“ฆ่า” ตะกอน ...น้ำกกขุ่นทั้งปี ทำลายระบบนิเวศพันธุ์ปลา“清除”沉积物……使郭氏河常年浑浊,破坏了生态系统和鱼类物种。
เมื่อวันที่ 4 ก.ย.69 ที่ ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ กลุ่มชาวประมงพื้นบ้านกลุ่มเล็กๆ ร่วมหารือถึงผลกระทบปลาในแม่กก ที่หายไปนับตั้งแต่น้ำท่วมใหญ่เดือน ก.ย.67 และการตรวจพบสารโลหะหนัก เมื่อเดือน เม.ย.68

แม่น้ำกก บริเวณบ้านแก่งทรายมูล ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ หมู่บ้านเล็กๆมีแก่งโขดหินขนาดใหญ่ขวางลำน้ำกก อดีตมีชื่อเสียงเป็นแหล่งเล่นน้ำและพักผ่อนย่อนใจของชาวอำเภอแม่อายและใกล้เคียง
สภาพปัจจุบัน แม่น้ำกกบริเวณแก่งทรายมูล ไม่เหลือหาดทรายและโขดหินที่สวยงาม เต็มไปด้วยตะกอนดินโคลนที่พัดมากับกระแสน้ำกก เกือบ 2 ปีแล้วแม่น้ำกกไม่เคยใสอีกเลยนับตั้งแต่น้ำท่วมใหญ่
“ฆ่า” ตะกอน ...น้ำกกขุ่นทั้งปี ทำลายระบบนิเวศพันธุ์ปลา
ก็อบ โกฏคำ ชาวบ้านริมน้ำกก บ้านแก่งทรายมูล พาทีมข่าวลัดเลาะลำธารเล็กๆที่ไหลจากภูเขาหลังหมู่บ้าน ลงสู่แม่น้ำกก
ปกติลำธารเล็กๆเมื่อ 2 ปีก่อน น้ำใสจากลำธาร ไหลลงแม่น้ำกกสีขุ่นในช่วงหน้าน้ำหลาก ปลาเล็กๆจำนวนมากจะมาเล่นน้ำ ปัจจุบันไม่มีให้เห็นแล้ว
ก็อบ ยังเล่าถึงอดีตเมื่อน้ำกก ยังไม่ขุ่นทั้งปีแบบนี้ บริเวณแก่งทรายมูลจะเห็นปลามาเป็นฝูง ลงจับปลาไม่นานก็ได้ปลาเป็นอาหารมื้อค่ำแล้ว แต่ทุกวันนี้ออกหาปลาทั้งวัน ก็ได้ปลาเพียง 2 ตัว หรือไม่ได้เลยและไม่กล้าลงน้ำเพราะกลัวสารพิษในน้ำ
เมื่อปัญหาแม่น้ำกก ขุ่นจากตะกอนตลอดทั้งปี ชาวบ้านในตำบลท่าตอน ได้สะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้น ช่วยกันทำแผนที่แม่น้ำกก และชนิดพันธุ์ปลาที่พบในตำบลท่าตอน ทั้งก่อนและหลังน้ำท่วมใหญ่ปี 2567
ความอุดมสมบูรณ์ของแม่น้ำกก ในตำบลท่าตอน สะท้อนผ่านความหลากหลายชนิดพันธุ์ปลา และแหล่งจับปลา
ชาวบ้านช่วยกันวาดและเขียนแผนที่จับปลาแต่ละชนิดได้ ซึ่งตลอดลุ่มน้ำกก ต.ท่าตอน มีแหล่งจับปลาอย่างน้อย 17 จุด ซึ่งแต่ละแหล่งมีชื่อเรียกของชาวประมงพื้นบ้าน
“แก่งลาด” พื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา มีความลาดชันสูง พบปลาหลายชนิด เช่น กระสูบ กดคัง
“สบลาง” พบปลาขนาดเล็กตามน้ำมาวางไข่ กุ้ง ตะพาบน้ำ
