← 返回新闻首页
泰国权威

“ฆ่า” ตะกอน ...น้ำกกขุ่นทั้งปี ทำลายระบบนิเวศพันธุ์ปลา

เมื่อวันที่ 4 ก.ย.69 ที่ ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ กลุ่มชาวประมงพื้นบ้านกลุ่มเล็กๆ ร่วมหารือถึงผลกระทบปลาในแม่กก ที่หายไปนับตั้งแต่น้ำท่วมใหญ่เดือน ก.ย.67 และการตรวจพบสารโลหะหนัก เมื่อเดือน เม.ย.68

Thai PBSThai PBS查看原文 ↗
“清除”沉积物……使郭氏河常年浑浊,破坏了生态系统和鱼类物种。

แม่น้ำกก บริเวณบ้านแก่งทรายมูล ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ หมู่บ้านเล็กๆมีแก่งโขดหินขนาดใหญ่ขวางลำน้ำกก อดีตมีชื่อเสียงเป็นแหล่งเล่นน้ำและพักผ่อนย่อนใจของชาวอำเภอแม่อายและใกล้เคียง

สภาพปัจจุบัน แม่น้ำกกบริเวณแก่งทรายมูล ไม่เหลือหาดทรายและโขดหินที่สวยงาม เต็มไปด้วยตะกอนดินโคลนที่พัดมากับกระแสน้ำกก เกือบ 2 ปีแล้วแม่น้ำกกไม่เคยใสอีกเลยนับตั้งแต่น้ำท่วมใหญ่

“ฆ่า” ตะกอน ...น้ำกกขุ่นทั้งปี ทำลายระบบนิเวศพันธุ์ปลา

ก็อบ โกฏคำ ชาวบ้านริมน้ำกก บ้านแก่งทรายมูล พาทีมข่าวลัดเลาะลำธารเล็กๆที่ไหลจากภูเขาหลังหมู่บ้าน ลงสู่แม่น้ำกก

ปกติลำธารเล็กๆเมื่อ 2 ปีก่อน น้ำใสจากลำธาร ไหลลงแม่น้ำกกสีขุ่นในช่วงหน้าน้ำหลาก ปลาเล็กๆจำนวนมากจะมาเล่นน้ำ ปัจจุบันไม่มีให้เห็นแล้ว

ก็อบ ยังเล่าถึงอดีตเมื่อน้ำกก ยังไม่ขุ่นทั้งปีแบบนี้ บริเวณแก่งทรายมูลจะเห็นปลามาเป็นฝูง ลงจับปลาไม่นานก็ได้ปลาเป็นอาหารมื้อค่ำแล้ว แต่ทุกวันนี้ออกหาปลาทั้งวัน ก็ได้ปลาเพียง 2 ตัว หรือไม่ได้เลยและไม่กล้าลงน้ำเพราะกลัวสารพิษในน้ำ

เมื่อปัญหาแม่น้ำกก ขุ่นจากตะกอนตลอดทั้งปี ชาวบ้านในตำบลท่าตอน ได้สะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้น ช่วยกันทำแผนที่แม่น้ำกก และชนิดพันธุ์ปลาที่พบในตำบลท่าตอน ทั้งก่อนและหลังน้ำท่วมใหญ่ปี 2567

ความอุดมสมบูรณ์ของแม่น้ำกก ในตำบลท่าตอน สะท้อนผ่านความหลากหลายชนิดพันธุ์ปลา และแหล่งจับปลา

ชาวบ้านช่วยกันวาดและเขียนแผนที่จับปลาแต่ละชนิดได้ ซึ่งตลอดลุ่มน้ำกก ต.ท่าตอน มีแหล่งจับปลาอย่างน้อย 17 จุด ซึ่งแต่ละแหล่งมีชื่อเรียกของชาวประมงพื้นบ้าน

“แก่งลาด” พื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา มีความลาดชันสูง พบปลาหลายชนิด เช่น กระสูบ กดคัง

“สบลาง” พบปลาขนาดเล็กตามน้ำมาวางไข่ กุ้ง ตะพาบน้ำ

“โค้งสบลาง” ลักษณะเป็นวังน้ำวน มีปลาแค้ ปลาคัง ปลากระสูบ ปลาตะเพียน

“สองแควออปลาแค้” มีปลเกล็ดทุกชนิด หน้าฝนปลาจะขึ้นมาวางไข่ มีเกาะอยู่ตรงกลางและมีหาดทราย

