5 ปี “CKPower” บนเวที AREA ผงาดพลังงานหมุนเวียน สู่พลังชุมชน ขับเคลื่อนความยั่งยืน“CKPower”在AREA舞台上走过了五年:致力于利用可再生能源促进社区发展,推动可持续发展。
แสงเล็ก ๆ หากอยู่เพียงลำพังอาจส่องได้ไม่ไกลนัก แต่เมื่อแสงเหล่านั้นรวมตัวกัน ย่อมกลายเป็นพลังที่ช่วยนำทางผู้คนได้ไกลกว่าเดิม แนวคิดนี้คือหัวใจของ “โครงการหิ่งห้อย”

แสงเล็ก ๆ หากอยู่เพียงลำพังอาจส่องได้ไม่ไกลนัก แต่เมื่อแสงเหล่านั้นรวมตัวกัน ย่อมกลายเป็นพลังที่ช่วยนำทางผู้คนได้ไกลกว่าเดิม แนวคิดนี้คือหัวใจของ “โครงการหิ่งห้อย” ของ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKPower ที่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ได้นำความเชี่ยวชาญด้านพลังงานหมุนเวียน วิศวกรรม และการจัดการสิ่งแวดล้อม มาต่อยอดเป็นพลังในการยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างโอกาสให้แก่ชุมชนทั้งในประเทศไทยและ สปป.ลาว
เส้นทางดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน หากค่อย ๆ เติบโตจากการลงมือทำ การเรียนรู้ และการทำงานร่วมกับผู้คนในพื้นที่ จนวันนี้ “โครงการหิ่งห้อย” ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในภาพสะท้อนสำคัญของแนวคิดการดำเนินธุรกิจที่ไม่ได้มองเพียงการผลิตพลังงาน แต่ให้ความสำคัญกับการสร้างคุณค่าร่วมให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วย
ตลอด 5 ปี ตั้งแต่ปี 2565-2569 CKPower ได้รับรางวัล AREA Awards หรือ Asia Responsible Enterprise Awards อย่างต่อเนื่อง รางวัลระดับภูมิภาคเอเชียที่จัดโดย Enterprise Asia เพื่อยกย่ององค์กรธุรกิจที่มีผลงานโดดเด่นด้านความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาอย่างยั่งยืน ความสำเร็จบนเวทีแห่งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องหมายแห่งการยอมรับ หากยังสะท้อนพัฒนาการขององค์กรที่ค่อย ๆ ขยับจากการทำกิจกรรมเพื่อสังคม ไปสู่การสร้างระบบและกลไกที่ทำให้ความยั่งยืนเกิดขึ้นได้จริง
ในช่วงปี 2565-2567 CKPower ได้รับรางวัลสาขา Social Empowerment จาก “โครงการหิ่งห้อย” ซึ่งนำองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมและพลังงานหมุนเวียนเข้าไปช่วยแก้ปัญหาการเข้าถึงสาธารณูปโภค ส่งเสริมการเรียนรู้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนรอบโรงไฟฟ้าและพื้นที่ห่างไกล ขณะที่ในปี 2568 และ 2569 ความสำเร็จขยายออกไปสู่ 2 สาขา ทั้ง Social Empowerment และ Green Leadership ครอบคลุมตั้งแต่การเข้าถึงพลังงานสะอาด การสร้างอาชีพและรายได้ ไปจนถึงการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม
