“ญี่ปุ่น” ตัวแปรสำคัญตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ?日本是美国债券市场的一个关键变量吗?
ผลกระทบของตลาดการเงินญี่ปุ่นที่เปลี่ยนไป ต่อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อาจมองได้เป็นระยะสั้น และระยะยาว

นักเศรษฐศาสตร์ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC)
# พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ
# อัตราผลตอบแทนพันธบัตร
# การแทรกแซงค่าเงินเยน
# ตลาดการเงินญี่ปุ่น
# FIMA Repo Facility
Nebius เอาเงินจากไหนมาลงทุนมหาศาล? | Digital Frontiers EP.75
ผลกระทบของตลาดการเงินญี่ปุ่นที่เปลี่ยนไป ต่อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อาจมองได้เป็นระยะสั้น และระยะยาว โดยในระยะสั้น การแทรกแซงค่าเงินเยนอาจสร้างแรงขาย U.S. Treasury เพิ่มเติม ส่วนในระยะยาว ความเสี่ยงสำคัญอาจไม่ได้อยู่ที่การขาย U.S. Treasury แต่เป็นการที่นักลงทุนญี่ปุ่นลดการลงทุนเพิ่มเติมในสินทรัพย์สหรัฐฯ และหันกลับมาลงทุนใน JGB มากขึ้น
เชื่อหรือไม่? คนไทยจะมีรถเมล์ในฝัน
ในช่วงกลางเดือน ส.ค. 2569 พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (U.S. Treasury) ระยะยาวเผชิญแรงเทขายอย่างหนัก ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปีปรับขึ้นเหนือ 5.3% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2550 ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีขยับขึ้นมาใกล้ 4.7–4.8%
แรงกดดันนี้ถูกกระตุ้นจากหลายปัจจัยที่เกิดขึ้นพร้อมกัน โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่กลับมารุนแรงขึ้นหลังการเจรจาหยุดชะงัก ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับสูงขึ้นและเพิ่มความกังวลว่าแรงกดดันเงินเฟ้ออาจยืดเยื้อ
ขณะเดียวกัน ตลาดยังมีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้นต่อทิศทางนโยบายการเงินภายใต้ประธาน Fed คนใหม่ Kevin Warsh โดยเฉพาะแนวทางการควบคุมเงินเฟ้อและการสื่อสารให้ Forward Guidance น้อยลง ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลด้านเสถียรภาพการคลังของสหรัฐฯ ที่มีอยู่เดิม หลังหนี้รัฐบาลรวมเพิ่มขึ้นแตะ 40 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นครั้งแรก หรือมากกว่า 120% ของ GDP
ขณะที่การขาดดุลงบประมาณยังอยู่ในระดับสูงราว 6% ของ GDP ส่งผลให้นักลงทุนต้องการอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยภายในสหรัฐฯ อาจไม่ใช่คำอธิบายทั้งหมดของแรงกดดันต่อตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ในระยะข้างหน้า โดยรัฐบาลสหรัฐฯ และนักลงทุนอาจต้องคำนึงถึงพัฒนาการทางเศรษฐกิจและตลาดการเงินของประเทศอื่นมากขึ้น โดยเฉพาะญี่ปุ่น ซึ่งเป็นทั้งพันธมิตรและแหล่งเงินทุนสำคัญของสหรัฐฯ ท่ามกลางเงินเยนที่อ่อนค่ามากและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น (JGB) ที่ปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันต่อผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ผ่านทั้งความเสี่ยงจากการแทรกแซงค่าเงินและแนวโน้มการไหลกลับของเงินทุนญี่ปุ่นในระยะข้างหน้า