“ห้วยเหล็กจาร“ มีปลาคังขนาดใหญ่ ชาวบ้านเรียกถ้ำปลาคัง จะดำน้ำหาปลาเป็นหลักๆ

”น้ำท่าเทวดา“ พบปลาค้าว ปลาเนื้ออ่อน เป็นวังน้ำวนลึก จะจับปลาด้วยการวางตาข่าย

”โค้งถ้ำปลา“ พบปลาคัง ปลากดเหลือง ปลากระมัง ปลาตะเพียน ขะดำน้ำและวางตาข่าย ช่วงฤดูน้ำใส

”แก่งตุ๋ม“ แก่งขนาดเล็กมีซอกหิน น้ำเชี่ยว เป็นวังวนน้ำขนาดใหญ่ ปลาจับได้ ปลาแค้ กระมัง ปลาตะเพียน ปลาเค้า จะทอดแหและดำน้ำ

”ท่าหินตั้ง“ มีโขดหินและลึกจำนวนมาก เป็นวังน้ำ พบปลาเนื้ออ่อน ปลากดเหลือง ปลากดคัง ปลาตะเพียน จับปลาด้วยวางตาข่าย ทอดแห

”ท่าป้ามวย“ มีไม้ใหญ่ล้มและมีหินใหญ่ น้ำไหล ปลาจะวนมาอยู่ พบเยอะ ปลาตะเพียน ปลากระมัง ปลาเค้า จับด้วยทอดแห ดำน้ำ

“วังอิงข่อง” เป็นวังน้ำวนและลึก

“สะพานท่าตอน“ พบ ปลากด ปลาสร้อย จับตามต่อม่อสะพาน ดักจับด้วยตาข่าย

“หางบ้านใต้” พบปลาสร้อย ปลาตะเพียน ปลาหลาด จับด้วยใส่เบ็ด

“สบฝาง“ พบปลาสร้อย ปลากด ปลาเค้า ปลาจะขึ้นไปวางไข่น้ำฝาง

”หนองน้ำแดง“ พบปลาเกล็ดหลายชนิด เช่น ปลาดุก ปลานิล ปลาสร้อย จะหาวางตาข่าย ไซ

”สะพานแม่นางวาง“ พบปลา ใน ปลากด ปลาเพี้ย ปลานิล ปลาสร้อย จะดำยิงปลา

แม่น้ำกก ที่ไหลผ่านตำบลท่าตอน ตั้งแต่สะพานท่าตอน จะเป็นน้ำเชี่ยวและโขดหิน ปลาที่พบส่วนใหญ่จะเป็นปลาหนัง

ส่วนใต้สะพานท่าตอนลงมาน้ำจะนิ่งและเป็นเนินทราย ปลาที่พบส่วนใหญ่จะเป็นปลาเกล็ด

ปลาชาวประมงพื้นบ้าน ต.ท่าตอน มีปลาเศรษฐกิจ หรือนิยมบริโภค มีมากกว่า 17 ชนิด เช่น ปลาคังหางแดง ปลาแค้ ปลากดเหลือง ปลาตะเพียนหางแดง ปลาสร้อย ปลากระทิง ปลาค้าว ปลาพวง ปลาเนื้ออ่อน ปลาสร้อย

ชาวบ้าน ต.ท่าตอน ระดมสะท้อนปัญหา ว่าไม่ใช่เรื่องสารพิษอย่างเดียว แต่แม่น้ำกกมีตะกอนขุ่นตลอดทั้งปี ได้ส่งผลกระทบอย่างมาก กับวิถีชีวิตประมงพื้นบ้าน

ปลาตัวเล็กที่เคยมี หรือหอยที่เคยหาได้ตอนนี้ไม่มีแล้ว โขดหินและทรายที่มีพืชน้ำ แมลงน้ำ ตอนนี้ถูกทับถมด้วยตะกอนดินโคลน และน้ำสีขุ่นทั้งปี

