เจ้าหน้าที่กรมศิลปากร ลุยป่าเข้าถ้ำตรวจสอบ "ภาพเขียนสีแห่งใหม่" คาดอายุ 4 พันปี艺术部门官员冒险进入森林和洞穴,考察“新发现的洞穴壁画”,据估计这些壁画已有 4000 年的历史。
"เจ้าหน้าที่กรมศิลปากร" ลุยป่าปีนเขาเข้าถ้ำผาเวียง จ.หนองบัวลำภู เพื่อตรวจสอบ "ภาพเขียนสีแห่งใหม่" คาดอายุราว 4,000 ปี

"เจ้าหน้าที่กรมศิลปากร" ลุยป่าปีนเขาเข้าถ้ำผาเวียง จ.หนองบัวลำภู เพื่อตรวจสอบ "ภาพเขียนสีแห่งใหม่" คาดอายุราว 4,000 ปี
วันที่ 5 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงเวลา 12.00 น. ของวันที่ 4 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา น.ส.ทิพย์วรรณ วงศ์อัสสไพบูลย์ นักโบราณคดีชำนาญการ สังกัดสำนักศิลปากรที่ 8 ขอนแก่น กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม พร้อมด้วยทีมเจ้าหน้าที่ จำนวน 4 คน ผู้สื่อข่าวและเพจกุดแห่บ้านเฮา ได้ร่วมกันลงพื้นที่สำรวจถ้ำผาเวียง ด้านหลังวัดถ้ำผาเวียง ต.นาแก อ.นาวัง จ.หนองบัวลำภู
ภายหลังจาก ทางเจ้าหน้าที่ กรมศิลปากรที่ 8 ขอนแก่น ได้รับแจ้งจากทีมสำรวจว่า พบภาพเขียนสี บริเวณผนังหน้าผาทางเข้าถ้ำแห่งหนึ่งในพื้นที่ของภูเขาในเขตถ้ำผาเวียง ซึ่งต่อมาทราบว่า บริเวณผนังหน้าถ้ำดังกล่าว เป็นจุดที่จะเข้าไปยังถ้ำธรรมาสน์ ซึ่งเป็นถ้ำเล็ก ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับถ้ำผาเวียงที่เป็นถ้ำขนาดใหญ่ของวัด โดยเจ้าหน้าที่ได้ทำการบันทึกภาพ ตรวจสอบสภาพของภาพเขียนสี วัดจุดที่พบ และใช้โปรแกรมตรวจสอบภาพเขียนสีที่พบ
ทั้งนี้ ทำให้ทราบว่าลักษณะของภาพดังกล่าว เป็นภาพเขียนสีของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ โดยพบว่าบริเวณผนังหิน ก่อนที่จะเข้าไปยังถ้ำธรรมาสน์ มีภาพเขียนสี สีแดงที่เห็นได้อย่างชัดเจนหลายจุด ภาพที่โดดเด่น จากการใช้โปรแกรมทางคอมพิวเตอร์ตรวจสอบทำให้พบว่า เป็นภาพลิงไต่เถาวัลย์ จำนวน 4 ตัว และด้านล่างเป็นภาพของวัวกระทิง
นอกจากนี้ ยังพบร่องรอยการเขียนทับซ้อนกันอีก 1 ยุค รวมถึงภาพฝ่ามืออีก 2 แห่ง เป็นรอยฝ่ามือของผู้ใหญ่และรอยฝ่ามือเด็ก ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนถึงถิ่นที่อยู่ของมนุษย์ยุคโบราณ ช่วยบอกเล่าเรื่องราวของผู้คนในอดีต
ทางด้าน น.ส.ทิพย์วรรณ วงศ์อัสสไพบูลย์ นักโบราณคดีชำนาญการ เผยว่า ภาพเหล่านี้อาจสะท้อนสิ่งที่มนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ พบเห็นในพื้นที่ ทั้งสัตว์ป่า วิถีการล่าสัตว์ ตลอดจนกิจกรรมหรือพิธีกรรมบางอย่างเหมือนเป็นการตัดไม้ข่มนามก่อนการออกล่าสัตว์ และอาจใช้พื้นที่ผนังถ้ำเป็นสถานที่ถ่ายทอดความรู้หรือสอนทักษะการล่าสัตว์ให้กับคนรุ่นต่อไป
