ยังไม่จบ “ป้าดา-ลุงแหวน” แจ้งเอาผิด จนท.ที่ดิน โอนโฉนดให้วัดป่าอดุลฯ剧情继续:“达阿姨和瓦恩叔叔”起诉土地官员,指控他们将土地所有权转让给了帕阿杜寺。
ป้าดา-ลุงแหวน-ป้าบัวไข ร้อง ปปป. เอาผิด ม.157 เจ้าหน้าที่ที่ดิน โอนโฉนดให้วัดป่าอดุลฯ ยันไม่ใช่ที่ธรณีสงฆ์ ตั้งข้อสงสัยเอกสารขอตั้งวัดปี 2541 ระบุมีสิ่งก่อสร้าง 12 รายการ แต่ลงพื้นที่ไม่พบ

“ป้าดา-ลุงแหวน-ป้าบัวไข” ร้อง ปปป. เอาผิด ม.157 เจ้าหน้าที่ที่ดิน โอนโฉนดให้ “วัดป่าอดุลยาราม” อ้างเป็นที่ดินมรดก ไม่ใช่ที่ธรณีสงฆ์ ตั้งข้อสงสัยเอกสารขอตั้งวัดปี 2541 ระบุมีสิ่งก่อสร้าง 12 รายการ แต่ลงพื้นที่ไม่พบ
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 23 ก.ย. 69 น.ส.ชมมณี น้อยจันทร์ หรือ “ป้าดา”พร้อม นายวรเดช ช่างบุ หรือ “ลุงแหวน” พานางบัวไข สรสมุทร และกลุ่มทายาทของ “ตาเฮียง” เดินทางมายัง ศูนย์รับแจ้งความกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พบ พงส.บก.ปปป. เพื่อแจ้งความร้องทุกข์ กรณีการเปลี่ยนชื่อในโฉนดที่ดินของวัดป่าอดุลยาราม โดยกล่าวหาว่า เจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่นบางรายอาจปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และขอให้ตรวจสอบกระบวนการโอนที่ดินดังกล่าว
นายวรเดช หรือ ลุงแหวน กล่าวว่า วันนี้พาป้าบัวไขมาแจ้งความร้องทุกข์ กรณีการโอนที่ดินที่สำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น โดยกล่าวหาว่า มีเจ้าหน้าที่ประมาณ 3-4 คน ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ส่วนเจ้าหน้าที่ที่เหลืออาจมีส่วนส่งเสริมหรือสนับสนุนให้เกิดการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ในการโอนโฉนดที่ดินของป้าบัวไข ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดก โดยฝ่ายทายาทเห็นว่าการดำเนินการดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย
นายวรเดช ระบุว่า ผู้รับโอนที่ดินคือวัด ซึ่งฝ่ายทายาทเห็นว่ายังมีปัญหาเรื่องสถานะทางกฎหมาย และยืนยันว่าในวันที่มีการโอน ญาติและทายาทไม่ได้ให้ความยินยอมหรือรับรู้การดำเนินการดังกล่าว โดยมองว่าเกิดจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับสถานะของที่ดิน
ส่วนกรณีที่มีการให้ข้อมูลว่า ที่ดินของป้าบัวไขตกเป็นของวัดตั้งแต่ปี 2533 นายวรเดช กล่าวว่า ข้อเท็จจริงตามที่ฝ่ายทายาทเข้าใจ ที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นที่ดินสำหรับสร้างวัด ตามมาตรา 33 (2) ไม่ใช่ที่ธรณีสงฆ์ตามมาตรา 33 (1) โดยหากเป็นที่ธรณีสงฆ์ ก็จะเป็นที่ดินของวัดตั้งแต่มีการยกให้ตามที่มีการกล่าวอ้าง
แต่กรณีนี้ ฝ่ายทายาทเห็นว่า การโอนโฉนดที่ดินครั้งนี้เป็นการผิดวัตถุประสงค์ของผู้ให้ คือ “พ่อเฮียง” ซึ่งมอบที่ดินไว้เพื่อสร้างวัด จึงเห็นว่าการโอนดังกล่าวควรได้รับการตรวจสอบว่าเป็นไปตามกฎหมายและเจตนารมณ์ของผู้ให้หรือไม่