ปัญหาแม่น้ำกก ไม่ได้อยู่เรื่องสารพิษอย่างเดียว ตอนนี้ปลาในน้ำไม่มีให้จับ

“จ่าย กอนคำ” ชาวบ้านแก่งทรายมูล กล่าวว่าเมื่อก่อนน้ำใส จะไปดำน้ำหาปลา หลังน้ำท่วมใหญ่ ดำน้ำไม่ได้เพราะน้ำขุ่น ส่วนปลาไม่รู้หายไปไหน และยังไม่กล้าหาเพราะน้ำยังกังวลการเปื้อนสารพิษ หาปลามาได้ไม่กล้ากิน และขายไม่ได้

จ่าย กล่าวอีกว่า เมื่อก่อนหาดทรายในแม่น้ำกก เหยียบลงไปไม่จมหาย แต่น้ำกก ที่เคยเป็นหาดทราย กลายเป็นโคลนดิน บริเวณที่เป็นโขดหินถูกทับถมด้วยโคลนดินเช่นเดียวกัน

ตะกอนดินที่ทับถมโขดหิน ปลาไม่มีที่วางไข่ และแหล่งอาหาร ในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ที่เคยมี สาหร่าย ตะไคร่ ตอนนี้ไม่มีแล้ว

ดร.สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์ประจำสำนักนวัตกรรมสังคม ม.แม่ฟ้าหลวง กล่าวว่า พูดคุยกับกลุ่มประมงพื้นบ้านวันนี้ เพื่อทำแผนที่ระบบนิเวศของปลาและแหล่งที่ชาวบ้านจับปลาในแม่น้ำกกได้ ซึ่งปัญหาที่พบปัจจุบันคือชาวบ้านกังวลเรื่องสารพิษไม่กล้าลงน้ำ และผลกระทบพันธุ์ปลาสัตว์น้ำหลายชนิด รวมถึงแมลงน้ำ สาหร่าย ที่หายไป ซึ่งมีความสำคัญกับห่วงโซ่ของปลา และลูกปลาตัวเล็กหายไป

ตอนนี้ชาวบ้านสูญเสียอาชีพประมง ความมั่นคงทางอาหาร และกำลังสูญเสียระบบนิเวศแม่น้ำกก

ส่วนข้อเสนอการแก้ปัญหาของชาวบ้าน ตอนนี้ได้ขอให้หน่วยงานรัฐ เร่งจัดการแหล่งกำเนิดมลพิษ คือ เหมืองแร่ ทำอย่างไรก็ได้ไม่ให้มีการปล่อยมลพิษลงแหล่งน้ำ ส่วนแผนที่ระบบนิเวศแม่น้ำกก สะท้อนให้ภาครัฐเห็นว่ามีระบบนิเวศที่กำลังสูญเสียไป

รศ.ดร.อภินันท์ สุวรรณรักษ์ คณบดีคณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวถึงปัญหาแม่น้ำกก สิ่งที่พบคือความขุ่นต่อเนื่อง 2-3 ปี สิ่งที่กระทบตามมา คือ ตะกอนของดินจะเริ่มทับถม จะทำให้ก้อนหินที่อยู่ใต้น้ำถูกทับถมไปด้วย ระหว่างนั้นแสงจะส่องตกไม่ถึงท้องน้ำ ซึ่งปกติจะมีช่วงน้ำใส ซึ่งก้อนหินจะมีอาหาร แพลงก์ตอน แมลงน้ำขนาดเล็ก ปลาขนาดเล็กจะอาศัย และเกาะอาศัยกิน

วันนี้น้ำขุ่นตลอดทั้งปี เมื่อแสงส่องไม่ถึงตะไคร่บนก้อนหินไม่มี ตะกอนดินถมก้อนหิน คือการทำลายแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารของปลา

รศ.ดร.อภินันท์ กล่าวย้ำว่า ปลาที่อาศัยน้ำลึก(วังปลา)พ่อแม่พันธุ์ปลาจะอาศัย ขยายพันธุ์ เมื่อตะกอนไปถมวังปลาสิ่งที่เกิดขึ้น คือวังปลาตื้นเขิน และปลาไม่ได้รับการผสมพันธุ์ลูกปลาจะมีปริมาณน้อย และลูกปลาที่ออกมาไม่มีอาหารที่กิน ปลาจะไม่โต ส่งผลโดยตรงปริมาณปลาจะค่อยๆลดลง