โดยเฉพาะในปี 2569 CKPower คว้า 2 รางวัลจากเวที AREA Awards ได้แก่ รางวัล Social Empowerment จาก “โครงการหิ่งห้อย พลังงานหมุนเวียนเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี” และ “โครงการหิ่งห้อย นวัตกรรมสร้างโอกาสเพื่อชุมชน” รวมถึงรางวัล Green Leadership จาก “โครงการ Waste to Value หิ่งห้อยเพื่อการอนุรักษ์ ปกป้อง และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม”
จากวันแรกถึงวันนี้จึงเห็นพัฒนาการได้ชัดเจน จากการ “ให้” สู่การ “สร้าง” จากการช่วยเหลือเฉพาะหน้า สู่การสร้างศักยภาพให้ชุมชนสามารถยืนได้ด้วยตัวเอง และจากการทำกิจกรรมเป็นครั้งคราว สู่การนำความเชี่ยวชาญขององค์กรมาเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาสังคมอย่างเป็นระบบ
จุดเริ่มต้นของโครงการหิ่งห้อยย้อนกลับไปถึงปี 2559 เมื่อ CKPower ลงพื้นที่สำรวจความต้องการของชุมชนรอบโรงไฟฟ้าและพื้นที่ห่างไกล และพบว่าหลายแห่งยังมีข้อจำกัดด้านสาธารณูปโภคพื้นฐาน ทั้งน้ำ ไฟฟ้า และโอกาสทางการศึกษา แทนที่จะมองปัญหาเหล่านี้ในฐานะภารกิจของการช่วยเหลือเพียงอย่างเดียว บริษัทเลือกนำ “สิ่งที่ตัวเองถนัด” เข้าไปตอบโจทย์ “สิ่งที่ชุมชนต้องการ”
หนึ่งในจุดเริ่มต้นสำคัญคือการจัดสร้างอาคารเรียนที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ และติดตั้งกังหันน้ำผลิตไฟฟ้าในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน พลังงานจึงไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่ผลิตจากโรงไฟฟ้า หากกลายเป็นเครื่องมือสร้างโอกาสให้เด็ก ๆ ได้เรียนหนังสือ ช่วยให้ชุมชนเข้าถึงสาธารณูปโภค และเปิดประตูสู่การเรียนรู้เรื่องพลังงานสะอาดจากประสบการณ์จริง
ชื่อ “หิ่งห้อย” เองก็สะท้อนปรัชญาของโครงการได้อย่างงดงาม เพราะหิ่งห้อยแต่ละตัวอาจให้แสงเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อแสงเล็ก ๆ หลายดวงมารวมกัน ย่อมสร้างความสว่างที่มองเห็นได้ชัดเจน เปรียบได้กับพลังของพนักงาน ชุมชน และภาคีเครือข่ายที่ร่วมกันลงมือทำ ความเปลี่ยนแปลงจึงไม่ได้เกิดจากคนใดคนหนึ่ง แต่เกิดจากการประสานพลังของหลายฝ่าย
หัวใจของโครงการไม่ได้หยุดอยู่ที่การติดตั้งอุปกรณ์หรือส่งมอบสิ่งของ หากมุ่งให้ความรู้และสร้างความสามารถในการดูแลต่อไปได้ด้วยตัวเอง โดยเชื่อมโยงความเชี่ยวชาญของ CKPower เข้ากับ 3 มิติสำคัญ ได้แก่ พลังงานหมุนเวียน ผ่านระบบโซลาร์เซลล์และการถ่ายทอดความรู้เรื่องพลังงานสะอาด วิศวกรรม ผ่านการออกแบบอาคารประหยัดพลังงาน ระบบสูบน้ำ และระบบไฟส่องสว่าง ตลอดจนการจัดการสิ่งแวดล้อม ผ่านการอนุรักษ์ ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ และการนำของเสียกลับมาสร้างคุณค่า