นายวรเดช กล่าวเพิ่มเติมว่า โฉนดที่มีการโอนไปนั้นไม่ใช่ที่ดินของวัด โดยที่ดินซึ่งฝ่ายทายาทยอมรับว่าตกเป็นของวัดเป็นคนละแปลงกับโฉนดที่มีการโอน โดยโฉนดที่มีการโอนเป็นที่ดินตามมาตรา 33 (2) ซึ่งเป็นที่ดินเพื่อสร้างวัด และฝ่ายทายาทเห็นว่าจะต้องสร้างวัดให้แล้วเสร็จตามวัตถุประสงค์เสียก่อน
นอกจากนี้ ฝ่ายทายาทยังพบเอกสารหรือผังเมื่อปี 2541 ซึ่งปรากฏในรายการชื่อดังระบุว่าบริเวณที่ตั้งวัดมีสิ่งก่อสร้างจำนวน 12 รายการ แต่เมื่อลงพื้นที่ตรวจสอบกลับไม่พบสิ่งก่อสร้างตามที่ระบุ จึงตั้งข้อสงสัยว่าอาจมีการนำข้อมูลสิ่งก่อสร้างมาใช้ประกอบการขอตั้งวัด ทั้งที่สภาพพื้นที่จริงไม่เป็นไปตามเอกสาร และเห็นว่าประเด็นนี้ควรได้รับการตรวจสอบว่า การขอตั้งวัดดำเนินการโดยถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่
นายวรเดช ระบุว่า มีการยื่นเอกสารขอตั้งวัดในปี 2541 และทางมหาเถรสมาคมเข้าใจว่ามีสิ่งก่อสร้างอยู่ในพื้นที่และอนุญาตให้ก่อตั้งวัด ดังนั้น เมื่อมีการตรวจสอบย้อนหลัง และพบว่าไม่มีสิ่งก่อสร้างตามที่ระบุไว้ จึงเห็นว่าเป็นโมฆะ
นายวรเดช ย้ำว่า การเดินทางมาในวันนี้เป็นการแจ้งความในคดีใหม่ และได้นำเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องมามอบให้พนักงานสอบสวน เพื่อให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและกระบวนการโอนที่ดินทั้งหมด
ด้าน น.ส.ชมมณี หรือ “ป้าดา” กล่าวว่า ที่ผ่านมาสังคมมีการประณามครอบครัวว่า ต้องการเอาที่ดินของวัด แต่ขอยืนยันว่า ที่ดินดังกล่าวไม่ใช่ที่ดินของวัด แต่เป็นที่ดินของทายาทที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ “นายเฮียง” และครอบครัวต่อสู้เรื่องที่ดินผืนนี้มานานกว่า 20 ปี
ป้าดา กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ได้สอบถามไปยังหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อหาความจริงว่าที่ดินประมาณ 21 ไร่ เป็นของวัดจริงหรือไม่ แต่หลายหน่วยงาน รวมถึงพระผู้ใหญ่ เคยตอบกลับมาว่าไม่ได้เป็นวัด เนื่องจากไม่มีข้อมูลอยู่ในระบบ
อย่างไรก็ตาม หลังจากมีการโอนที่ดินเมื่อวันที่ 16 กันยายนที่ผ่านมา ทายาทได้ทำหนังสือสอบถามไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด โดยผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดให้ข้อมูลว่า เป็นวัดมาตั้งแต่ปี 2492 ขณะที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติระบุว่าเป็นวัดตั้งแต่ปี 2541 และทีมทนายความให้ข้อมูลว่าเป็นวัดตั้งแต่ปี 2525
ป้าดา จึงตั้งคำถามว่า สรุปแล้วสถานะของวัดเริ่มต้นในปีใด เพราะข้อมูลจากแต่ละฝ่ายไม่ตรงกัน พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงกรณีการแต่งตั้งเจ้าอาวาสในปี 2535 ทั้งที่ฝ่ายทายาทอ้างว่า ในช่วงเวลาดังกล่าวยังไม่มีวัดตามสถานะที่ถูกต้อง
