"ดร.สุรเกียรติ์" เปิดงาน "Water Resilience Forum" เปลี่ยนความเสี่ยงน้ำ สู่โอกาสสร้างอนาคต苏拉基亚特博士主持召开了“水资源韧性论坛”,将水资源风险转化为建设未来的机遇。
"ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย" เปิดงาน "Water Resilience Forum" มุ่งขับเคลื่อนการบริหารจัดการ "น้ำ" อย่างเหมาะสม พร้อมรับมือความเสี่ยงจากน้ำ สู่โอกาสในการสร้างอนาคต

"ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย" เปิดงาน "Water Resilience Forum" มุ่งขับเคลื่อนการบริหารจัดการ "น้ำ" อย่างเหมาะสม พร้อมรับมือความเสี่ยงจากน้ำ สู่โอกาสในการสร้างอนาคต
วันที่ 4 กันยายน 2569 ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้กล่าวเปิดงาน "Water Resilience Forum 3/2026 : WATER SMART COMMUNITIES"
โดยระบุว่า ผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาเปิดงาน Water Resilience Forum ครั้งที่ 3 ในหัวข้อ "WATER SMART COMMUNITIES – คนเปลี่ยนน้ำ น้ำเปลี่ยนอนาคต" ในวันนี้ และขอขอบคุณ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ที่ได้กรุณาให้ความสำคัญ กับกิจกรรมของคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ และได้รับเชิญมา กล่าวปาฐกถานำในการเปิดประชุมระดมสมองในวันนี้
เรื่อง "น้ำ" เป็นเรื่องที่ผมให้ความสำคัญมาโดยตลอด เพราะ "น้ำ" นอกจากเปรียบเสมือนชีวิตของคนไทย เพราะ ชีวิตของคนไทยผูกพันกับสายน้ำมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันแล้ว จากประสบการณ์ที่ผมได้มีโอกาสร่วมในการติดตามสถานการณ์น้ำและให้ความช่วยเหลือประชาชนในหลายพื้นที่เมื่อเกิดภัยพิบัติ ทั้งเชียงราย หาดใหญ่ และล่าสุดที่จังหวัดน่านในฐานะรองประธานกรรมการที่ปรึกษาของมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ผมได้เห็นด้วยตนเองว่า เมื่อภัยอันตรายจากน้ำที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เพียงสร้างความเสียหายที่คำนวณเป็นตัวเลขทางเศรษฐกิจมูลค่ามหาศาลเท่านั้น แต่คือความสูญเสียของบ้านเรือน ไร่นา ทรัพย์สิน อาชีพ รายได้ของ ผู้คน ครอบครัว และชีวิต บางครอบครัวต้องสูญเสียสิ่งที่สะสมมาทั้งชีวิตในเวลาเพียงชั่วข้ามคืน
มหาอุทกภัยปี 2554 สร้างความเสียหายและความสูญเสียทางเศรษฐกิจประมาณ 1.43 ล้านล้านบาท ขณะที่อุทกภัยที่อำเภอหาดใหญ่ และหลายจังหวัดภาคใต้ในปี 2568 มีการประเมินว่า กระทบกิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 25,000 ล้านบาท และจนถึงวันนี้ หลายธุรกิจ หลายครอบครัว หลายชีวิตยังไม่สามารถฟื้นฟูตนเองแล้วกลับมาเริ่มต้นใหม่ได้
แต่สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นในอดีต คือ ความเสี่ยงในอนาคตที่มีแนวโน้มเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกและอาจมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นในหลายมิติ