ซึ่งจากภาพที่เห็นเป็นรูปลิงกำลังกระโจนกับวัวกระทิง ถูกทับด้วยภาพที่เป็นนามธรรมทับซ้อนด้วยลายหยักคต แสดงว่ามีการเข้ามาใช้งานอย่างน้อย 3 ครั้ง ครั้งแรกภาพที่วาดจะเป็นภาพที่เป็นรูปธรรม คือ ภาพสัตว์ จากนั้นถูกทับด้วยลายที่เป็นนามธรรม เขียนทับบนภาพเป็นสมัยที่ 2 และภาพสมัยที่ 3 เป็นภาพลายฝ่ามือมนุษย์โบราณ 2 แห่ง ซึ่งภาพลายฝ่ามือสะท้อนถึงพิธีกรรมของคนโบราณ ที่แสดงให้รู้ว่าตนเองได้มาที่นี่แล้ว หรือหากเป็นปัจจุบันก็คือ จุดเช็คอินว่ามาพื้นที่นี้แล้ว
สำหรับพื้นที่ตรงนี้หากดูจากภาพถ่ายทางอากาศของวัดถ้ำผาเวียงแห่งนี้ ซึ่งถือว่าเป็นจุดกึ่งกลางทางประวัติศาสตร์สำคัญ 2 จุดคือ จุดแรกของลุ่มแม่น้ำเลย กับ ภูพระบาท ภาพเขียนสีตรงนี้เป็นจุดกึ่งกลางทั้ง 2 แห่งนี้ เป็นจุดกึ่งกลางระหว่างฝั่งตะวันออกกับฝั่งตะวันตก ตรงนี้จึงถือว่าเป็นแหล่งสำคัญอีกแหล่งหนึ่งของภาคอีสาน
นอกจากภาพเขียนสีแล้ว ในบริเวณใกล้เคียง ยังพบ เศษภาชนะดินเผาที่มีลวดลายขีดเส้น ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับโบราณวัตถุที่พบในแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี ทำให้เกิดข้อสันนิษฐานถึงความเชื่อมโยงของวัฒนธรรมในพื้นที่ภาคอีสาน ตั้งแต่ฝั่งจังหวัดเลย ผ่านภูพระบาท จังหวัดอุดรธานี และมีผาเวียง จังหวัดหนองบัวลำภู เป็นหนึ่งในพื้นที่สำคัญที่อยู่กึ่งกลางของเส้นทางทางวัฒนธรรมดังกล่าว และคาดว่า อายุราว 3,500-4,000 ปี
จากนั้น คณะสำรวจยังได้เดินทางเข้าไปสำรวจภายในถ้ำผาเวียงซึ่งเป็นถ้ำขนาดใหญ่บนสันเขาซึ่งต้องเดินไปตามบันไดทางเท้าและต้องปีนต่อไปตามซอกหิน เนื่องจากการสร้างบันไดคอนกรีตยังไม่ถึงตัวถ้ำ แต่เนื่องจากสภาพถ้ำมีความมืดมาก แสงสว่างไม่เพียงพอ แต่เจ้าหน้าที่ก็ยังได้พบ เศษชิ้นส่วนของกระดูกโบราณภายในถ้ำ ซึ่งเจ้าหน้าที่จากกรมศิลปากร ได้มีการบันทึกภาพถ่าย เก็บข้อมูลไว้เป็นหลักฐาน ในการที่จะจัดทำรายงานในการตรวจสอบ ที่เป็นหลักฐานทางโบราณคดี เตรียมขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน โบราณวัตถุต่อไป
พร้อมทั้งยังได้ฝากไปยังผู้ที่จะเข้ามาชมภาพเขียนสี หรือถ้ำในบริเวณดังกล่าว ก็ขอให้อย่าได้สัมผัสกับภาพ เก็บเศษภาชนะต่างๆ ออกไปจากพื้นที่ เพราะว่าหลักฐานเพียง 1 ชิ้น อาจจะบอกเล่าเรื่องราวในอดีตได้มากมาย หากหลักฐานต่างๆ สูญหายไป ทำให้การค้นหาข้อมูลทางโบราณคดีของนักโบราณคดี อาจจะไม่พบหลักฐานที่สำคัญได้
หลังจากนี้ ทางคณะสำรวจจะได้จัดทำรายงานการสำรวจเบื้องต้น และแหล่งไหนที่สำคัญเราก็จะขึ้นทะเบียนโบราณสถาน โบราณวัตถุไว้ ซึ่งแหล่งนี้ถือว่าเป็นแหล่งสำคัญอีกแหล่งหนึ่งของอำเภอนาวัง เป็นแหล่งภาพเขียนสีแหล่งที่สองจากฐานข้อมูลของกรมศิลปากรที่มีอยู่ การจะได้ขึ้นทะเบียนหรือไม่นั้น สิ่งเหล่านี้ย่อมได้รับการคุ้มครอง ตามพระราชกำหนดโบราณสถานและโบราณวัตถุของกรมศิลปากร อยู่แล้ว เพียงแต่ว่าระดับโทษอาจจะแตกต่างกันไป.