แนวทางดังกล่าวได้รับการต่อยอดภายใต้กรอบการดำเนินงานสร้างคุณค่าสู่สังคม หรือ CSR Strategy Framework ปี 2565-2569 ที่ครอบคลุมทั้งมิติสังคม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ โดยแบ่งการขับเคลื่อนออกเป็น 3 แนวทางสำคัญ
แนวทางแรกคือ “หิ่งห้อย พลังงานหมุนเวียนเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี” มุ่งเพิ่มการเข้าถึงและความรู้ด้านพลังงานหมุนเวียน เพื่อส่งมอบพลังงานสะอาดและสาธารณูปโภคที่จำเป็นให้แก่ชุมชน แนวทางที่สองคือ “หิ่งห้อย เพื่อการอนุรักษ์ ปกป้อง ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม” ซึ่งมุ่งสร้างองค์ความรู้และขยายพื้นที่การอนุรักษ์ เพื่อดูแลผืนป่าและทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่ และแนวทางที่สามคือ “หิ่งห้อย นวัตกรรมสร้างโอกาสเพื่อชุมชน” ที่นำศักยภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาต่อยอดเป็นอาชีพและผลิตภัณฑ์ผ่านแนวคิด One Power Plant One Product หรือ OPOP
ผลลัพธ์ของการเดินทางตลอดหลายปีจึงเริ่มมองเห็นเป็นตัวเลขที่จับต้องได้ ณ เดือนกรกฎาคม 2569 โครงการหิ่งห้อยดำเนินงานแล้ว 46 โครงการ และช่วยเพิ่มการเข้าถึงพลังงานหมุนเวียนสะสมถึง 163,100 วัตต์ ผ่านระบบไฟถนนโซลาร์เซลล์ กังหันโซลาร์เซลล์บำบัดน้ำ และระบบพลังงานสะอาดที่ช่วยให้ชุมชนเข้าถึงน้ำสะอาดและสาธารณูปโภคพื้นฐานได้มากขึ้น
แต่สิ่งที่มีความหมายไม่แพ้ตัวเลขด้านพลังงาน คือ “ความรู้” ที่ถูกส่งต่อ เพราะการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนไม่ได้เกิดจากการมีอุปกรณ์ที่ดีเพียงอย่างเดียว หากต้องมีคนที่เข้าใจและสามารถดูแลสิ่งเหล่านั้นต่อไปได้ โครงการจึงถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านพลังงานหมุนเวียนแก่เด็กและเยาวชนแล้วกว่า 16,000 คน พร้อมพัฒนาครูผู้นำและเยาวชนให้เป็นผู้ส่งต่อความรู้สู่โรงเรียนและชุมชน มีการจัดทำแหล่งเรียนรู้และอาคารประหยัดพลังงาน เพื่อให้การเรียนรู้ไม่ได้อยู่เพียงในตำรา แต่เกิดขึ้นจากการได้เห็น ได้ใช้ และได้ลงมือทำจริง
เบื้องหลังความสำเร็จเหล่านี้ยังมีพลังของพนักงานจิตอาสากว่า 2,635 คน ที่เข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง เพราะสำหรับ CKPower ความยั่งยืนไม่ได้เป็นเรื่องขององค์กรเพียงลำพัง แต่เป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้