ตอนนี้ปลาจะเริ่มลดจำนวนลง และเริ่มลดชนิดลงไปเรื่อยๆ มีเฉพาะปลาที่อดทนได้ เช่นปลากินเนื้อ อนาคตเมื่อปลาอื่นๆหายไป ปลากินเนื้อก็อยู่ไม่ได้

ส่วนตะกอนในแม่น้ำกก เป็นตะกอนสารพิษ มีสารโลหะที่เป็นอันตราย เช่น แดคเมียม ปรอท เมื่อสิ่งมีชีวิตในน้ำได้รับสารพิษจะมีผลต่อการเจริญเติบโต ห่วงโซ่อาหาร และการเจริญพันธุ์ กระทบโดยตรงต่อปริมาณปลาและสัตว์น้ำ

สำหรับข้อมูลสำนักงานประมงอำเภอแม่อาย และสำนักงานประมงจังหวัดเชียงใหม่ กรมประมง ได้เก็บตัวอย่างปลาและสัตว์น้ำ 2 จุด บริเวณบ้านท่าตอน หมู่ที่ 3 และบ้านแก่งทรายมูล หมู่ที่ 14 ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่

ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2568 - 24 กรกฏาคม 2569 จำนวน 10 ครั้ง 19 ตัวอย่าง พบสารโลหะหนัก แคดเมียม สารหนู ปรอท และตะกั่ว ตัวอย่าง 4 ชนิด ปลาเค้า ปลาตะเพียน ปลานิล และหอยขม

พบว่าเนื้อปลาตะเพียน ไม่พบ แคดเมียม สารหนู ตะกั่ว

แต่พบ ปรอท (0.018 มิลลิกรัม/กิโลกรัม

เนื้อปลาเค้า ไม่พบแคดเมียม สารหนู และตะกั่ว

แต่พบ ปรอท (0.21 มิลลิกรัม/กิโลกรัม)

เนื้อปลานิล ไม่พบแคดเมียม และปรอท

แต่พบสารหนู 0.028 มิลลิกรัม/กิโลกรัม และตะกั่ว 0.23 มิลลิกรัม/กิโลกรัม

ส่วนสัตว์หน้าดิน หอยขม ตรวจพบ ปรอท 0.059 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ,สารหนู3.09 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ตะกั่ว 1.20 มิลลิกรัม/กิโลกรัม และแคดเมียม 0.095 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม

โดยโลหะหนักในหอยขม พบว่าเกินค่ามาตรฐาน ในตะกั่ว และสารหนู แนะนำงดการบริโภคหอยขม ส่วนปลาเค้า ปลาตะเพียนขาว ปลานิล ข้อมูลจากกรมประมงพบว่าไม่เกินค่ามาตรฐานอาหาร ที่มีสารปนเปื้อน ยังปลอดภัยการบริโภค

ปัญหาแม่น้ำกก ไม่เพียงแต่สารพิษโลหะหนักที่มากับน้ำ แต่ตะกอนสารพิษได้ส่งผลกระทบโดยตรงทำให้น้ำกกขุ่นตลอดทั้งปี กลายเป็นภัยคุกคามต่อระบบนิเวศ โดยเฉพาะปลา และสัตว์น้ำ รวมไปถึงพืชน้ำที่ได้รับผลกระทบกลุ่มแรกๆ จนอาจเรียกว่าแม่น้ำตาย...เพราะไม่มีสัตว์น้ำที่เคยเป็นแหล่งอาหาร และคนไม่กล้าลงแม่น้ำกก นับวันวิถีชีวิตความผูกพันกับสายน้ำ แม่น้ำที่ไหลผ่านทุกวัน...แต่คนในพื้นที่ไม่ใช้ประโยชน์ ได้เพียงมองและกลัว จากผลกระทบจากทำเหมืองแร่ในต้นน้ำกก ในประเทศเมียนมา

รายงาน : โกวิทย์ บุญธรรม ผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอส ศูนย์ข่าวภาคเหนือ

手机左右滑动,电脑按 ← → 键,也能切换新闻