泰国艺术部门的官员们深入农磨兰普府帕维昂洞穴的森林和山区,考察了据估计有4000年历史的“新发现的洞穴壁画”。
2026年9月5日,记者报道,2026年9月4日中午12点左右,文化部艺术厅孔敬府第八区艺术办公室高级考古学家蒂帕万·翁加萨派汶女士,与4名官员、记者以及“Kud Hae Ban Hao”脸书页面的工作人员一起,对农磨兰普府那旺县那凯街道帕维昂寺后面的帕维昂洞进行了联合调查。
根据勘测小组的报告,孔敬府第八区艺术厅官员在帕威昂山脉一处洞穴入口的峭壁上发现了岩画。经查明,这些岩画通往塔玛萨恩洞穴,该洞穴较小,位于帕威昂洞穴对面,与寺庙所属的帕威昂洞穴隔山相望。官员们记录了岩画内容,检查了其保存状况,测量了其位置,并使用软件对发现的艺术作品进行了鉴定。
这表明这些图像是史前洞穴壁画。在进入Tham Tharn San洞穴之前,人们在岩壁上发现了几幅清晰可见的红色壁画。其中一幅通过计算机分析识别出的显著图像描绘了四只猴子攀爬藤蔓,下方是一头公牛。
此外,还发现了另一个时代的重叠文字痕迹,以及两个手印——一个是成年人的手印,一个是儿童的手印——这些都是反映古代人类居住的重要证据,有助于讲述过去人类的故事。
资深考古学家蒂帕万·翁加萨帕伊布恩女士指出,这些图像可能反映了史前人类在该地区遇到的情况,包括野生动物、狩猎方法以及某些活动或仪式,例如狩猎前驱邪的象征性行为。洞穴墙壁也可能被用作向后代传授知识或狩猎技能的场所。
这幅描绘猴子扑向公牛的图像上叠加了抽象艺术和波浪纹样,表明这里至少出现过三次。第一次出现时,画面上出现了具体的动物图像。随后,画面上又叠加了一层抽象艺术图案。第三次出现时,画面上出现了两个古代人类的手印。这些手印反映了古代的仪式,象征着有人来访,或者用现代的话来说,是作为地标,表明他们曾经到访过。
从航拍照片来看,Wat Tham Pha Wiang 地处两个重要历史遗址的中心地带:黎河盆地的源头和普帕巴特。这里的洞穴壁画位于黎河东西两岸的中间位置。因此,这里也被认为是泰国东北部地区的重要历史遗址。
除了洞穴壁画外,附近还发现了带有铭文图案的陶器碎片。这些文物与乌隆他尼府班清考古遗址出土的文物相似,由此推测东北地区存在文化联系,其范围从黎府延伸至乌隆他尼府的普帕巴特,农磨兰普府的帕维昂是这条文化路线上的重要地点之一。这些文物的年代估计在3500至4000年前。
随后,勘测队前往位于山顶的帕维昂洞进行勘探。由于混凝土台阶尚未修建至洞口,进入洞穴需要攀爬一系列台阶并穿过岩石缝隙。由于洞内光线昏暗,勘测队在洞内发现了古代骨骼碎片。美术部门官员用照片和文字记录了这些发现,以便开展考古调查,为将该洞穴登记为历史遗址和文物做准备。
他们还敦促游客不要触摸壁画或将任何陶器碎片带出该区域,因为即使是一件小小的物件也能讲述丰富的历史故事。如果这些文物遗失,可能会阻碍考古研究和关键信息的发现。
随后,调查小组将编制初步报告,并将所有重要遗址登记为历史遗址和文物。该遗址被认为是纳旺县的另一处重要遗址,也是美术部数据库中收录的第二处岩画遗址。无论是否登记,这些文物均已受到美术部《历史遗址和文物法》的保护,但具体处罚可能有所不同。