World Bank ประเมินว่า หากเกิดน้ำท่วมขนาดใกล้เคียง มหาอุทกภัยปี 2554 อีกครั้งในปี 2030 ประเทศไทยอาจสูญเสีย ผลผลิตเกือบ 10% ของ GDP ในปีนั้น ตัวเลขเหล่านี้กำลังบอกเราว่า เราไม่ควรรอให้เกิดภัยแล้วจึงเข้าไปช่วยเหลือ แต่ต้องเตรียมพร้อมและป้องกันก่อนเกิดภัย และผมเชื่อว่าประเทศไทยทำได้ เพราะในหลายพื้นที่ได้พิสูจน์ให้เราเห็นแล้วว่า "น้ำ" ไม่ได้เป็นเพียงความเสี่ยง หากบริหารจัดการอย่างเหมาะสม น้ำสามารถเปลี่ยนจากวิกฤตเป็นโอกาส สร้างรายได้ สร้างคุณภาพชีวิต และสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนได้
นครปฐม เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจของการฟื้นฟูภายหลังภัยพิบัติ โดยได้รับความเสียหาย และความสูญเสียจากมหาอุทกภัย พ.ศ. 2554 รวมประมาณ 6,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมประมาณ 1,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม จังหวัดสามารถฟื้นฟูคุณภาพชีวิตของประชาชน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันภาคเกษตรกรรมของจังหวัดมีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมประมาณ 17,000 ล้านบาท
ชุมชนทรงวาด ก็เป็นอีกตัวอย่างของชุมชนริมน้ำที่แสดงให้เห็นว่า เมื่อคนในพื้นที่ร่วมมือกัน ทั้งในการป้องกันความเสี่ยงจากน้ำ และนำทุนทางวัฒนธรรม วิถีชีวิต พลังความคิดสร้างสรรค์มาพัฒนา ก็สามารถสร้างเศรษฐกิจใหม่ให้กับชุมชน จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสร้างสรรค์ที่ดึงดูดผู้คนและสร้างรายได้ให้กับพื้นที่
เครือข่ายเตือนภัยพิบัติชุมชนเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) และเครือข่ายจัดการภัยพิบัติชุมชนเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ที่จัดตั้งโดยมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ตามพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา องค์ประธานกรรมการมูลนิธิฯ ที่ต้องการสร้างชุมชนในพื้นที่เสี่ยงภัยพิบัติให้มีความเข้มแข็ง โดยอาศัยการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนในการเรียนรู้ และสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของหน่วยงานของรัฐ แล้วนำข้อมูลสภาพภูมิอากาศและปริมาณน้ำฝนที่ได้มาใช้ในการเฝ้าระวังเตือนภัยเพื่อเตรียมพร้อมในการย้ายทรัพย์สินขึ้นที่สูง และเตรียมความพร้อมในการอพยพ รวมทั้งช่วยเหลือซึ่งกันและกันในชุมชนและชุมชนเครือข่ายใกล้เคียง เพื่ออพยพคนในชุมชนเสี่ยงภัยไปยังพื้นที่ปลอดภัย หรือช่วยเหลือกู้ภัยในกรณีที่ภัยมาถึงแล้ว