ป้าดา กล่าวต่อว่า เมื่อวันที่ 3 กันยายน ที่ผ่านมา ทายาทได้ทำหนังสือคัดค้านไปยังสำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น แต่สุดท้ายยังมีการโอนโฉนดที่ดิน ขณะเดียวกันคดีเกี่ยวกับโฉนดที่ดิน 21 ไร่ ยังอยู่ในชั้นศาลฎีกาและฝ่ายทายาทระบุว่ายังไม่มีคำพิพากษา แต่กลับมีการโอนโฉนดไปเป็นของวัด จึงตั้งคำถามว่า เหตุใดจึงไม่มีการตรวจสอบตั้งแต่แรก
ป้าดา กล่าวว่า วันนี้จึงเดินทางมาแจ้งความ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบว่า ใครเป็นผู้เกี่ยวข้องกับการโอนที่ดินดังกล่าว เพราะ “นายเฮียง” มีทายาทจำนวนมาก และครอบครัวต่อสู้เรื่องกรรมสิทธิ์ในที่ดินมาโดยตลอด โดยเห็นว่าประเทศมีกฎหมายที่ดิน และมีกฎกติกา แต่ทายาทกลับถูกกดดันให้ปิดปากหรือถูกดำเนินคดีเพียงเพราะออกมาพูดถึงสิทธิในที่ดินของครอบครัว
พร้อมยืนยันว่า หากฝ่ายที่เกี่ยวข้องนำเอกสารหรือหลักฐานมาแสดงเพื่อยืนยันสถานะของวัดและที่ดิน ก็ต้องเปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบและพิสูจน์ข้อเท็จจริง โดยป้าดากล่าวหาว่า หลักฐานบางส่วนที่อีกฝ่ายนำมาแสดงเป็นหลักฐานเท็จ 100 เปอร์เซ็นต์
ด้าน นายวรเดช กล่าวเพิ่มเติมว่า ฝ่ายทายาทไม่ได้ไม่เคารพคำสั่งศาล แต่เมื่อตรวจสอบย้อนหลังกรณีที่ศาลเคยมีคำพิพากษาระหว่างเจ้าอาวาสวัดกับป้าบัวไข ซึ่งมีการต่อสู้กันในศาล ฝ่ายทายาทตั้งข้อสังเกตว่า คู่กรณีอีกฝ่ายอาจไม่ได้มีสถานะเป็นเจ้าอาวาส หรือเป็นวัดที่ชอบด้วยกฎหมาย ขณะที่ฝ่ายทายาทเป็นเจ้าของโฉนด ดังนั้น เมื่อมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสถานะของคู่กรณีและสถานะของวัดในขณะนั้น ฝ่ายทายาทจึงเตรียมดำเนินการตามช่องทางกฎหมาย เพื่อขอให้มีการรื้อคดีและให้ศาลพิจารณาประเด็นดังกล่าวใหม่
ป้าดา กล่าวย้ำว่า ทั้งหมดไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ในการสร้างวัดของ “นายเฮียง” และฝ่ายทายาทเห็นว่ามีข้อมูลหลายส่วนที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง และนำข้อมูลของทั้งสองฝ่ายมาเปรียบเทียบกัน
ป้าดา ยังฝากถึง นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติว่า เมื่อประชาชนมีเรื่องร้องเรียน เหตุใดจึงไม่ลงพื้นที่ตรวจสอบ โดยขอให้เรียกทั้งสองฝ่ายมาให้ข้อมูลร่วมกัน เพื่อพิสูจน์ว่าใครมีหลักฐานที่ถูกต้อง
ป้าดา บอกด้วยว่า หากทายาทเป็นฝ่ายผิดก็พร้อมเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย แต่ตั้งคำถามว่า เหตุใดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงไม่กล้าลงมาตรวจสอบ และเกรงว่าการตรวจสอบจะทำให้ความจริงถูกเปิดเผยหรือไม่ พร้อมตั้งคำถามถึงสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติว่า มีการจัดทำเอกสารอันเป็นเท็จหรือไม่ และเรียกร้องให้รัฐมนตรีที่รับผิดชอบเข้ามาดูแลเรื่องนี้ ไม่ใช่ปล่อยให้มีการใช้เพจหรือสื่อสังคมออนไลน์เข้ามารุมตำหนิทายาท
