ศึกรื้อ "ภาษีบาป" ปฏิรูปคลังโปร่งใส หรือ แผนสยบองค์กรอิสระ-สื่อสาธารณะ ?废除“罪恶税”之争:是透明的财政改革,还是压制独立组织和公共媒体的计划?
ข้อเสนอรื้อระบบ "ภาษีบาป" ทั้ง 4 องค์กรรวม 12,000-14,000 ล้านบาท/ปี จุดชนวนวิวาทะครั้งใหญ่ รัฐบาลย้ำต้องนำเงินเข้าสู่งบประมาณปกติเพื่อความโปร่งใส ขณะที่ฝ่ายค้าน หวั่นการเมืองใช้การจัดสรรงบเป็นเครื่องมือกดดันองค์กรอิสระ โดยเฉพาะไทยพีบีเอส

ข้อถกเถียงเรื่องการบริหารงบประมาณแผ่นดินกำลังร้อนแรง หลัง สส. พรรคภูมิใจไทย โดยนายศุภชัย ใจสมุทร เปิดรับฟังความคิดเห็นเพื่อเตรียมเสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย 4 ฉบับ
ซึ่งมีสาระสำคัญคือการยกเลิกการจัดสรรเงินบำรุงจากภาษีสรรพสามิตสุราและยาสูบ หรือ "ภาษีบาป" (Earmarked Tax) ให้กับ 4 องค์กร ได้แก่ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) กองทุนผู้สูงอายุ และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ซึ่งปัจจุบันได้รับเงินรวมกันประมาณ 12,000-14,000 ล้านบาท/ปี
โดยแนวทางใหม่คือให้องค์กรเหล่านี้เข้ามาขอรับการจัดสรรผ่าน พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีตามกลไกรัฐสภา
รัฐบาลเดินหน้าล้างระบบเงินนอกงบประมาณ
ฝ่ายรัฐบาลให้เหตุผลว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูประบบการคลังและการนำเงินนอกงบประมาณกลับเข้าสู่ระบบ เพื่อให้รัฐบาลและรัฐสภามองเห็นเส้นทางการใช้เงินได้อย่างครบถ้วน
นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า การเสนอร่างกฎหมายเริ่มจาก สส. เข้าชื่อเสนอร่างและเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน และเนื่องจากเป็นกฎหมายเกี่ยวกับการเงิน จึงต้องส่งให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนเข้าสู่กระบวนการของสภาผู้แทนราษฎร
รัฐบาลยืนยันว่าหลักการดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายที่ประกาศไว้ว่า งบประมาณประเทศต้องมีความโปร่งใสและประชาชนสามารถตรวจสอบได้ โดยเปรียบเทียบระบบงบประมาณเดิมกับร้านก๋วยเตี๋ยวที่ขายอาหารในราคา 50 บาท แต่รายได้บางส่วน เช่น ค่าน้ำหรือค่าเนื้อหมู ถูกแยกไปอยู่ในกระเป๋าของคนอื่น ทำให้เจ้าของร้านไม่เห็นภาพรวมของรายได้และต้นทุน
รัฐบาลจึงเห็นว่าการที่เงินภาษีบางส่วนถูกจัดสรรออกไปนอกงบประมาณ ทำให้ฝ่ายบริหารไม่สามารถบริหารภาพรวมได้เต็มที่ และอาจเกิดข้อสงสัยเรื่องความคุ้มค่าหรือการจัดสรรให้กลุ่มพรรคพวก ขณะที่การรายงานต่อสภาในระบบเดิมเป็นเพียงการรับทราบ ไม่ได้เปิดโอกาสให้สภาปรับลดหรือสั่งการเรื่องงบประมาณโดยตรง