นับเป็นตัวอย่างของการสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนในพื้นที่เสี่ยงภัย และอาศัยความร่วมมือ และศักยภาพของคนในชุมชนในการเฝ้าระวัง เตือนภัย และรับมือกับภัยเมื่อต้องเผชิญกับภัยพิบัติที่มาถึง โดยเข้าถึงและใช้เทคโนโลยีเฝ้าระวัง แจ้งเตือน และรับมือภัยพิบัติได้อย่างทันท่วงทีซึ่งหลายชุมชนเครือข่ายสามารถนำข้อมูลและความรู้ในการรับมือกับภัยพิบัติมาต่อยอดไปสู่การบริหารจัดการน้ำของชุมชนอย่างยั่งยืน และใช้เพื่อประโยชน์ในการทำการประกอบอาชีพในชีวิตประจำวันได้ เพราะการที่ภาครัฐได้สร้างหรือนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการติดตามสภาพภูมิอากาศ ปริมาณน้ำฝนและน้ำท่า แต่หากข้อมูลเหล่านั้นชุมชนในพื้นที่เสี่ยงภัยไม่สามารถเข้าถึง หรือเข้าถึงได้แต่ไม่สามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์และนำไปใช้ประโยชน์ได้ และไม่มีกลไกภายในชุมชนในการเฝ้าระวังและรับมือเผชิญเหตุได้แล้ว หรือทำให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยมีความเชื่อมั่นเชื่อถือต่อข้อมูลที่ได้จากเทคโนโลยีสมัยใหม่แล้ว ก็เป็นการยากที่จะลดความสูญเสีย และความเสียหายในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนได้
เราอาจไม่สามารถป้องกันมิให้เกิดอุทกภัยได้ แต่สามารถป้องกันมิให้เกิดความสูญเสียหรือบรรเทาให้เกิดความสูญเสีย จากอุทกภัยให้น้อยที่สุดได้ ตัวอย่างเหล่านี้ทำให้ผมเชื่อว่า เราสามารถร่วมกันเปลี่ยนความเสี่ยงจากน้ำ ให้เป็นต้นทุนของการพัฒนาประเทศได้ แต่การจะทำให้เกิดขึ้นในวงกว้างจำเป็นต้องมีทั้งคน ความรู้ ความร่วมมือ และเทคโนโลยี คนในชุมชนต้องรู้จักพื้นที่ของตนเอง รู้ว่าน้ำมาจากไหน ไปทางไหน จุดไหนเสี่ยง และเมื่อเกิดเหตุขึ้น เราจะช่วยกันจัดการอย่างไร
ขณะเดียวกัน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะช่วยให้เรารู้ล่วงหน้า และตัดสินใจได้แม่นยำขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระบบโทรมาตร ระบบติดตามและเฝ้าระวังระดับน้ำ ระบบคาดการณ์ สถานการณ์น้ำ และเทคโนโลยีอีกมากมายที่หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคเอกชน ได้ร่วมกันพัฒนาและนำไปประยุกต์ใช้ร่วมกับภูมิปัญญาของชุมชน และนี่คือสิ่งที่ผมคิดว่าเป็นหัวใจสำคัญของคำว่า Water Smart Community Water Smart Community ไม่ใช่ชุมชนที่มีเทคโนโลยีมากที่สุด แต่คือชุมชนที่คนมีความรู้ มีข้อมูล มีความร่วมมือ และสามารถนำภูมิปัญญาของชุมชนและการมีส่วนร่วมของชุมชนมาผสานกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อจัดการน้ำได้ ด้วยตัวเอง ภายใต้หลักการ Community-Based Disaster Risk Management หรือ (CBDRM) คือการจัดการความเสี่ยง จากภัยพิบัติโดยชุมชนเป็นฐาน เห็นหลายชุมชนใช้ทั้งเทคโนโลยีและภูมิปัญญาท้องถิ่นในการป้องกันอุทกภัย
วันนี้เราจึงไม่ได้มาพูดกันเพียงว่า "จะป้องกันน้ำท่วมอย่างไร" แต่เรากำลังถามคำถามที่สำคัญกว่านั้นว่า เราจะทำ อย่างไรให้ชุมชนสามารถรู้จักน้ำ เตรียมพร้อมกับน้ำ อยู่กับน้ำ และเปลี่ยนน้ำให้เป็นโอกาสในการสร้างอนาคตได้ และคำถามต่อไปก็คือ สิ่งที่ชุมชนหนึ่งทำสำเร็จแล้ว เราจะถ่ายทอดและขยายผลไปยังชุมชนอื่น และในที่สุดไปสู่ทุกจังหวัดของประเทศไทยได้อย่างไร