ญี่ปุ่นไม่ได้เป็นแค่พันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ แต่ยังเป็นผู้ลงทุนต่างชาติรายใหญ่ที่สุดในตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ
หลังฟองสบู่เศรษฐกิจญี่ปุ่นแตกในช่วงต้นทศวรรษ 2533 เศรษฐกิจญี่ปุ่นต้องเผชิญกับทศวรรษที่สูญหาย (The Lost Decades) จากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ตกต่ำ ภาวะเงินฝืด และอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับใกล้ศูนย์เป็นเวลานาน ส่งผลให้นักลงทุนญี่ปุ่น ทั้งธนาคาร บริษัทประกัน กองทุนบำเหน็จบำนาญ และนักลงทุนรายย่อย แสวงหาผลตอบแทนที่สูงกว่าในต่างประเทศ จนญี่ปุ่นกลายเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกเงินทุนรายใหญ่ของโลก
ณ สิ้นเดือน มิ.ย. 2569 ญี่ปุ่นยังคงเป็นผู้ถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ รายใหญ่ที่สุดในโลก คิดเป็นมูลค่าราว 1.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนว่าญี่ปุ่นไม่ได้มีบทบาทเพียงพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังเป็นแหล่งอุปสงค์สำคัญของตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อีกด้วย
ตลาดการเงินญี่ปุ่นเปลี่ยนไป : เยนอ่อนค่า และ JGB Yield สูงสุดในรอบหลายทศวรรษ
ปัจจุบัน ตลาดการเงินญี่ปุ่นกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ โดยเงินเยนอ่อนค่าแตะระดับ 164 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐในเดือน ก.ค. ซึ่งเป็นระดับอ่อนค่าสุดในรอบเกือบ 40 ปี ขณะเดียวกัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น (JGB) ปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยอัตราผลตอบแทน JGB อายุ 10 ปีเพิ่มขึ้นแตะระดับ 2.95% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2539 ขณะที่อัตราผลตอบแทน JGB อายุ 30 ปีปรับขึ้นเหนือ 4% ปัจจัยดังกล่าวสะท้อนว่าญี่ปุ่นกำลังเผชิญแรงกดดันทั้งด้านค่าเงินและฐานะการคลังพร้อมกัน โดย
ความกังวลต่อความยั่งยืนทางการคลังของญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น หลังรัฐบาลทาคาอิจิมีแผนดำเนินมาตรการการคลังขนาดใหญ่ เช่น แผนลดภาษีบริโภคอาหารจาก 8% เหลือ 1% เป็นเวลา 2 ปี ซึ่งอาจทำให้รายได้รัฐบาลลดลงราว 4 – 5 ล้านล้านเยนต่อปี ขณะที่ยังไม่มีแหล่งรายได้ชดเชยที่ชัดเจน นักลงทุนจึงกังวลว่ารัฐบาลจะต้องเพิ่มการกู้เงิน ท่ามกลางระดับหนี้สาธารณะที่สูงกว่า 200% ของ GDP อยู่แล้ว ส่งผลให้ความเสี่ยงทางการคลังญี่ปุ่นปรับสูงขึ้น
ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่นยังอยู่ในระดับสูง แม้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายสู่ 1% ซึ่งเป็นระดับที่สูงสุดในรอบ 31 ปี แต่ยังต่ำกว่าดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐฯ ที่ 3.50–3.75% อย่างมีนัยสำคัญ ส่วนต่างดอกเบี้ยนี้ยังสนับสนุนให้เกิดธุรกรรม Carry Trade หรือการกู้ยืมเงินเยนต้นทุนต่ำเพื่อลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ซึ่งเป็นแรงกดดันสำคัญต่อค่าเงินเยน