“โค้งสบลาง” ลักษณะเป็นวังน้ำวน มีปลาแค้ ปลาคัง ปลากระสูบ ปลาตะเพียน
“สองแควออปลาแค้” มีปลเกล็ดทุกชนิด หน้าฝนปลาจะขึ้นมาวางไข่ มีเกาะอยู่ตรงกลางและมีหาดทราย
“ห้วยเหล็กจาร“ มีปลาคังขนาดใหญ่ ชาวบ้านเรียกถ้ำปลาคัง จะดำน้ำหาปลาเป็นหลักๆ
”น้ำท่าเทวดา“ พบปลาค้าว ปลาเนื้ออ่อน เป็นวังน้ำวนลึก จะจับปลาด้วยการวางตาข่าย
”โค้งถ้ำปลา“ พบปลาคัง ปลากดเหลือง ปลากระมัง ปลาตะเพียน ขะดำน้ำและวางตาข่าย ช่วงฤดูน้ำใส
”แก่งตุ๋ม“ แก่งขนาดเล็กมีซอกหิน น้ำเชี่ยว เป็นวังวนน้ำขนาดใหญ่ ปลาจับได้ ปลาแค้ กระมัง ปลาตะเพียน ปลาเค้า จะทอดแหและดำน้ำ
”ท่าหินตั้ง“ มีโขดหินและลึกจำนวนมาก เป็นวังน้ำ พบปลาเนื้ออ่อน ปลากดเหลือง ปลากดคัง ปลาตะเพียน จับปลาด้วยวางตาข่าย ทอดแห
”ท่าป้ามวย“ มีไม้ใหญ่ล้มและมีหินใหญ่ น้ำไหล ปลาจะวนมาอยู่ พบเยอะ ปลาตะเพียน ปลากระมัง ปลาเค้า จับด้วยทอดแห ดำน้ำ
“วังอิงข่อง” เป็นวังน้ำวนและลึก
“สะพานท่าตอน“ พบ ปลากด ปลาสร้อย จับตามต่อม่อสะพาน ดักจับด้วยตาข่าย
“หางบ้านใต้” พบปลาสร้อย ปลาตะเพียน ปลาหลาด จับด้วยใส่เบ็ด
“สบฝาง“ พบปลาสร้อย ปลากด ปลาเค้า ปลาจะขึ้นไปวางไข่น้ำฝาง
”หนองน้ำแดง“ พบปลาเกล็ดหลายชนิด เช่น ปลาดุก ปลานิล ปลาสร้อย จะหาวางตาข่าย ไซ
”สะพานแม่นางวาง“ พบปลา ใน ปลากด ปลาเพี้ย ปลานิล ปลาสร้อย จะดำยิงปลา
แม่น้ำกก ที่ไหลผ่านตำบลท่าตอน ตั้งแต่สะพานท่าตอน จะเป็นน้ำเชี่ยวและโขดหิน ปลาที่พบส่วนใหญ่จะเป็นปลาหนัง
ส่วนใต้สะพานท่าตอนลงมาน้ำจะนิ่งและเป็นเนินทราย ปลาที่พบส่วนใหญ่จะเป็นปลาเกล็ด
ปลาชาวประมงพื้นบ้าน ต.ท่าตอน มีปลาเศรษฐกิจ หรือนิยมบริโภค มีมากกว่า 17 ชนิด เช่น ปลาคังหางแดง ปลาแค้ ปลากดเหลือง ปลาตะเพียนหางแดง ปลาสร้อย ปลากระทิง ปลาค้าว ปลาพวง ปลาเนื้ออ่อน ปลาสร้อย
ชาวบ้าน ต.ท่าตอน ระดมสะท้อนปัญหา ว่าไม่ใช่เรื่องสารพิษอย่างเดียว แต่แม่น้ำกกมีตะกอนขุ่นตลอดทั้งปี ได้ส่งผลกระทบอย่างมาก กับวิถีชีวิตประมงพื้นบ้าน
ปลาตัวเล็กที่เคยมี หรือหอยที่เคยหาได้ตอนนี้ไม่มีแล้ว โขดหินและทรายที่มีพืชน้ำ แมลงน้ำ ตอนนี้ถูกทับถมด้วยตะกอนดินโคลน และน้ำสีขุ่นทั้งปี