นพ.เอกภพ ยังอ้างถึง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 มาตรา 26 ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการจัดเก็บภาษี โดยรัฐบาลเห็นว่าการที่บางองค์กรยังได้รับเงินภาษีโดยตรง เป็นผลจากบทเฉพาะกาลของกฎหมาย ขณะที่กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างจัดทำกฎกระทรวงเพื่อรองรับการนำระบบจัดเก็บภาษีเข้าสู่กรอบใหม่ พร้อมยืนยันว่าการปรับระบบครั้งนี้ไม่ได้มีเป้าหมายลดภาษีหรือเอื้อประโยชน์ให้บริษัทผู้ผลิตสุราและบุหรี่
โต้ฮุบสื่อ ยันแตะเฉพาะเม็ดเงิน-ไม่ยุ่งโครงสร้างบริหาร
สำหรับข้อกังวลว่าการนำ "ไทยพีบีเอส" เข้าสู่ระบบงบประมาณปกติ จะทำให้รัฐบาลสามารถแทรกแซงการทำงานของสื่อสาธารณะ ฝ่ายรัฐบาลยืนยันว่าร่างกฎหมายแตะเฉพาะ "ที่มาของเงิน" ไม่ได้เปลี่ยนโครงสร้างการบริหาร ไม่ได้เปลี่ยนที่มาของคณะกรรมการนโยบายหรือบอร์ดบริหาร ไม่ได้กระทบสภาผู้ชม และไม่แตะต้องกระบวนการผลิตรายการหรือเสรีภาพของกองบรรณาธิการ
รัฐบาลยังชี้ว่าระบบเดิมมีข้อจำกัดด้านเพดานงบประมาณ โดยไทยพีบีเอสได้รับเงินตามเพดานร้อยละ 1.5 ของภาษีสุราและยาสูบ แต่ไม่เกิน 2,000 ล้านบาท/ปี ส่วนกองทุนผู้สูงอายุมีเพดานไม่เกิน 4,000 ล้านบาท/ปี หากไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยขั้นสุดยอด เงินจำนวนดังกล่าวอาจไม่เพียงพอสำหรับสวัสดิการ เบี้ยยังชีพ หรือการส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุ แต่หากนำเข้าสู่ระบบงบประมาณปกติ รัฐสภาจะสามารถพิจารณาเพิ่มงบตามความจำเป็นได้
รัฐบาลยังตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของไทยพีบีเอส โดยระบุว่ามีพนักงานประจำประมาณ 1,500 คน แต่ใช้งบประมาณประมาณครึ่งหนึ่งกับการว่าจ้างผลิตรายการจากภายนอก รวมถึงค่าตอบแทนผู้บริหารระดับสูงและที่ปรึกษาที่มีบางรายได้รับมากกว่า 200,000 บาท/เดือน
พร้อมตั้งคำถามว่าสภาฯ ควรมีสิทธิตรวจสอบหรือไม่ รวมถึงตั้งข้อสังเกตว่าไทยพีบีเอสควรตอบสนองความต้องการของประชาชนมากขึ้น เช่น การถ่ายทอดฟุตบอลลีกเยาวชนเพื่อส่งเสริมกีฬา
แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับแผนปฏิรูประบบงบประมาณของรัฐบาลในปีงบประมาณ 2570 และ 2571 ซึ่งต้องการนำระบบงบประมาณจากฐานศูนย์ หรือ Zero-Based Budgeting มาใช้ โดยพิจารณางบประมาณเป็นรายบรรทัด และเปิดข้อมูลให้ประชาชนสามารถใช้เทคโนโลยี รวมถึง AI เข้ามาตรวจสอบเส้นทางเงินได้
ฝ่ายค้านชี้ งบฯ คือเส้นเลือดใหญ่ บีบเกิด "เซ็นเซอร์ตัวเอง"