ความขัดแย้งตะวันออกกลาง ยิ่งซ้ำเติมทั้งเงินเยนและฐานะการคลังของญี่ปุ่น เนื่องจากประเทศพึ่งพาการนำเข้าพลังงานในสัดส่วนสูงจากภูมิภาคนี้ โดยในปี 2568 ญี่ปุ่นนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางคิดเป็น 94% ของการนำเข้าน้ำมันดิบทั้งหมด ราคาพลังงานที่สูงขึ้นจึงกดดันทั้งดุลการค้า ค่าเงินเยน และค่าครองชีพ ซึ่งอาจทำให้รัฐบาลต้องออกมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม และเพิ่มภาระการคลังในระยะต่อไป
ทั้ง 3 ปัจจัยมีแนวโน้มกดดันตลาดการเงินญี่ปุ่นต่อเนื่องในระยะข้างหน้า ทำให้ค่าเงินเยนอาจยังอ่อนค่า และอัตราผลตอบแทน JGB มีแนวโน้มสูงต่อไป เนื่องจากรัฐบาลทาคาอิจิยังไม่มีท่าทีว่าจะเปลี่ยนทิศทางการดำเนินนโยบายการคลัง ขณะที่ BOJ มีแนวโน้มทยอยขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอย่างค่อยเป็นค่อยไป ส่วนสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีแนวโน้มยืดเยื้อ สถานการณ์นี้ไม่เพียงเป็นความท้าทายของญี่ปุ่น แต่ยังอาจเปลี่ยนพฤติกรรมการลงทุนของทั้งนักลงทุนและทางการญี่ปุ่นในตลาด U.S. Treasury ได้
การแทรกแซงเงินเยน และผลตอบแทน JGB ที่สูง ส่งผลต่อ U.S. Treasury อย่างไร?
ผลกระทบของตลาดการเงินญี่ปุ่นที่เปลี่ยนไป ต่อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อาจมองได้เป็นระยะสั้น และระยะยาว ดังนี้
ในระยะสั้น : การแทรกแซงค่าเงินเยนอาจสร้างแรงขาย U.S. Treasury เพิ่มเติม เนื่องจากทางการญี่ปุ่นต้องใช้เงินดอลลาร์สหรัฐในการเข้าซื้อเงินเยนเพื่อพยุงค่าเงิน โดยการระดมเงินดอลลาร์ดังกล่าวอาจทำได้ผ่านการใช้เงินสำรองระหว่างประเทศ ซึ่งรวมถึงการขาย U.S. Treasury ด้วย ดังนั้น หากญี่ปุ่นต้องแทรกแซงค่าเงินในวงเงินขนาดใหญ่ อาจเพิ่มแรงกดดันต่อตลาด U.S. Treasury ที่เผชิญแรงขายอยู่แล้ว
ด้วยเหตุนี้รัฐบาลสหรัฐฯ จึงร่วมสนับสนุนการพยุงค่าเงินเยนของญี่ปุ่นเมื่อปลายเดือน ก.ค. ซึ่งเป็นความร่วมมือครั้งแรกในรอบ 28 ปี นับตั้งแต่ปี 2541 โดยสหรัฐฯ เลือกขายเงินยูโรและเข้าซื้อเงินเยนแทนการใช้ช่องทางที่อาจเพิ่มแรงเทขาย U.S. Treasury ในตลาด
นอกจากนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ยังสนับสนุนให้ญี่ปุ่นใช้ FIMA Repo Facility ของ Fed ขณะที่ญี่ปุ่นส่งสัญญาณว่าจะใช้กลไกดังกล่าวในอนาคตหากจำเป็น ซึ่งจะช่วยให้ญี่ปุ่นสามารถระดมสภาพคล่องเงินดอลลาร์สหรัฐโดยใช้ U.S. Treasury เป็นหลักประกัน แทนการขาย U.S. Treasury ออกสู่ตลาดโดยตรง กลไกนี้จึงช่วยลดความเสี่ยงที่การแทรกแซงค่าเงินเยนจะก่อให้เกิดแรงขาย U.S. Treasury จำนวนมากในระยะสั้น
อย่างไรก็ดี การระดมสภาพคล่องเงินดอลลาร์สหรัฐผ่าน FIMA มีต้นทุนที่อ้างอิงกับอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ซึ่งยังอยู่ในระดับค่อนข้างสูง ทำให้การพึ่งพากลไกนี้อาจมีข้อจำกัด หากญี่ปุ่นจำเป็นต้องแทรกแซงค่าเงินในวงเงินมากหรือเป็นระยะเวลานาน ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าวนี้ ความเป็นไปได้ที่ญี่ปุ่นจะต้องขาย U.S. Treasury เพื่อระดมสภาพคล่องดอลลาร์เพิ่มเติมก็อาจเพิ่มขึ้นได้
