ของฟรีทำไมแพงสุด: เมื่อเราไม่ได้จ่ายแค่เงิน แต่จ่ายด้วยเวลา ข้อมูล และค่ารายเดือนสะสมโดยไม่รู้ตัว为什么免费的东西反而最贵?因为我们不仅要付出金钱,还要付出时间、流量,而且在不知不觉中还会累积月费。
บริการที่ขึ้นชื่อว่า “ฟรี” อาจจะไม่ได้ “ฟรี” อย่างที่คิด เพราะบางครั้งเราไม่ได้จ่ายเป็นตัวเงิน แต่สิ่งที่กำลังเสียไปคือ เวลา ข้อมูล และค่ารายเดือนที่อาจสะสมโดยที่เราไม่รู้ตัว

ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์และผู้อำนวยการโครงการ BINANCE TH Academy บริษัท กัลฟ์ ไบแนนซ์ จำกัด
# โมเดลธุรกิจ Subscription
# ค่าใช้จ่ายรายเดือน
# ค่าใช้จ่ายซ่อนเร้น
Nebius นีโอคลาวด์ ธุรกิจที่สร้างวิมานด้วยเงินชาวบ้าน | Digital Frontiers EP.75
บริการฟรีในโลกดิจิทัลมักมีต้นทุนแฝงผ่านการเก็บข้อมูลพฤติกรรมและความสนใจ เพื่อนำไปสร้างมูลค่าทางธุรกิจและโฆษณา
แนวคิด Attention Economy ทำให้แพลตฟอร์มต่าง ๆ แข่งขันกันแย่งชิงเวลาของผู้ใช้งานเพื่อให้เกิดการใช้งานที่ยาวนานที่สุด
โมเดล Subscription เปลี่ยนจากการขายสินค้าครั้งเดียวเป็นการสร้างรายได้ต่อเนื่อง ซึ่งช่วยลดอุปสรรคในการตัดสินใจจ่ายเงินของผู้บริโภค
กลยุทธ์ Free Trial และ Switching Cost ถูกนำมาใช้เพื่อสร้างความเคยชินและทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกว่าการยกเลิกบริการมีความยุ่งยาก
ผู้บริโภคควรหมั่นตรวจสอบค่าใช้จ่ายรายเดือนเพื่อป้องกันภาวะ Subscription Fatigue และยกเลิกบริการที่ไม่จำเป็น
“ญี่ปุ่น” ตัวแปรสำคัญตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ?
ลองนึกดูว่า ตั้งแต่ตื่นเช้าจนเข้านอน เราใช้บริการที่เรียกว่า “ฟรี” ไปกี่อย่าง เปิดโทรศัพท์ขึ้นมาเช็ก Social Media ฟรี ส่งข้อความฟรี ดูคลิปฟรี ใช้อีเมลฟรี ค้นหาข้อมูลฟรี เปิดแผนที่ฟรี หรือไปนั่งร้านกาแฟก็อาจได้ Wi-Fi ฟรีอีกหนึ่งอย่าง
หลายบริการสะดวกจนเราแทบไม่เคยตั้งคำถามว่าบริษัทที่ให้บริการเหล่านี้หาเงินจากไหน เพราะสำหรับผู้บริโภค คำว่า “ฟรี” เข้าใจง่ายมาก ถ้าไม่ได้หยิบกระเป๋าสตางค์ ไม่ได้รูดบัตร และไม่มีเงินถูกหักจากบัญชี เราก็มักรู้สึกว่าไม่ได้เสียอะไร
แต่ในโลกธุรกิจยุคดิจิทัล คำว่า “ฟรี” อาจไม่ได้หมายความว่าไม่มีต้นทุน เพียงแต่สิ่งที่เราจ่ายอาจไม่ได้อยู่ในรูปเงินบาท เราอาจกำลังจ่ายด้วยเวลา ความสนใจ ข้อมูล พฤติกรรมการใช้งาน หรือความเคยชินที่ทำให้เราอยู่กับบริการหนึ่งนานขึ้นเรื่อย ๆ