ป้าดา ย้ำว่า “ที่ดินนี้สำคัญนะ เรื่องกรรมสิทธิ์ ไม่อย่างนั้นบ้านเมืองใครอยากได้ก็โอนกันเอง ประเทศมีกฎหมายทำไมต้องไปละเมิดสิทธิแบบนี้”
“达姨、瓦恩叔叔和布阿凯姨”向反贪污委员会投诉土地官员违反《刑法》第157条,指控他们将土地所有权证转让给“Wat Pa Adulyaram”寺庙,声称该土地是继承财产而非寺庙用地。他们质疑寺庙2008年建寺申请文件中列出的12座建筑物,但实地考察后并未发现任何一座。
2026年9月23日上午10点,Chommanee Noichan女士(人称“Da阿姨”)与Woradech Changbu先生(人称“Waen叔叔”)陪同Buakhai Sorsamut女士及“Hiang爷爷”的一群后裔前往中央调查局投诉中心。他们与反腐败部门的调查人员会面,就Wat Pa Adulyaram寺庙土地所有权证上的名称变更一事提出投诉,指控孔敬府土地局的部分官员可能存在不当行为,并要求对土地转让过程进行调查。
沃拉德奇先生(或称瓦恩叔叔)表示,他今天陪同布阿凯阿姨前往孔敬府土地局投诉土地转让事宜。他声称,约有三四名官员行为不当,其余官员可能鼓励或支持了布阿凯阿姨的土地所有权证的非法转让,因为她是遗产执行人。继承人认为整个过程违法。
沃拉德奇先生指出,土地的受让人是寺庙,继承人认为这引发了人们对土地法律地位的担忧。他确认,在土地转让当日,亲属和继承人既不知情也不同意这笔交易,他们认为这只是对土地法律地位的误解。
关于布阿凯阿姨的土地自1990年起归寺庙所有的说法,沃拉德奇先生表示,继承人所理解的事实是,根据第33(2)条,该土地是用于建造寺庙的用地,而非根据第33(1)条规定的寺庙用地。如果该土地是寺庙用地,那么它就应该属于寺庙,因为它是按要求划拨的。
然而,在本案中,继承人认为土地所有权的转移违背了捐赠人的意愿,因为“香神父”捐赠土地是为了建造寺庙。因此,他们认为应该对此次转移进行调查,以确定其是否符合法律和捐赠人的意愿。
沃拉德奇先生补充说,转让的地契并非寺庙的土地。继承人承认属于寺庙的土地与转让的地契所列的土地并非同一地块。转让的地契所列的土地属于《土地法》第33(2)条规定的土地,即用于建造寺庙的土地,继承人认为寺庙必须先按照其用途建成。
此外,继承人还找到了1998年的文件或地图,上面列出了寺庙选址区域内的12座建筑物。然而,实地考察后,这些建筑物却并不存在。这让他们怀疑,这些关于建筑物的信息可能被用来支持寺庙的设立申请,尽管实际地点与文件描述不符。他们认为应该对此事进行调查,以确定寺庙的设立申请是否合法。
沃拉德奇先生表示,寺庙的设立申请文件于1998年提交,最高僧伽委员会当时认为该地块上已有建筑物,并批准了寺庙的设立。然而,事后核实发现,该地块上并无申请中所述的建筑物,因此认定该申请无效。
沃拉德奇先生强调,他今天来访是为了提交一份新的警方报告,并向调查人员提供相关文件和证据,以便核实事实和整个土地转让过程。
Chommanee女士(人称“Da阿姨”)表示,尽管社会各界谴责她的家人觊觎寺庙的土地,但她坚称这块土地并非寺庙所有,而是属于从祖先Hiang先生那里继承而来的后人。她还补充说,她的家人为了这块土地已经争取了20多年。
达阿姨说,这些年来,她曾向各种机构询问这大约 21 莱的土地是否真的属于寺庙,但包括一些资深僧侣在内的许多机构都回应说,这块地不属于寺庙,因为系统里没有相关信息。
然而,在9月16日土地过户后,继承人向省佛教事务办公室查询。省佛教事务办公室主任称该地自1949年起即为寺庙,而国家佛教事务办公室则称其自1998年起即为寺庙,法律团队提供的信息则显示该地自1982年起即为寺庙。
达姨随后质疑寺庙获得正式地位的确切年份,因为各方说法不一。她还对1992年任命住持一事提出质疑,尽管继承人声称当时寺庙尚未获得正式地位。
达姨继续说道,9月3日,继承人向孔敬府土地局提交了异议信,但最终土地所有权证还是被转让了。与此同时,关于那21莱土地的案件仍在最高法院审理中,继承人表示尚未有判决,但土地所有权证却已过户到寺庙名下。因此,她质疑为何一开始没有进行调查。
达阿姨说,她今天来警局报案,是为了让公众了解土地转让的幕后黑手,因为“香先生”有很多继承人,家族为了土地所有权已经斗争了很久。她认为国家有土地法律法规,但继承人仅仅因为维护家族的土地权益就被迫保持沉默,否则就会面临法律诉讼。
她确认,如果相关各方提交文件或证据以证明寺庙和土地的合法性,则必须给予他们查阅和核实事实的机会。达阿姨声称,对方提供的部分证据完全是捏造的。
沃拉德奇先生进一步表示,继承人并非不尊重法院命令,而是在回顾了寺庙住持与布阿凯阿姨之间先前的一项法院判决(该判决曾引发争议)后,继承人注意到对方可能并不具备住持或寺庙的合法地位,而继承人拥有土地所有权。因此,由于对对方及寺庙当时的法律地位存有疑问,继承人正准备提起诉讼,请求法院重审此案并重新审议相关问题。
达姨重申,寺庙的建造完全不符合香先生的初衷,继承人认为许多信息并不准确。因此,他们请求有关部门实地调查,并核对双方提供的信息。
达阿姨还质问了负责国家佛教事务的副总理帕空·尼拉普拉潘,为什么他在接到公民投诉后不进行现场调查。她要求传唤双方当事人,共同提供信息,以确定谁掌握有效证据。
达姨还表示,如果继承人被认定有罪,她准备走法律程序。但她质疑相关机构为何迟迟不愿展开调查,并担心调查可能会揭露真相。她还质疑国家佛教办公室是否伪造了任何文件,并呼吁主管部长亲自监督此事,而不是放任社交媒体平台攻击继承人。
达姨强调说:“这块地很重要,尤其是在所有权方面。否则,全国任何想要这块地的人都可以随意转让。国家有法律,为什么要这样侵犯人权呢?”