ในระยะยาว : ความเสี่ยงสำคัญอาจไม่ได้อยู่ที่การขาย U.S. Treasury แต่เป็นการที่นักลงทุนญี่ปุ่นลดการลงทุนเพิ่มเติมในสินทรัพย์สหรัฐฯ และหันกลับมาลงทุนใน JGB มากขึ้น เนื่องจากปัจจุบัน JGB อายุ 10 ปีให้ผลตอบแทนใกล้ 3% และอายุ 30 ปีให้ผลตอบแทนสูงกว่า 4% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ JGB น่าสนใจมากขึ้นสำหรับนักลงทุนญี่ปุ่น โดยเฉพาะเมื่อไม่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน
ด้านรัฐบาลญี่ปุ่นเริ่มส่งสัญญาณสนับสนุนให้กองทุนบำนาญของรัฐบาล (GPIF) เพิ่มการลงทุนในสินทรัพย์ภายในประเทศมากขึ้น โดย GPIF มีสินทรัพย์ต่างประเทศราว 9.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และถือครอง U.S. Treasury ราว 2.32 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้น แม้การปรับสัดส่วนการลงทุนจะเกิดขึ้นเพียงบางส่วน ก็อาจมีนัยต่ออุปสงค์ในตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ ได้
ประเด็นสำคัญจึงอาจไม่ได้อยู่ที่นักลงทุนญี่ปุ่นจะเทขาย U.S. Treasury จำนวนมากในทันที แต่เป็นการที่ญี่ปุ่นในฐานะแหล่งเงินทุนสำคัญของโลกอาจลดบทบาทในการดูดซับอุปทานพันธบัตรสหรัฐฯ ในระยะข้างหน้า หากนักลงทุนญี่ปุ่นหันกลับมาลงทุนในประเทศมากขึ้น ขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ ยังต้องกู้ยืมจำนวนมากเพื่อรองรับการขาดดุลการคลังอย่างต่อเนื่อง ภายใต้ฉากทัศน์ดังกล่าว สหรัฐฯ อาจจำเป็นต้องเสนอผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นเพื่อดึงดูดนักลงทุนกลุ่มอื่นเข้ามาทดแทน
แม้ญี่ปุ่นอาจไม่ใช่ต้นเหตุหลักที่ทำให้ U.S. Treasury Yield ปรับสูงขึ้นในปัจจุบัน เพราะแรงกดดันสำคัญยังมาจากปัญหาภายในสหรัฐฯ ทั้งหนี้สาธารณะสูง การขาดดุลงบประมาณ เงินเฟ้อ ความไม่แน่นอนของนโยบายการเงิน และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์
อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นอาจกลายเป็น Amplifier ต่อตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ ในระยะข้างหน้า จากการเปลี่ยนผ่านของตลาดการเงินญี่ปุ่น ซึ่งอาจทำให้ประเทศที่เคยเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกเงินทุนรายใหญ่ของโลก มีแนวโน้มดึงเงินทุนบางส่วนกลับมาลงทุนภายในประเทศมากขึ้น หลังผลตอบแทนสินทรัพย์สกุลเงินเยนกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง
นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ในโลกที่สหรัฐฯ ต้องแข่งขันดึงดูดเงินทุนเพื่อรองรับการกู้ยืมจำนวนมหาศาล “ญี่ปุ่น” อาจไม่ใช่เพียงผู้ลงทุนรายใหญ่ใน U.S. Treasury อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ ในระยะข้างหน้า
อ่านข่าวเศรษฐกิจและนโยบายรัฐ กับ ThairathMoney เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่
https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney
ภาวัต แสวงสัตย์ นักเศรษฐศาสตร์ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC)
渣打银行经济与商业研究中心 (SCB EIC) 经济学家
# 美国政府债券
债券收益率
# 干预日元汇率
# 日本金融市场
# FIMA 回购设施
尼比乌斯从哪里弄来这么多钱进行投资? | 数字前沿 第75期
日本金融市场波动对美国国债的影响可以从短期和长期两个方面来分析。短期来看,干预日元汇率可能引发美国国债进一步抛售。长期来看,主要风险或许并非美国国债的抛售,而是日本投资者进一步减少对美国资产的投资,转而重新投资日本国债。
信不信由你?泰国人即将拥有他们梦寐以求的巴士!