ปัญหาแม่น้ำกก ไม่ได้อยู่เรื่องสารพิษอย่างเดียว ตอนนี้ปลาในน้ำไม่มีให้จับ
“จ่าย กอนคำ” ชาวบ้านแก่งทรายมูล กล่าวว่าเมื่อก่อนน้ำใส จะไปดำน้ำหาปลา หลังน้ำท่วมใหญ่ ดำน้ำไม่ได้เพราะน้ำขุ่น ส่วนปลาไม่รู้หายไปไหน และยังไม่กล้าหาเพราะน้ำยังกังวลการเปื้อนสารพิษ หาปลามาได้ไม่กล้ากิน และขายไม่ได้
จ่าย กล่าวอีกว่า เมื่อก่อนหาดทรายในแม่น้ำกก เหยียบลงไปไม่จมหาย แต่น้ำกก ที่เคยเป็นหาดทราย กลายเป็นโคลนดิน บริเวณที่เป็นโขดหินถูกทับถมด้วยโคลนดินเช่นเดียวกัน
ตะกอนดินที่ทับถมโขดหิน ปลาไม่มีที่วางไข่ และแหล่งอาหาร ในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ที่เคยมี สาหร่าย ตะไคร่ ตอนนี้ไม่มีแล้ว
ดร.สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์ประจำสำนักนวัตกรรมสังคม ม.แม่ฟ้าหลวง กล่าวว่า พูดคุยกับกลุ่มประมงพื้นบ้านวันนี้ เพื่อทำแผนที่ระบบนิเวศของปลาและแหล่งที่ชาวบ้านจับปลาในแม่น้ำกกได้ ซึ่งปัญหาที่พบปัจจุบันคือชาวบ้านกังวลเรื่องสารพิษไม่กล้าลงน้ำ และผลกระทบพันธุ์ปลาสัตว์น้ำหลายชนิด รวมถึงแมลงน้ำ สาหร่าย ที่หายไป ซึ่งมีความสำคัญกับห่วงโซ่ของปลา และลูกปลาตัวเล็กหายไป
ตอนนี้ชาวบ้านสูญเสียอาชีพประมง ความมั่นคงทางอาหาร และกำลังสูญเสียระบบนิเวศแม่น้ำกก
ส่วนข้อเสนอการแก้ปัญหาของชาวบ้าน ตอนนี้ได้ขอให้หน่วยงานรัฐ เร่งจัดการแหล่งกำเนิดมลพิษ คือ เหมืองแร่ ทำอย่างไรก็ได้ไม่ให้มีการปล่อยมลพิษลงแหล่งน้ำ ส่วนแผนที่ระบบนิเวศแม่น้ำกก สะท้อนให้ภาครัฐเห็นว่ามีระบบนิเวศที่กำลังสูญเสียไป
รศ.ดร.อภินันท์ สุวรรณรักษ์ คณบดีคณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวถึงปัญหาแม่น้ำกก สิ่งที่พบคือความขุ่นต่อเนื่อง 2-3 ปี สิ่งที่กระทบตามมา คือ ตะกอนของดินจะเริ่มทับถม จะทำให้ก้อนหินที่อยู่ใต้น้ำถูกทับถมไปด้วย ระหว่างนั้นแสงจะส่องตกไม่ถึงท้องน้ำ ซึ่งปกติจะมีช่วงน้ำใส ซึ่งก้อนหินจะมีอาหาร แพลงก์ตอน แมลงน้ำขนาดเล็ก ปลาขนาดเล็กจะอาศัย และเกาะอาศัยกิน
วันนี้น้ำขุ่นตลอดทั้งปี เมื่อแสงส่องไม่ถึงตะไคร่บนก้อนหินไม่มี ตะกอนดินถมก้อนหิน คือการทำลายแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารของปลา
