结构。随着时间的推移,这一结构不断发展,如今已涵盖教育部、中央政府机构、常务秘书办公室、教育委员会办公室、地方教育单位以及负责专业监督和人事管理的各类组织。目前,教育部本身就包含众多中央机构,而2027年的预算仍然主要通过这些组织结构进行分配。
与此同时,苏查特先生建议将思路从供给侧融资转向需求侧融资。其原则非常简单:“政府资金应该跟随孩子,而不是反过来。”每个孩子都应该直接从国家获得教育权利,或许可以称之为教育券或生均补贴。当孩子选择学校时,资金也应该随之流向该校。符合标准的公立学校、地方学校或私立学校都可以按照相同的规则参与。
预期结果是,决策权将逐步从中央政府转移回学生、家长、学校和教师手中。提供优质教育且深受家长信赖的学校将吸引更多学生选择。存在问题的学校将面临提升教学质量的压力。经合组织的研究表明,择校制度可以激励学校在教学质量上展开竞争,但尚无确凿证据表明竞争能够提高学生的学业成绩。因此,关键在于制度的设计,而不仅仅是发放教育券。由此可见,泰国的择校方案必须具备四项保障。
1. 这笔资金必须直接用于实际受助儿童。政府设定了人均基本补贴金额,并根据学生注册情况发放,而不是根据招生名额、机构数量或教育机构的预算历史发放。
2. 贫困儿童应比普通儿童获得更多资助;教育券的价格不应一视同仁。贫困儿童、残疾儿童、偏远地区儿童和有特殊需要的儿童应接受更高质量的教育。经合组织建议采用加权拨款作为一项关键工具,以降低择校加剧不平等的风险,并发现普惠教育券制度可能比定向教育券制度造成学校间更大的社会经济差距。
3. 接受纳税人资助的学校必须公开其办学成果。他们必须如实告知公众学生的阅读和写作能力、数学技能、英语水平,以及毕业后的升学或就业去向。衡量标准不应基于学校向教育部提交的文件数量;我们必须衡量学生的学业成就。
4. 我们必须防止学校选择性地录取资优或家境优渥的学生。如果我们根据学业成绩提供资金,却允许政府资助的学校选择性地录取有优势的学生,那么这种制度将加剧不平等。经合组织发现,如果没有预防措施,择校制度可能会加剧学生因经济状况和学业成绩而造成的隔离。因此,制定学生招生相关规定并为弱势儿童提供额外资助是必要的。
苏查特先生进一步指出,另一个关键问题必须同时解决:精简教育官僚机构。一旦教育经费直接拨付给学生,中央机构就无需再像以前那样事无巨细地管控每一个细节。教育部的核心职能应集中于制定最低标准、评估结果、公开信息、确保公平以及保护儿童。学校和地方行政部门应拥有更大的自主权。教师发展应由学校和教师根据自身实际需求决定。职能重叠的机构应合并,仅用于中央和地方之间文件传递的程序应取消,对那些不能直接提高儿童学习质量的岗位和机构应进行审查。
因此,我并非仅仅提议“增加教育预算”,而是“重新分配教育资金”。我们从中央行政部门削减的每一泰铢都应该返还给学生、教室、教师和学校。世界银行指出,向学生及其家庭提供直接资金或激励措施可以帮助减轻经济负担,提高入学率,尤其是在条件设计得当的情况下。
归根结底,教育改革不应从教育部需要增设哪些机构入手,而应从泰国儿童的需求出发。改革应从以教育部为中心转向以学生为中心,从供给侧转向需求侧,从向特定机构拨款转向向特定学生拨款,从控制学校转向赋予学校自主权和问责制,从衡量项目和文件的数量转向衡量学生的学业成就。
总之,如果我们系统地做到这一点,并采取措施防止不平等,泰国将有机会更有效地利用教育资金,减少冗余的官僚机构,并将教育竞争集中在最重要的事情上:让泰国儿童更好地学习。