2016 年 8 月中旬,美国长期国债面临巨大的抛售压力,导致 30 年期国债收益率升至 5.3% 以上,为 2007 年以来的最高水平,而 10 年期国债收益率则小幅逼近 4.7% 至 4.8%。
多种因素同时加剧了这种压力,特别是美国和伊朗在谈判陷入僵局后再次爆发冲突,导致油价上涨,并引发了人们对通胀压力可能持续的担忧。
与此同时,市场对美联储新任主席凯文·沃什的货币政策走向感到担忧,尤其是他对通胀的控制方式以及前瞻性指引的减少。此外,此前美国政府债务总额首次突破40万亿美元,超过GDP的120%,这加剧了人们对美国财政稳定的担忧。
由于预算赤字仍然高居GDP的6%左右,投资者正在寻求更高的债券收益率来抵消不断增加的长期风险。
然而,美国国内因素可能不足以完全解释近期美国国债市场面临的压力。美国政府和投资者或许需要考虑其他国家的经济和金融市场发展,尤其是日本——美国的重要盟友和资金来源国——目前日元大幅贬值,日本国债收益率持续攀升。这可能通过汇率干预风险以及近期日本资本外流的前景,进一步加剧美国国债收益率的压力。
日本不仅是美国的重要盟友,而且是美国债券市场最大的外国投资者。
20世纪90年代初日本经济泡沫破裂后,日本经济陷入了“失去的十年”,其特点是经济增长放缓、通货紧缩和长期接近于零的利率。这导致包括银行、保险公司、养老基金和个人投资者在内的日本投资者寻求海外更高回报,使日本成为世界上最大的资本输出国之一。
截至2026年6月底,日本仍然是全球最大的美国国债持有国,持有价值约1.1万亿美元。这不仅反映了日本作为美国重要盟友的地位,也反映了其作为美国国债市场重要需求来源的地位。
日本金融市场发生了变化:日元走弱,日本国债收益率达到数十年来的最高水平。
日本金融市场目前正经历重大转变。7月份日元兑美元汇率跌至164日元,创近40年来新低。与此同时,日本国债收益率大幅攀升,10年期国债收益率升至2.95%,为1996年以来最高水平,而30年期国债收益率也超过4%。这些因素反映出日本货币和财政状况同时面临压力。
高市政府计划实施大规模财政措施,例如将食品消费税从8%降至1%,为期两年,这加剧了人们对日本财政可持续性的担忧。这些措施可能导致政府每年减少约4万亿至5万亿日元的收入,且没有明确的替代来源。鉴于日本公共债务已超过GDP的200%,投资者担心政府将不得不增加借贷,这将给日本带来巨大的财政风险。
尽管日本央行逐步将政策利率上调至1%,创31年来新高,但美日之间的利率差依然居高不下。这一利率远低于美国3.50%至3.75%的政策利率。这种利率差也助长了套利交易——即以低成本借入日元投资于收益更高的外国资产——从而对日元构成显著的下行压力。
中东冲突进一步加剧了日元贬值和日本财政困境,因为日本严重依赖从该地区进口能源。预计到2025年,日本94%的原油进口将来自中东。因此,能源价格上涨给贸易平衡、日元贬值和生活成本带来压力,可能迫使政府在未来实施额外的刺激措施,并加重财政负担。
这三大因素在未来一段时间内可能继续对日本金融市场构成压力,进而导致日元走软和日本国债收益率上升。这是因为高市政府尚未表现出任何改变财政政策的迹象,而日本央行则可能逐步提高利率。此外,中东局势不仅对日本构成挑战,也可能改变投资者和日本政府在美国国债市场的投资行为。
日元干预和日本国债高收益率如何影响美国国债?