ขณะเดียวกัน ชีวิตดิจิทัลอีกด้านหนึ่งก็กำลังเต็มไปด้วยค่าใช้จ่ายอีกประเภทที่ดูเล็กมากในแต่ละครั้ง นั่นคือ “ค่ารายเดือน” ตั้งแต่ค่าโทรศัพท์ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่า Streaming ค่าเพลง Cloud Storage โปรแกรมทำงาน แอปออกกำลังกาย ไปจนถึงเครื่องมือดิจิทัลต่าง ๆ
ตอนสมัครแต่ละบริการ เรามักคิดว่า “เดือนละร้อยกว่าบาทเอง” แต่ถ้ามีคำว่า “เดือนละร้อยกว่าบาทเอง” อยู่สิบรายการพร้อมกัน ตัวเลขนั้นก็อาจไม่เล็กอย่างที่คิด นี่จึงเป็นความน่าสนใจของเศรษฐกิจดิจิทัล เพราะเราอาจกำลังอยู่ในโลกที่ของบางอย่างดูเหมือนไม่มีราคา ขณะที่ของอีกหลายอย่างมีราคาน้อยเสียจนเราแทบไม่รู้สึกว่ากำลังจ่าย แต่เมื่อรวมทั้งหมดเข้าด้วยกัน ต้นทุนของคำว่า “ฟรี” อาจมากกว่าที่คิด
ของฟรีไม่ได้ฟรี แค่เราไม่ได้จ่ายเป็นเงิน
ลองถามคำถามง่าย ๆ ว่า ถ้า Social Media หรือแพลตฟอร์มต่าง ๆ มีผู้ใช้หลายร้อยล้านคนและเปิดให้เราใช้งานโดยไม่เก็บค่าบริการ บริษัทเหล่านั้นจ่ายค่าเซิร์ฟเวอร์ พนักงาน เทคโนโลยี และการพัฒนาระบบด้วยเงินจากที่ไหน คำตอบคือ ในหลายกรณี “เรา” อาจไม่ใช่ลูกค้าที่จ่ายเงินโดยตรง แต่เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ทำให้ธุรกิจสร้างรายได้ได้
แพลตฟอร์มจำนวนมากสร้างรายได้จากโฆษณา ยิ่งมีคนใช้งานมาก พื้นที่โฆษณาก็ยิ่งมีมูลค่า ยิ่งรู้ว่าผู้ใช้สนใจอะไร โฆษณาก็ยิ่งตรงกลุ่ม และยิ่งเราอยู่ในแพลตฟอร์มนานเท่าไร โอกาสสร้างรายได้ก็ยิ่งมากขึ้น ข้อมูลเล็ก ๆ อย่างเราหยุดดูคลิปอะไรนานเป็นพิเศษ ค้นหาเรื่องอะไร กด Like อะไร เคยซื้อสินค้าอะไร หรือช่วงนี้สนใจเดินทางไปที่ไหน เมื่อรวมกันเป็นพฤติกรรมของผู้ใช้จำนวนมาก ก็กลายเป็นทรัพยากรทางธุรกิจที่มีมูลค่า เพราะช่วยให้บริษัทเข้าใจได้ละเอียดขึ้นว่า “คนกำลังต้องการอะไร”
อีกสิ่งหนึ่งที่เราจ่ายโดยแทบไม่รู้ตัวคือ “เวลา” เราอาจตั้งใจเปิดโทรศัพท์เพื่อดูคลิปเพียงหนึ่งคลิป แต่เงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งผ่านไปครึ่งชั่วโมง เวลา 30 นาทีนั้นไม่ได้หายไปเฉย ๆ เพราะระหว่างทางเราอาจเห็นโฆษณาหลายชิ้น สร้างข้อมูลพฤติกรรมเพิ่มขึ้น และทำให้ระบบเข้าใจมากขึ้นว่าอะไรสามารถดึงให้เราอยู่ต่อได้
นี่คือแนวคิดของ Attention Economy หรือเศรษฐกิจที่ความสนใจของมนุษย์กลายเป็นทรัพยากรทางธุรกิจ เพราะทุกคนมีเงินไม่เท่ากัน แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนมีเท่ากันคือหนึ่งวันมีเพียง 24 ชั่วโมง Facebook, YouTube, TikTok, Netflix เกม ข่าวออนไลน์ หรือร้านค้าออนไลน์ จึงไม่ได้แข่งขันกันเพียงกับคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน แต่กำลังแข่งขันกันเพื่อแย่งเวลาว่างก้อนเดียวกันของเรา