เมื่อมีพลังงาน มีความรู้ และมีโครงสร้างพื้นฐานแล้ว การพัฒนาจึงก้าวไปอีกขั้น นั่นคือการสร้างรายได้และโอกาสทางเศรษฐกิจให้ชุมชน ผ่าน OPOP หรือ One Power Plant One Product แนวคิดที่ไม่ได้ยัดเยียดว่า “ชุมชนควรทำอะไร” แต่เริ่มจากการมองหา “ชุมชนมีอะไรอยู่แล้ว” ทั้งทรัพยากร ภูมิปัญญา ทักษะ และอัตลักษณ์ท้องถิ่น ก่อนนำสิ่งเหล่านั้นมาต่อยอดให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าและมีตลาดรองรับ
CKPower จึงเข้ามาสนับสนุนตั้งแต่การพัฒนากระบวนการผลิต มาตรฐานคุณภาพและสุขอนามัย ไปจนถึงการออกแบบบรรจุภัณฑ์ โลโก้ อัตลักษณ์ผลิตภัณฑ์ และการตลาด เพื่อให้สินค้าชุมชนก้าวจากตลาดเล็ก ๆ ไปสู่โอกาสที่กว้างขึ้น ตัวอย่างหนึ่งคือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าทอชุมชนในแขวงหลวงพระบาง ขณะที่ “ปลาส้มอนามัยบ้านนาต่อใหญ่” ได้รับการยกระดับทั้งสถานที่และกระบวนการผลิต พัฒนาบรรจุภัณฑ์ ยืดอายุสินค้า และต่อยอดปลาส้มออกมาเป็น 5 รูปแบบ พร้อมถ่ายทอดความรู้ให้คนในชุมชน 75 คน จนสร้างรายได้เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 895,000 กีบ หรือราว 1,300 บาทต่อเดือน
ปัจจุบัน OPOP สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนได้แล้ว 6 ผลิตภัณฑ์ สร้างรายได้รวมกว่า 2.8 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ ตัวเลขดังกล่าวจึงไม่ได้สะท้อนเพียงยอดขาย แต่สะท้อนถึงทักษะใหม่ ความมั่นใจ และโอกาสในการพึ่งพาตนเองของคนในชุมชน
อีกภาพหนึ่งของการสร้างคุณค่าที่น่าสนใจเกิดขึ้นที่โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี กับโครงการ “Waste to Value” ซึ่งเริ่มจากเรื่องใกล้ตัวอย่างเศษอาหารในโรงอาหาร ก่อนเปลี่ยนเส้นทางจาก “ขยะ” ให้กลายเป็น “ทรัพยากร” ด้วยการแปรรูปเป็นวัสดุปรับปรุงคุณภาพดิน
กระบวนการดังกล่าวเกิดขึ้นจากความร่วมมือของพนักงาน หน่วยงานภายในโรงไฟฟ้า และชุมชน โดยวัสดุปรับปรุงดินที่ผลิตได้ถูกนำไปแจกจ่ายให้ชุมชนรอบโรงไฟฟ้าใช้ในการเพาะปลูก ช่วยลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมี ลดต้นทุนการเกษตร และสนับสนุนแนวทางการทำเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันยังใช้เป็นพื้นที่เรียนรู้เรื่องการจัดการขยะและสิ่งแวดล้อมสำหรับเยาวชนและสมาชิกในชุมชน
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นมีความชัดเจน โครงการสามารถผลิตวัสดุปรับปรุงดินได้ประมาณ 2,665 กิโลกรัมต่อปี ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านปุ๋ยของชุมชนกว่า 72,900 บาทต่อปี และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการเผาขยะได้กว่า 3,840 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ขณะที่ในช่วงปี 2566-2568 สามารถจัดการขยะอินทรีย์สะสมได้กว่า 31,333 กิโลกรัม ผลิตวัสดุปรับปรุงดินได้กว่า 8,472 กิโลกรัม และลดปริมาณขยะที่ต้องเผาทำลายได้ถึงร้อยละ 20