日本金融市场变化对美国政府债券的影响可以从短期和长期两个方面来看,具体如下:
短期来看,干预日元汇率可能会进一步加剧美国国债的抛售压力,因为日本当局需要动用美元购买日元以支撑汇率。这种美元融资可以通过动用国际储备来实现,包括出售美国国债。因此,如果日本不得不进行大规模干预,可能会加剧本已疲软的美国国债市场的压力。
因此,美国政府在7月底加入支撑日元的行列,这是自1998年以来28年来的首次此类合作。美国选择抛售欧元、买入日元,而不是采取可能增加美国国债市场抛售压力的措施。
此外,美国政府鼓励日本使用美联储的FIMA回购机制,而日本也已表示,如有必要,未来将使用该机制。这将允许日本以美国国债为抵押筹集美国流动性,而不是直接向市场抛售美国国债。因此,该机制有助于降低干预日元汇率可能引发美国国债短期大规模抛售的风险。
然而,通过FIMA机制增加美元流动性需要付出与美国相对较高的利率相关的成本。因此,如果日本需要大规模或长期干预外汇市场,那么依赖这一机制的程度可能会受到限制。在这种情况下,日本可能需要出售美国国债来增加美元流动性的可能性会增加。
从长远来看,主要风险可能并非来自美国国债的抛售,而是日本投资者减少对美国资产的投资,转而更多地投资日本国债。目前,10年期日本国债的收益率接近3%,30年期日本国债的收益率超过4%,远高于过去几十年的平均水平。这使得日本国债对日本投资者更具吸引力,尤其因为它们不受汇率风险的影响。
日本政府已开始暗示支持政府养老基金(GPIF)增加对国内资产的投资。GPIF目前持有约9300亿美元的海外资产,其中包括约2320亿美元的美国国债。因此,即使对该投资组合进行部分调整,也可能对美国债券市场的需求产生影响。
因此,关键问题或许并非日本投资者是否会立即抛售大量美国国债,而是如果日本投资者将投资转向国内市场,日本作为全球主要资本来源国,未来是否会减少其对美国国债供应的吸收。这种情况将发生在美国政府继续大量举债以弥补其持续的财政赤字之际。在此背景下,美国可能需要提供更高的债券收益率来吸引其他投资者群体。
虽然日本可能不是目前美国国债收益率上升的主要原因,因为主要压力仍然来自美国内部问题,例如高额公共债务、预算赤字、通货膨胀、货币政策不确定性和地缘政治风险。
然而,由于日本金融市场的转型,该国在不久的将来可能成为美国债券市场的放大器。这可能导致这个曾经是全球最大的资本输出国之一的国家,随着日元计价资产的回报再次变得更具吸引力,将部分资本重新吸引回国内投资。
正因如此,在世界各国竞相吸引巨额借贷的背景下,日本可能不再仅仅是美国国债的主要投资者,而且正在成为决定美国债券市场未来走向的另一个关键变量。
通过 ThairathMoney 阅读经济新闻和政府政策,帮助您实现“更好的财务状况,更好的生活”。
https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics
请点击以下链接关注Thairath Money的Facebook主页:https://www.facebook.com/ThairathMoney
帕瓦特·桑萨特,渣打银行经济与商业研究中心(SCB EIC)经济学家