สำหรับธุรกิจ ความสามารถในการทำให้คน “อยู่นานขึ้นอีกนิด” จึงมีมูลค่าทางเศรษฐกิจจริง และนี่คือเหตุผลว่าทำไมคำว่า “ฟรี” ถึงทรงพลัง เพราะมันลดอุปสรรคในการตัดสินใจแทบทั้งหมด เราไม่ต้องเปรียบเทียบราคา ไม่ต้องคิดเรื่องความคุ้ม แค่กด Download แล้วลองใช้ จากนั้นโจทย์ของธุรกิจก็คือทำอย่างไรให้เราไม่อยากออกไป
จากใช้ฟรี สู่จ่ายทุกเดือน เมื่อธุรกิจไม่ได้อยากขายเราแค่ครั้งเดียว
ในอดีต โมเดลธุรกิจส่วนใหญ่ค่อนข้างตรงไปตรงมา เราอยากได้สินค้า เราจ่ายเงิน แล้วสินค้านั้นก็เป็นของเรา ซื้อหนังสือหนึ่งเล่ม หนังสืออยู่กับเรา หรือซื้อโปรแกรมคอมพิวเตอร์หนึ่งชุดก็สามารถใช้ต่อไปได้ แต่โมเดลธุรกิจยุคใหม่กำลังเปลี่ยนจากการ “ขายหนึ่งครั้ง” ไปสู่การสร้างความสัมพันธ์ทางการเงินกับลูกค้าให้นานที่สุด
แทนที่จะจ่าย 5,000 บาทครั้งเดียว อาจกลายเป็นเดือนละ 299 บาท ในความรู้สึกของผู้บริโภค 299 บาทดูตัดสินใจง่ายกว่า 5,000 บาทมาก แต่สำหรับบริษัท หากลูกค้าอยู่ต่อสองปี เงิน 299 บาทอาจกลายเป็นมากกว่า 7,000 บาท และที่สำคัญคือบริษัทมีรายได้เข้ามาทุกเดือน นี่คือเสน่ห์ของธุรกิจแบบ Subscription เพราะช่วยให้บริษัทคาดการณ์รายได้และกระแสเงินสดได้ง่ายขึ้น และไม่ต้องเริ่มขายใหม่จากศูนย์ทุกต้นเดือน
หนึ่งในกลยุทธ์ที่เชื่อม “ของฟรี” กับ “ค่ารายเดือน” ได้อย่างลงตัวก็คือ Free Trial ทดลองใช้ฟรี 7 วัน ทดลอง Premium ฟรีหนึ่งเดือน หรือให้ใช้เวอร์ชันพื้นฐานฟรีก่อน วันแรกเราอาจคิดว่า “ลองดูก่อนไม่เสียอะไร” แต่หลังจากใช้ไปสักพัก Playlist อยู่ในนั้น รูปอยู่ใน Cloud นั้น ไฟล์งานอยู่ในระบบนั้น ประวัติการดูหรือข้อมูลต่าง ๆ เริ่มสะสมอยู่ในนั้น การย้ายไปหาอีกบริการจึงไม่ได้มีต้นทุนแค่เรื่องเงิน แต่มีต้นทุนเรื่องเวลา ความยุ่งยาก และความรู้สึกว่า “ต้องเริ่มใหม่” ซึ่งในทางธุรกิจเรียกว่า Switching Cost
บางครั้งสิ่งที่ทำให้ลูกค้าอยู่ต่อจึงไม่ใช่เพราะรักแบรนด์มากขึ้นทุกเดือน แต่อาจเป็นเพราะอยู่ต่อสะดวกกว่าการย้ายออก และตรงนี้เองที่ Subscription กลายเป็นโมเดลธุรกิจที่ทรงพลัง เพราะธุรกิจไม่จำเป็นต้องขายสินค้าใหม่ให้เราตลอดเวลา ขอเพียงรักษาเราให้อยู่ในระบบให้นานพอ
เมื่อทุกอย่างกลายเป็นค่าเช่า เรากำลังจ่ายแพงขึ้น หรือแค่จ่ายจนไม่รู้สึก?