รศ.ดร.อภินันท์ กล่าวย้ำว่า ปลาที่อาศัยน้ำลึก(วังปลา)พ่อแม่พันธุ์ปลาจะอาศัย ขยายพันธุ์ เมื่อตะกอนไปถมวังปลาสิ่งที่เกิดขึ้น คือวังปลาตื้นเขิน และปลาไม่ได้รับการผสมพันธุ์ลูกปลาจะมีปริมาณน้อย และลูกปลาที่ออกมาไม่มีอาหารที่กิน ปลาจะไม่โต ส่งผลโดยตรงปริมาณปลาจะค่อยๆลดลง
ตอนนี้ปลาจะเริ่มลดจำนวนลง และเริ่มลดชนิดลงไปเรื่อยๆ มีเฉพาะปลาที่อดทนได้ เช่นปลากินเนื้อ อนาคตเมื่อปลาอื่นๆหายไป ปลากินเนื้อก็อยู่ไม่ได้
ส่วนตะกอนในแม่น้ำกก เป็นตะกอนสารพิษ มีสารโลหะที่เป็นอันตราย เช่น แดคเมียม ปรอท เมื่อสิ่งมีชีวิตในน้ำได้รับสารพิษจะมีผลต่อการเจริญเติบโต ห่วงโซ่อาหาร และการเจริญพันธุ์ กระทบโดยตรงต่อปริมาณปลาและสัตว์น้ำ
สำหรับข้อมูลสำนักงานประมงอำเภอแม่อาย และสำนักงานประมงจังหวัดเชียงใหม่ กรมประมง ได้เก็บตัวอย่างปลาและสัตว์น้ำ 2 จุด บริเวณบ้านท่าตอน หมู่ที่ 3 และบ้านแก่งทรายมูล หมู่ที่ 14 ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่
ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2568 - 24 กรกฏาคม 2569 จำนวน 10 ครั้ง 19 ตัวอย่าง พบสารโลหะหนัก แคดเมียม สารหนู ปรอท และตะกั่ว ตัวอย่าง 4 ชนิด ปลาเค้า ปลาตะเพียน ปลานิล และหอยขม
พบว่าเนื้อปลาตะเพียน ไม่พบ แคดเมียม สารหนู ตะกั่ว
แต่พบ ปรอท (0.018 มิลลิกรัม/กิโลกรัม
เนื้อปลาเค้า ไม่พบแคดเมียม สารหนู และตะกั่ว
แต่พบ ปรอท (0.21 มิลลิกรัม/กิโลกรัม)
เนื้อปลานิล ไม่พบแคดเมียม และปรอท
แต่พบสารหนู 0.028 มิลลิกรัม/กิโลกรัม และตะกั่ว 0.23 มิลลิกรัม/กิโลกรัม
ส่วนสัตว์หน้าดิน หอยขม ตรวจพบ ปรอท 0.059 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ,สารหนู3.09 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ตะกั่ว 1.20 มิลลิกรัม/กิโลกรัม และแคดเมียม 0.095 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม
โดยโลหะหนักในหอยขม พบว่าเกินค่ามาตรฐาน ในตะกั่ว และสารหนู แนะนำงดการบริโภคหอยขม ส่วนปลาเค้า ปลาตะเพียนขาว ปลานิล ข้อมูลจากกรมประมงพบว่าไม่เกินค่ามาตรฐานอาหาร ที่มีสารปนเปื้อน ยังปลอดภัยการบริโภค