ผมหวังว่าเวทีในวันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการร่วมมือกันเพื่อให้เกิด Water Smart Communities ในวงกว้างยิ่งขึ้น ผมขอขอบคุณท่านรองนายกรัฐมนตรีที่ให้เกียรติมาปาฐกถา และขอขอบคุณวิทยากรทุกท่าน ทุกหน่วยงาน ทุกชุมชน รวมถึงสื่อมวลชนทุกท่านที่มาร่วมกันขับเคลื่อนเรื่องที่มีความสำคัญกับน้ำและชีวิตในวันนี้
名誉教授苏拉基亚特·萨蒂恩泰博士主持召开了“水资源韧性论坛”,旨在促进适当的水资源管理,并为与水相关的风险做好准备,从而为建设更美好的未来创造机会。
2026 年 9 月 4 日,在朱拉隆功大学工程学院,朱拉隆功大学理事会主席、荣誉教授苏拉吉亚·萨提安泰博士在“水资源韧性论坛 3/2026:水资源智慧社区”上发表了开幕致辞。
他表示:“我非常高兴今天能为第三届水资源韧性论坛揭幕,本次论坛的主题是‘水资源智慧社区——人改变水,水改变未来’。我要感谢副总理兼高等教育、科学、研究与创新部长约沙南·翁萨瓦特教授博士对朱拉隆功大学工程学院活动的关注,并感谢他邀请我在今天的头脑风暴会议上发表主旨演讲。”
“水”问题一直是我关注的重点。水对泰国人民来说如同生命之源——自古至今,他们的生活都与水道息息相关。我曾担任泰国红十字会“援助之友”(Friends in Need (of Thailand) Foundation)顾问委员会副主席,负责监测水情并为不同地区的民众提供自然灾害援助,包括清莱、合艾,以及最近的楠府。在这些经历中,我亲眼目睹了水灾不仅造成巨大的经济损失,还导致房屋、农田、财产、生计、收入、家庭乃至生命的丧失。有些家庭一夜之间就失去了毕生积蓄。
2011年的特大洪水造成了约1.43万亿泰铢的经济损失。与此同时,2015年合艾和南部几个府的洪水估计对经济活动造成了至少250亿泰铢的影响。时至今日,许多企业、家庭和生活仍未恢复,难以重建。
但比过去造成的损害更令人担忧的是未来可能再次发生的风险,而且这种风险可能会在多个方面变得更加严重。
世界银行估计,如果2030年再次发生类似2011年特大洪水的洪灾,泰国当年的GDP可能会损失近10%。这些数据告诉我们,不应等到灾难发生才提供援助,而应提前做好准备并加以预防。我相信泰国能够做到这一点,因为许多地区已经证明,“水”不仅仅是一种风险;如果管理得当,它可以化危机为机遇,创造收入,改善生活质量,并增强社区凝聚力。
佛统府是灾后重建的一个典型案例。2011年的特大洪水造成了约60亿泰铢的损失,其中农业部门就损失了约10亿泰铢。然而,该府成功地持续恢复了民众的生活质量和经济活动。目前,该府的农业部门对国内生产总值的贡献约为170亿泰铢。
宋瓦德社区是另一个河畔社区的典范,它展现了当地居民如何齐心协力——既能减轻与水相关的风险,又能充分利用他们的文化资本、生活方式和创造力——从而为社区创造新的经济模式。如今,它已成为一个创意旅游目的地,吸引游客并为当地带来收入。
由泰国红十字会旗下的“朋友互助基金会”(Friends Helping Friends (Pha) Foundation)根据基金会主席巴差拉吉帝雅帕·纳伦迪拉·德比亚瓦迪公主殿下的皇家倡议建立的“朋友互助社区灾害预警网络”和“朋友互助社区灾害管理网络”,旨在加强易受灾害地区社区的能力建设。该网络通过社区参与学习和获取政府机构的信息来实现这一目标。这包括利用天气和降雨数据建立监测和预警系统、做好将财物转移到地势较高处的准备、疏散以及在社区和邻近地区开展互助。该网络在灾害发生时,协助将弱势群体疏散到安全区域或参与救援行动。
这凸显了加强灾害易发地区社区建设的重要性,需要充分发挥社区成员的合作与能力,开展灾害监测、预警和应对工作。这包括及时获取和利用灾害监测、预警和应对技术。许多社区网络还可以进一步利用这些信息和知识,发展可持续的社区水资源管理,改善居民的日常生活。虽然政府已经开发或实施了用于监测天气、降雨和径流的现代技术,但如果灾害易发地区的社区无法有效获取、分析和利用这些数据,如果他们缺乏内部的灾害监测和应对机制,或者如果他们对现代技术提供的信息缺乏信任,那么就很难减轻生命和财产损失。
我们或许无法完全阻止洪水发生,但我们可以预防或减轻洪水造成的损失。这些例子让我相信,我们可以携手合作,将与水相关的风险转化为国家发展的资源。然而,要大规模地实现这一点,需要人力、知识、合作和技术。社区成员必须了解自己所在的地区,知道水的来源、去向、风险所在,以及在洪水发生时如何应对。
与此同时,科学技术帮助我们提前了解情况并做出更准确的决策。这包括遥测系统、水位监测和监控系统、水情预测系统,以及许多其他技术。这些技术由政府、学术界和私营部门等不同机构联合开发,并结合社区智慧加以应用。我认为,这正是“智慧水社区”概念的核心所在。智慧水社区并非拥有最多技术的社区,而是指人们拥有知识、数据、合作能力,并能够将社区智慧和社区参与与科学技术相结合,在社区灾害风险管理(CBDRM)原则下独立管理水资源的社区。我亲眼目睹了许多社区运用技术和当地智慧来预防洪水。
今天,我们不仅讨论“如何预防洪水”,而且还在探讨一个更重要的问题:如何赋能社区,让他们了解水、做好准备、与水共存,并将洪水转化为建设更美好未来的契机?下一个问题是:如何将一个社区的成功经验分享并推广到其他社区,最终推广到泰国的每个府?
我希望今天的论坛能够成为知识交流与合作的起点,从而构建更广泛的智慧用水社区。我感谢副总理发表讲话,也感谢所有发言者、各机构、各社区以及所有媒体代表,感谢大家齐聚一堂,共同推进这一对当今水资源和生命至关重要的议题。