ลองเปิด Statement ของตัวเองแล้วนับดูว่า ทุกเดือนมีเงินถูกตัดอัตโนมัติกี่รายการ ค่าโทรศัพท์ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่า Streaming ค่าเพลง Cloud Storage โปรแกรมทำงาน แอปแต่งรูป แอปออกกำลังกาย ข่าวออนไลน์ หรือบริการบางตัวที่เราอาจจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าสมัครไว้ตั้งแต่เมื่อไร
แต่ละรายการไม่ได้ดูน่ากลัว เพราะมนุษย์มักรู้สึกกับเงินก้อนใหญ่ชัดกว่าเงินก้อนเล็กที่ค่อย ๆ ไหลออก นี่คือเหตุผลที่ธุรกิจชอบเปลี่ยนราคาใหญ่ให้กลายเป็นราคาต่อวันหรือต่อเดือน เพราะคำว่า “เพียงวันละ 10 บาท” ให้ความรู้สึกต่างจาก “3,650 บาทต่อปี” ทั้งที่เป็นเงินจำนวนเดียวกัน และเมื่อ Subscription หลายรายการรวมกัน ผู้บริโภคก็เริ่มเกิดสิ่งที่เรียกว่า Subscription Fatigue หรือความเหนื่อยล้าจากค่าบริการรายเดือนที่มากเกินไป
อย่างไรก็ตาม Subscription ไม่ใช่สิ่งไม่ดี เพราะในหลายกรณีมันช่วยให้เราเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพโดยไม่ต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่ และถ้าใช้จริงเป็นประจำก็อาจคุ้มกว่าการซื้อแยกเสียอีก ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อเราหยุดถามตัวเองว่า “ยังใช้มันอยู่หรือเปล่า” ค่าบริการที่อันตรายที่สุดจึงอาจไม่ใช่ Subscription ที่เราใช้ทุกวัน แต่เป็น Subscription ที่เราลืมไปแล้วว่ามี
และเมื่อมองกว้างออกไป โมเดลนี้กำลังพาเศรษฐกิจจากโลกของ Ownership ไปสู่โลกของ Access เราไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของเพลง เพราะจ่ายเพื่อฟังเพลงทั้งหมดได้ ไม่จำเป็นต้องซื้อหนัง เพราะสมัครดูได้ทั้งคลัง ไม่จำเป็นต้องซื้อ Software เพราะเช่าใช้รายเดือน และไม่จำเป็นต้องมีพื้นที่เก็บข้อมูลของตัวเอง เพราะสามารถเช่า Cloud ได้ตลอดเวลา ข้อดีคือชีวิตสะดวกขึ้นมาก แต่คำถามอีกด้านหนึ่งก็คือ หากวันหนึ่งเราหยุดจ่าย เราเหลืออะไรเป็นของตัวเองอยู่จริง ๆ บ้าง
สำหรับผู้บริโภค นี่อาจเป็นเหตุผลที่ควรกลับมาตรวจ “ค่าเช่าชีวิต” ของตัวเองเป็นครั้งคราว เพื่อแยกระหว่างสิ่งที่สร้างคุณค่าจริงกับสิ่งที่ถูกหักเงินเพียงเพราะเราลืมยกเลิก ส่วนสำหรับธุรกิจ บทเรียนสำคัญคือ การสร้างรายได้แบบต่อเนื่องเป็นโมเดลที่น่าสนใจ แต่ธุรกิจที่ยั่งยืนคงไม่สามารถพึ่งเพียงความขี้เกียจของลูกค้าในการกด Cancel ได้ตลอดไป สุดท้ายลูกค้าต้องรู้สึกว่า ทุกเดือนที่เงินถูกหักออกไป เขายังได้รับบางสิ่งที่คุ้มค่ากลับมา
เพราะในโลกที่ทุกบริษัทอยากเข้ามาอยู่ในบัตรเครดิตของเราเดือนละ 99 บาท 199 บาท หรือ 299 บาท การแข่งขันต่อไปอาจไม่ใช่ว่าใครสมัครสมาชิกได้มากที่สุด แต่คือใครสามารถทำให้ลูกค้ายังอยากจ่ายต่อหลังจากความตื่นเต้นในเดือนแรกหมดไปแล้ว
ท้ายที่สุด คำว่า “ฟรี” และ “รายเดือน” อาจเป็นสองคำที่ทรงพลังที่สุดของธุรกิจยุคดิจิทัล คำแรกทำให้เราเข้ามาโดยไม่ต้องคิดมาก ส่วนคำหลังทำให้เราอยู่ต่อโดยไม่รู้สึกว่าจ่ายมาก แต่ในระหว่างนั้น เราอาจกำลังจ่ายด้วยสิ่งที่มองไม่เห็น ตั้งแต่เวลา ความสนใจ ข้อมูล ความเคยชิน ไปจนถึงเงินจำนวนเล็ก ๆ ที่ไหลออกจากบัญชีอย่างเงียบ ๆ ทุกเดือน ดังนั้น บางทีของที่แพงที่สุดอาจไม่ใช่ของที่ติดป้ายราคาสูงที่สุด แต่อาจเป็นของที่เราไม่เคยถามราคาตั้งแต่แรก เพราะแค่เราคิดว่า “ฟรี” เท่านั้นเอง
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney
ดร.กร พูนศิริวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์และผู้อำนวยการโครงการ BINANCE TH Academy บริษัท กัลฟ์ ไบแนนซ์ จำกัด
币安泰国学院首席战略官兼项目总监,海湾币安公共有限公司。
订阅商业模式
# 每月支出
# 隐性费用
Nebius NeoCloud:一家用人们的钱建造空中楼阁的公司 | 数字前沿 第75期
数字世界中的免费服务往往存在隐性成本,因为这些服务会收集行为和兴趣数据,然后利用这些数据创造商业价值和进行广告宣传。
注意力经济的概念促使各个平台竞相争夺用户的时间,以实现尽可能长的用户参与度。
订阅模式从一次性产品销售转变为产生持续收入,这有助于降低消费者支付决策的门槛。
免费试用和转换成本策略旨在让用户熟悉服务,并让用户觉得取消服务很复杂。
消费者应定期查看每月支出,以避免订阅疲劳,并取消不必要的服务。
日本是美国债券市场的一个关键变量吗?