ปัญหาแม่น้ำกก ไม่เพียงแต่สารพิษโลหะหนักที่มากับน้ำ แต่ตะกอนสารพิษได้ส่งผลกระทบโดยตรงทำให้น้ำกกขุ่นตลอดทั้งปี กลายเป็นภัยคุกคามต่อระบบนิเวศ โดยเฉพาะปลา และสัตว์น้ำ รวมไปถึงพืชน้ำที่ได้รับผลกระทบกลุ่มแรกๆ จนอาจเรียกว่าแม่น้ำตาย...เพราะไม่มีสัตว์น้ำที่เคยเป็นแหล่งอาหาร และคนไม่กล้าลงแม่น้ำกก นับวันวิถีชีวิตความผูกพันกับสายน้ำ แม่น้ำที่ไหลผ่านทุกวัน...แต่คนในพื้นที่ไม่ใช้ประโยชน์ ได้เพียงมองและกลัว จากผลกระทบจากทำเหมืองแร่ในต้นน้ำกก ในประเทศเมียนมา
รายงาน : โกวิทย์ บุญธรรม ผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอส ศูนย์ข่าวภาคเหนือ
清迈府湄艾县塔通镇班凯恩赛蒙村附近的科克河,河道湍急,布满巨石,阻碍了河水的流动。过去,这里曾是湄艾及周边地区居民著名的游泳和休闲场所。
目前,位于岗西门的郭河已失去了美丽的沙滩和岩石,河道中充满了被河水裹挟的泥沙。自那场大洪水以来,郭河已经近两年没有恢复清澈了。
“清除”沉积物……使郭氏河常年浑浊,破坏了生态系统和鱼类物种。
居住在班凯恩赛蒙村科克河畔的村民科布·科特坎带领新闻团队沿着一条从村后山脉流向科克河的小溪前行。
两年前,每逢汛期,这条清澈的小溪都会汇入浑浊的郭氏河,许多小鱼儿会在水中嬉戏。如今,这番景象已不复存在。
戈布还回忆起过去,那时郭氏河并不像现在这样常年浑浊。在岗西门一带经常可以看到成群的鱼,去河里钓一会儿就能满载而归。但如今,钓上一整天也只能钓到两条鱼,有时甚至一条也钓不到,而且人们因为担心有毒物质而不敢下水。
由于全年沉积物导致 Kok 河水变得浑浊,Tha Ton 分区的村民们反思了这个问题,并合作绘制了 Kok 河地图以及 2024 年大洪水前后 Tha Ton 分区发现的鱼类物种。
塔顿区科克河资源丰富,鱼类种类繁多,渔场众多。
村民们齐心协力,绘制并标注了不同种类鱼类的垂钓地点。在塔通区科克河流域,至少有17个垂钓点,每个垂钓点都有自己的当地名称。
泰缅边境的“Kaeng Lat”地区地势陡峭,是许多鱼类的栖息地,例如黑鱼和鲶鱼。
在“萨布朗”,人们发现小鱼、虾和乌龟在河里产卵。
“Ko Sab Lang”的特点是有一个漩涡,里面栖息着各种鱼类,包括鲶鱼、黑鱼、尖吻鲈和鲤鱼。
“宋桂或普拉凯”盛产各种带鳞鱼类。雨季期间,鱼儿会游到岸边产卵。岛屿中央有一座小岛,岛边是一片沙滩。
“怀莱克贾尔”盛产湄公河鲶鱼,当地人称之为湄公河鲶鱼洞。他们主要以潜水捕捞鲶鱼为生。
“‘天使之水’是鲶鱼和软肉鱼的栖息地。这是一个深邃的漩涡,人们通过撒网捕鱼。”
在“鱼洞弯道”,您可以看到湄公河鲶鱼、黄鲶、鲢鱼和鲤鱼。在水质清澈的季节,他们会潜水撒网捕鱼。
“Kaeng Tum”是一处小型急流区,遍布岩石缝隙,水流湍急,并有大型漩涡。这里可以钓到鲶鱼、鲤鱼、罗非鱼等鱼类。捕鱼方法包括撒网和潜水捕鱼。
“塔欣唐”礁石众多,水潭深邃。这里盛产肉质柔软的鱼类,如黄鲶、湄公河鲶和鲢鱼。捕鱼方式主要使用渔网和围网。
“帕帕穆艾”(当地一处钓鱼点)有一棵倒下的大树和几块巨石。溪水潺潺,鱼群在树旁游弋。这里栖息着许多种类的鲤鱼、鲶鱼和其他鱼类,人们用撒网或潜水捕鱼。
“王英孔”是一个漩涡,而且很深。
在“Tha Ton Bridge”,人们发现桥墩周围用渔网捕捞到了鲶鱼和鲢鱼。
在《杭板台》中,人们用钩线钓到了鲢鱼、鲤鱼和其他鱼类。
“索普方”是多种鱼类的栖息地,包括鲢鱼、鲶鱼和黑鱼,它们会逆流而上到方河产卵。
“农南塘”(红塘)是许多有鳞鱼类的栖息地,例如鲶鱼、罗非鱼和鲢鱼。人们使用渔网和陷阱来捕捞它们。
“湄南王桥”:发现的鱼类包括鲶鱼、鲢鱼、罗非鱼和鲦鱼。他们正在使用鱼叉捕鱼。
从塔顿桥开始,流经塔顿街道的科克河水流湍急,河床多石。这里栖息的鱼类大多是鲶鱼。
塔顿桥以南,水面平静,有沙丘。这里的大部分鱼类都是有鳞鱼。
塔通分区的当地渔民捕捞超过 17 种具有重要经济价值或受欢迎的鱼类,如红尾鲶鱼、黑鱼、黄鲶鱼、红尾罗非鱼、鲢鱼、牛头鱼、巴沙鱼、石斑鱼、软肉鱼和鲢鱼。