จากเศษอาหารในโรงอาหาร สู่ดินที่ช่วยปลูกพืช จากพลังงานสะอาด สู่แสงสว่างในโรงเรียน จากภูมิปัญญาท้องถิ่น สู่ผลิตภัณฑ์ที่สร้างรายได้ เรื่องราวเหล่านี้อาจดูเหมือนเป็นคนละเรื่อง แต่เมื่อมองให้ลึกลงไปกลับมีหัวใจเดียวกัน นั่นคือการเปลี่ยน “ความเชี่ยวชาญ” ให้กลายเป็น “โอกาส” และเปลี่ยน “โอกาส” ให้กลายเป็นคุณค่าที่อยู่ต่อได้ในชุมชน
5 ปีบนเวที AREA Awards จึงไม่ได้มีความหมายเพียงจำนวนรางวัลที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปี หากเป็นเสมือนหมุดหมายที่สะท้อนการเติบโตของ CKPower จากองค์กรผู้ผลิตพลังงานหมุนเวียน สู่การเป็นองค์กรที่นำพลังงาน ความรู้ เทคโนโลยี และพลังของผู้คน มาสร้างการเปลี่ยนแปลงในมิติที่กว้างขึ้น
เพราะพลังงานที่ดีไม่ควรให้เพียงแสงสว่าง แต่ควรจุดประกายโอกาส พลังงานที่สะอาดไม่ควรลดเพียงการปล่อยคาร์บอน แต่ควรช่วยให้ผู้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และการเติบโตที่ยั่งยืนขององค์กรก็ไม่ควรหยุดอยู่ที่ตัวเลขทางธุรกิจ หากต้องเติบโตไปพร้อมกับชุมชนและสิ่งแวดล้อม
จากแสงเล็ก ๆ ของหิ่งห้อยในวันแรก วันนี้แสงเหล่านั้นได้รวมตัวกันเป็นพลังที่มองเห็นได้ชัดขึ้นเรื่อย ๆ และเรื่องราวตลอด 5 ปีบนเวที AREA คืออีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่า เมื่อความเชี่ยวชาญขององค์กรเดินเคียงข้างความต้องการของชุมชน การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัว หากเป็นสิ่งที่ค่อย ๆ เกิดขึ้นได้จริง จากมือของคนในวันนี้ เพื่อส่งต่อโอกาสให้คนในวันข้างหน้า
一盏小小的灯,单独一盏或许光芒有限。但当这些灯汇聚在一起,便能成为一股强大的力量,指引人们走向更远的地方。这一理念正是长江电力股份有限公司“萤火虫计划”的核心所在。多年来,该计划充分利用其在可再生能源、工程和环境管理方面的专业知识,致力于改善泰国和老挝社区的生活质量,并为其创造发展机遇。
这段旅程并非一蹴而就,而是通过行动、学习以及与当地居民的合作逐步发展起来的。如今,“萤火虫项目”已成为一种商业理念的重要体现,这种理念超越了单纯的能源生产,而是优先考虑为社会和环境创造共享价值。
从2022年到2026年,CKPower连续五年荣获亚洲企业责任奖(AREA Awards)。该奖项是由亚洲企业协会(Enterprise Asia)主办的区域性奖项,旨在表彰在社会责任、环境保护和可持续发展方面表现卓越的企业。这一成就不仅是对CKPower的认可,更体现了公司从参与社会活动逐步发展成为构建可持续发展体系和机制的历程。
2022年至2024年,CKPower凭借其“萤火虫项目”荣获社会赋能奖。该项目运用工程和可再生能源知识,改善电厂周边及偏远地区社区的公共事业服务,促进学习,并提升居民生活质量。2025年和2026年,该项目的成功经验拓展至社会赋能和绿色领导力两大领域,涵盖清洁能源获取、就业和收入创造以及资源和环境管理。
尤其值得一提的是,在 2026 年,CKPower 在 AREA 奖项评选中荣获两项大奖:凭借“萤火虫项目:可再生能源提升生活质量”和“萤火虫项目:创新为社区创造机遇”荣获社会赋权奖,并凭借“变废为宝:萤火虫在自然资源和环境保护与恢复中的应用”项目荣获绿色领导力奖。
从第一天到今天,进步显而易见:从“给予”到“建设”,从提供即时援助到赋能社区自力更生,从逐案开展活动到将组织的专业知识融入系统的社会发展。