想想我们从起床到睡觉这段时间里使用了多少“免费”服务。浏览社交媒体是免费的,发送信息是免费的,观看视频是免费的,使用电子邮件是免费的,搜索信息是免费的,使用地图是免费的,甚至在咖啡馆使用免费Wi-Fi也是免费的。
许多服务如此便捷,以至于我们很少会去探究提供这些服务的公司是如何盈利的。对消费者而言,“免费”二字很容易理解。如果我们不用掏钱包、不用刷卡,账户里也没有被扣款,通常就会觉得没什么损失。
但在数字商业世界中,“免费”一词可能并不意味着没有成本。它可能仅仅意味着我们付出的并非金钱;我们付出的可能是时间、注意力、数据、使用模式或习惯,正是这些因素促使我们不断延长使用某项服务的时间。
与此同时,数字生活的另一个方面也充斥着看似微小但却不断增长的开支:“月费”。这些费用涵盖了电话费、网络接入费、流媒体服务费、音乐费、云存储费、工作软件费、健身应用费以及各种数字工具的费用。
订阅各项服务时,我们常常会想:“每月只需一百多泰铢。”但如果你同时看到“每月只需一百多泰铢”这句话十次,这个数字可能远比你想象的要大。这就是数字经济的有趣之处:我们生活在一个看似免费的世界,很多东西价格低廉到我们几乎感觉不到自己在付费。但当你把所有这些加起来,就会发现“免费”这个词背后的代价可能比你想象的要高得多。
免费的东西其实并不免费;只是我们不用为此付费而已。
我们不妨问一个简单的问题:如果社交媒体平台拥有数亿用户且免费使用,那么这些公司从哪里获得资金来支付服务器、员工、技术和开发费用呢?答案是,在很多情况下,“我们”可能并非直接付费用户,而是为这些企业创造收入的组成部分。
许多平台都通过广告盈利。用户越多,广告位就越有价值。你越了解用户的兴趣,你的广告就越精准。用户在平台上停留的时间越长,产生收益的机会就越大。即使是一些零碎的数据——比如你观看特定视频的时长、你的搜索内容、你的喜好、你购买过的产品,或者你感兴趣的旅行目的地——当这些数据汇集起来,并涵盖大量用户时,就会成为宝贵的商业资源。它能帮助企业更深入地了解“人们想要什么”。
我们几乎在不知不觉中为之付费的另一项东西是“时间”。我们可能原本只想打开手机看一个视频,但当我们再次抬起头时,半小时已经过去了。这30分钟并没有凭空消失;在此期间,我们可能看到了无数广告,这些广告产生了更多的行为数据,帮助系统更好地了解如何才能让我们保持兴趣。
这就是注意力经济的概念,在这种经济模式下,人类的注意力成为了一种商业资源。每个人拥有的财富各不相同,但每个人都拥有一个共同点:一天只有24小时。因此,Facebook、YouTube、TikTok、Netflix、游戏、在线新闻和在线商店之间的竞争,不仅仅是同行业内的竞争,更是在争夺我们有限的空闲时间。
对企业而言,让用户“多停留一会儿”的能力具有真正的经济价值,而这正是“免费”一词如此强大的原因——它几乎消除了所有决策障碍。我们无需比较价格,无需考虑性价比;只需点击下载即可试用。接下来,企业面临的挑战是如何让我们不想离开。
从免费到按月付费,因为企业不想只做一次性销售。
过去,大多数商业模式都非常简单:我们想要一件产品,我们付钱购买,产品就归我们所有。买一本书,它就一直陪伴着你;买一个电脑程序,你就可以永久使用。但现代商业模式正在从“一次性销售”转向与客户建立长期的财务关系。
用户无需一次性支付 5,000 泰铢,只需每月支付 299 泰铢即可。从消费者的角度来看,299 泰铢显然比 5,000 泰铢更容易接受。但对公司而言,如果客户续订两年,这 299 泰铢最终可能超过 7,000 泰铢。更重要的是,公司每月都能获得收入。这就是订阅模式的吸引力所在:它使公司更容易预测收入和现金流,而且无需每月从头开始销售流程。