塔顿分区的村民们聚集在一起,强调这个问题,他们表示,不仅仅是有毒物质,而且科克河全年不断的淤积也严重影响了他们传统的捕鱼生计。
曾经生活在那里的小鱼和贝类如今都已消失。曾经覆盖着水生植物和昆虫的岩石和沙子,现在都被沉积物和淤泥覆盖,水体常年浑浊。
科克河的问题不仅仅是有毒物质;现在,河里已经没有鱼可捕了。
来自Kaeng Sai Mun村的村民Jai Konkham说,以前水很清澈,他们可以潜水捕鱼。大洪水过后,水变得浑浊,他们就无法潜水了。他们不知道鱼都去了哪里,而且因为担心污染,现在仍然不敢出海捕鱼。他们不敢吃自己捕到的鱼,也卖不出去。
Jai进一步指出,以前郭溪的沙滩平坦,可以踩上去而不会下陷。然而,郭溪本身,曾经的沙滩,现在却变成了淤泥。就连岩石区域也被淤泥覆盖。
岩石上的沉积物使鱼类失去了产卵地和食物来源。三月和四月间,曾经覆盖这片区域的藻类和苔藓也已消失殆尽。
湄发銮大学社会创新学院讲师苏布萨库尔·基努孔博士表示,今天与当地渔民的讨论旨在绘制科克河鱼类生态系统及渔场分布图。目前发现的问题包括村民对有毒物质的担忧、不愿下水以及对包括水生昆虫和藻类在内的多种鱼类和水生生物(它们是鱼类食物链的重要组成部分)的影响,此外还有幼鱼的消失。
现在,村民们正在失去捕鱼生计、粮食安全,并且正在失去科克河生态系统。
针对村民提出的解决方案,他们要求政府机构加快对污染源(即采矿作业)的管理,并尽一切可能防止污染物排放到水体中。此外,郭溪的生态系统地图也向政府反映了生态系统丧失的程度。
湄州大学水产技术与水产资源学院院长、副教授阿皮南·苏瓦纳拉克博士探讨了谷川面临的问题。他指出,谷川在过去两三年中持续出现浑浊现象。由此导致的后果是泥沙淤积,使得水下岩石被掩埋。在此期间,阳光无法照射到河床,而河床通常会在水质清澈时出现,岩石中富含浮游生物、小型水生昆虫和以它们为食的小鱼等食物来源。
如今,这里的水常年浑浊。阳光照射不到岩石上,藻类无法生长,沉积物便会堆积在岩石上,破坏鱼类的栖息地和食物来源。
阿菲南副教授强调,深水鱼塘是亲鱼生活和繁殖的场所。当鱼塘中沉积物堆积时,会导致池塘变浅,鱼类无法繁殖,后代数量减少,幼鱼缺乏食物,从而阻碍其生长。这直接导致鱼类种群数量逐渐减少。
现在,鱼类数量将开始下降,物种数量也将逐渐减少。只有像肉食性鱼类这样适应力强的鱼类才能生存下来。未来,当其他鱼类消失时,肉食性鱼类也将无法生存。
郭氏河的沉积物有毒,含有镉、汞等有害金属。水生生物一旦接触到这些毒素,就会影响它们的生长、食物链和繁殖,直接影响鱼类和其他水生动物的种群数量。
据湄艾县渔业办公室和清迈府渔业办公室渔业部称,从两个地点采集了鱼类和水生动物样本:清迈府湄艾县塔通镇3号村班塔通村和14号村班肯赛蒙村。
2025年10月1日至2026年7月24日期间,共对19个样本进行了10次采样,结果显示其中含有镉、砷、汞和铅等重金属。样本包括四种鱼类:鲶鱼、鲢鱼、罗非鱼和淡水螺。
经检测,暹罗鲤鱼的鱼肉中不含镉、砷和铅。
然而,检测出了汞(0.018 mg/kg)。
经检测,黑鱼的鱼肉中不含镉、砷和铅。
然而,检测出了汞(0.21 mg/kg)。
经检测,罗非鱼肉中不含镉和汞。
然而,检测出砷含量为 0.028 mg/kg,铅含量为 0.23 mg/kg。
对于淡水螺等底栖生物,检测到的汞含量为 0.059 mg/kg,砷含量为 3.09 mg/kg,铅含量为 1.20 mg/kg,镉含量为 0.095 mg/kg。
淡水螺类中重金属含量,特别是铅和砷,被发现超标。因此,建议食用淡水螺类。至于鲶鱼、鲢鱼和罗非鱼,渔业部门的数据显示,它们的重金属含量均未超过食品污染标准,可以安全食用。
克河的问题不仅在于水中重金属毒素含量超标,还在于有毒沉积物直接影响河水,导致河水常年浑浊。这严重威胁着生态系统,尤其是鱼类、水生动物和水生植物,它们往往首当其冲受到影响。这条河甚至可以被称作“死河”,因为曾经赖以生存的水生动物已经消失殆尽,人们也不敢下水。每天,人们的生活方式以及与这条流经家园的河流的联系都在逐渐被侵蚀。由于上游缅甸的采矿活动,当地居民只能眼睁睁地看着这一切发生,心中充满恐惧。
报道人:Kowit Boontham,泰国公共电视台记者,北部地区新闻中心。