“萤火虫计划”起源于2016年,当时长江电力对电厂周边及偏远地区的社区需求进行了调研。调研发现,许多社区缺乏水、电和教育等基本基础设施。长江电力并没有仅仅将这些问题视为提供援助的使命,而是选择利用自身专业知识来满足社区的需求。
其中一个关键切入点是在湄宏顺府建造太阳能学校建筑和安装水力涡轮机。因此,能源不仅仅是发电厂生产的能源,它已成为创造儿童受教育机会、帮助社区获得公共服务以及通过实际体验了解清洁能源的工具。
“萤火虫”这个名字完美地体现了项目的理念。每只萤火虫虽然只能发出微弱的光芒,但当无数的萤火虫汇聚在一起,便能形成清晰可见的光亮。这如同员工、社区和合作伙伴齐心协力所迸发出的力量。因此,改变并非来自一人之力,而是源于众人共同努力的结果。
该项目的核心不仅限于设备安装或交付;它旨在教育和培养自我维护能力,将长江电力的专业知识与三个关键维度联系起来:通过太阳能系统和清洁能源知识转移实现可再生能源;通过节能建筑设计、水泵系统和照明系统实现工程技术;以及通过保护、恢复自然资源和废物回收利用实现环境管理。
这一方法在 2022-2026 年企业社会责任 (CSR) 战略框架中得到了进一步发展,该框架涵盖了社会、环境和经济层面,并通过三个关键方法推动。
第一种方法是“萤火虫:可再生能源提升生活品质”,旨在提高人们对可再生能源的了解和利用,从而为社区提供清洁能源和基本公共设施。第二种方法是“萤火虫:自然资源和环境的保护、维护与恢复”,侧重于知识积累和扩大保护区,以确保森林和自然资源的存续。第三种方法是“萤火虫:创新创造社区机遇”,旨在利用当地的潜力和智慧,通过“一厂一产品”(OPV)理念开发就业机会和产品。
多年的努力已初见成效。截至2026年7月,萤火虫项目已实施46个项目,通过太阳能路灯、太阳能水处理系统和清洁能源系统,累计为社区提供了163,100瓦的可再生能源,使社区更容易获得清洁用水和基本公共设施。
但与能源数据同等重要的是“知识”的传承。因为可持续的变革并非仅仅依靠良好的设备,还需要人们理解并能够长期维护这些设备。因此,该项目已向超过16000名儿童和青少年传授了可再生能源知识,同时培养教师领袖和青年人才,以便他们将这些知识进一步传播到学校和社区。项目还创建了学习资源和节能建筑,使学习不再局限于课本,而是通过亲身观察、使用和实践来实现。
这些成就的背后,离不开2635多名员工志愿者的积极参与和贡献。因为对于CKPower而言,可持续发展不仅仅是企业层面的事情,更是每个人都能参与其中的一份子。
有了能源、知识和基础设施,发展便可迈出下一步:通过“一厂一产品”(OPOP)模式为社区创造收入和经济机会。这一理念并非规定“社区应该做什么”,而是首先明确“社区已有的资源”——包括资源、智慧、技能和本土特色——然后利用这些资源创造具有市场需求的优质产品。
因此,CKPower介入,支持生产流程、质量和卫生标准、包装设计、标识、产品识别和市场营销等方面的发展,使社区产品能够从小型市场走向更广阔的市场。琅勃拉邦省社区编织面料的发展就是一个例子。同时,“Ban Na To Yai 卫生发酵鱼”的生产设施和流程都得到了升级,包装得到改进,保质期延长,发酵鱼也开发出了5种不同的口味。此外,相关知识也已传授给社区的75位居民,使他们的月收入增加了约89.5万基普,约合1300泰铢。
目前,OPOP已开发六款社区产品,总收入超过280万泰铢,超出既定目标。这一数字不仅反映了销售额的增长,也体现了社区成员新技能的提升、自信心的增强以及自力更生的机会。
另一个引人入胜的价值创造案例是赛亚布里水电站的“变废为宝”项目。该项目从食堂的食物残渣入手,将其从“废物”加工成土壤改良剂,从而转化为“资源”。
这一过程是员工、电厂内部各部门和社区共同合作的成果。生产的土壤改良剂分发给电厂周边社区用于耕种,有助于减少对化肥的依赖,降低农业成本,并支持环境友好型农业实践。同时,它也为青少年和社区成员提供了一个学习废物管理和环境保护知识的场所。
结果显而易见。该项目每年可生产约2665公斤土壤改良剂,每年可为社区节省超过72900泰铢的肥料成本,并减少超过3840公斤二氧化碳当量(因垃圾焚烧产生的温室气体排放)。此外,预计在2023年至2025年间,该项目将处理超过31333公斤的累积有机废弃物,生产超过8472公斤的土壤改良剂,并将需要焚烧的废弃物量减少20%。
从食堂的食物残渣到帮助农作物生长的土壤,从清洁能源到学校的照明,从当地的智慧到创收产品——这些故事看似毫不相干,但深入了解后会发现一个共同的核心:将“专业知识”转化为“机会”,并将“机会”转化为社区的可持续价值。
因此,连续五年登上 AREA 奖项的舞台,不仅意味着每年获奖数量的增加,更是一个里程碑,反映了 CKPower 从一家可再生能源生产商发展成为一家利用能源、知识、技术和员工的力量来创造更广泛变革的组织。
因为优质能源不仅应带来光明,更应点燃机遇。清洁能源不仅应减少碳排放,更应提升人们的生活品质。而可持续的组织发展不应局限于商业数据,更应与社区和环境共同成长。
从最初萤火虫的微光,到如今汇聚成一股日益可见的力量,AREA 舞台上过去五年的发展历程进一步证明,当一个组织的专业知识与社区的需求紧密结合时,可持续的变革并非遥不可及的目标,而是可以逐步实现的现实。这变革始于今日人们的行动,并将机遇传递给明日的人们。