一种巧妙地弥合“免费赠品”和“月费”之间鸿沟的策略是免费试用:7 天免费试用、一个月免费高级版试用或基础版免费试用。第一天,你可能会想:“试试吧,反正也没什么损失。”但使用一段时间后——播放列表、云端照片、系统文件——浏览记录和其他数据会不断积累。因此,切换到其他服务不仅仅意味着金钱成本;它还会耗费时间、精力,以及“一切从头开始”的挫败感。在商业术语中,这被称为转换成本。
有时,维系客户忠诚度的并非他们对品牌的喜爱与日俱增,而是因为继续使用现有服务比更换供应商更加便捷。正因如此,订阅模式才成为一种强大的商业模式,因为企业无需不断推销新产品,只需在系统内长期留住客户即可。
当一切都变成租金时,我们是在支付更多费用,还是只是在不知不觉中支付了费用?
试着打开你的银行账单,数一数每个月有多少笔自动扣款。这些扣款可能包括电话费、网费、流媒体服务费、音乐费、云存储费、办公软件费、照片编辑应用费、健身应用费、在线新闻费,甚至还有一些你可能都记不起订阅过的服务。
每项订阅服务乍看之下似乎并不令人望而却步,因为人们往往更容易感受到大笔资金带来的冲击,而不是逐渐累积的小额支出。这就是为什么商家喜欢将高价商品或服务转换成日费或月费,因为“每天只需10泰铢”和“每年3650泰铢”给人的感觉截然不同,即便金额相同。而当多项订阅服务叠加在一起时,消费者就会开始出现所谓的“订阅疲劳”——也就是过高的月费。
然而,订阅服务并非全然不好。在很多情况下,它们无需预付大笔费用即可提供优质服务,而且如果经常使用,甚至比单独购买服务更划算。问题在于,当我们不再问自己“我还在使用这项服务吗?”时,就会出现问题。因此,最危险的开支或许并非我们每天都在使用的订阅服务,而是那些我们已经忘记存在的订阅服务。
从更宏观的角度来看,这种模式正在将经济从所有权模式转向使用权模式。我们不再需要拥有音乐,因为我们可以付费收听所有音乐;我们不再需要购买电影,因为我们可以订阅整个片库;我们不再需要购买软件,因为我们可以按月租赁;我们不再需要自己的存储空间,因为我们可以随时租用云存储。其优势在于生活变得更加便捷。但另一个问题是:如果有一天我们停止付费,我们究竟还能拥有什么?
对消费者而言,这或许是一个契机,让他们定期重新审视自己的“租赁式生活”,区分哪些服务真正创造了价值,哪些服务仅仅因为忘记取消而被扣除。对企业而言,关键在于,虽然持续盈利模式颇具吸引力,但可持续发展的企业不能仅仅依赖客户不断取消服务的懒惰。归根结底,客户需要感受到,每个月扣款都能获得相应的价值回报。
因为在这个每个公司都想以每月 99 泰铢、199 泰铢或 299 泰铢的价格从我们的信用卡中获利的世界里,下一场竞争可能不是谁能招揽到最多的订阅用户,而是谁能让客户在最初的热情消退后仍然愿意继续付费。
最终,“免费”和“按月付费”或许是数字商业时代最具影响力的两个词。前者让我们不假思索地被吸引,后者则让我们持续参与,却感觉不到自己付出了太多。然而,在这个过程中,我们可能正在为一些看不见的东西买单——时间、注意力、数据、习惯,甚至是每月悄悄从我们账户中流出的少量金钱。因此,或许最昂贵的东西并非标价最高的那一个,而是我们从未质疑过其价格的那个,仅仅因为我们认为它是“免费的”。
请点击以下链接关注Thairath Money的Facebook主页:https://www.facebook.com/ThairathMoney
Korn Poonsiriwong 博士,币安泰国学院首席战略官兼项目总监,币安海湾公共有限公司。