ในขณะที่ฝ่ายค้านมองว่า ปัญหาไม่ได้อยู่เพียงเรื่องความโปร่งใสของงบประมาณ หากแต่อยู่ที่ "ความเป็นอิสระทางการเงิน" ขององค์กรสาธารณะด้วย รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ สส.กทม. พรรคประชาชน รองประธานคณะกรรมาธิการการเงินการคลังฯ และอดีตกรรมการนโยบายไทยพีบีเอส เห็นว่าสื่อสาธารณะต้องมีอิสระในการตรวจสอบอำนาจรัฐ และความเป็นอิสระในการทำงาน ไม่สามารถแยกออกจากความเป็นอิสระทางการเงินได้ การออกแบบให้ไทยพีบีเอสได้รับเงินจากภาษีบาปโดยตรงจึงมีเป้าหมายเพื่อไม่ให้สื่อต้องพึ่งพาความพอใจของรัฐบาลหรือกลุ่มทุน
ข้อกังวลสำคัญคือ หากไทยพีบีเอสต้องเข้ามาขอเงินผ่านงบประมาณรายปี เมื่อทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลหรือเปิดโปงการทุจริต รัฐบาลที่มีเสียงข้างมากอาจใช้กระบวนการงบประมาณเป็นแรงกดดัน เช่น ตัดลดงบประมาณหรือส่งสัญญาณว่า จะไม่สนับสนุนงบในปีต่อไป ซึ่งอาจทำให้ผู้บริหารที่กังวลเรื่องตำแหน่งเลือก "เซ็นเซอร์ตัวเอง" ทำให้สื่อสาธารณะสูญเสียความกล้าหาญในการปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนในที่สุด
รศ.ดร.อนุสรณ์ ยังไม่เห็นด้วยกับสมมติฐานว่าการนำเงินเข้าสู่ระบบรัฐสภา จะทำให้เกิดการตรวจสอบที่ดีขึ้นเสมอ เพราะในทางปฏิบัติการพิจารณางบประมาณในสภาฯ ตัดสินกันด้วยเสียงข้างมากของฝ่ายรัฐบาล ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเหตุผลเพียงอย่างเดียว
พร้อมยกกรณี กยศ. ที่เคยถูกตัดงบจนส่งผลกระทบต่อนักศึกษา และตั้งข้อกังวลต่อบริบทการเมืองที่มีระบบบ้านใหญ่ การอุปถัมภ์ และการถอนทุนทางการเมือง หากดึงเงินประมาณ 2,000 ล้านบาทมาอยู่ภายใต้กระบวนการงบประมาณ ก็อาจเกิดความเสี่ยงจากการเมืองแบบดังกล่าว
ฝ่ายคัดค้านยังชี้ว่าไทยพีบีเอสมีระบบตรวจสอบอยู่แล้ว ทั้งคณะกรรมการสรรหาที่มีความเป็นอิสระ 18 คน สภาผู้ชม คณะกรรมการตรวจสอบภายใน และการตรวจสอบจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. จึงไม่ควรนำคำถามเรื่องความโปร่งใสมาเป็นเหตุผลในการเปลี่ยนแหล่งรายได้โดยตรง
เตือน "กฎกระทรวง" เอื้อกลุ่มทุน เผยบอร์ด สสส. ถูกการเมืองสั่งการ
อีกประเด็นที่ รศ.ดร.อนุสรณ์ กังวลคือการใช้ "กฎกระทรวง" แทนการกำหนดหลักเกณฑ์ไว้ใน พ.ร.บ. เพราะกฎหมายระดับ พ.ร.บ. กำหนดวัตถุประสงค์ของเงินไว้อย่างชัดเจน แต่กฎกระทรวงสามารถแก้ไขได้ง่ายกว่าและอยู่ภายใต้ดุลพินิจของฝ่ายการเมือง จึงอาจเปิดช่องให้มีการปรับลดการจัดเก็บภาษีบาปเพื่อเอื้อกลุ่มทุน โดยเฉพาะในช่วงเลือกตั้ง
พร้อมยกตัวอย่างความเสี่ยงในฉากทัศน์ที่แย่ที่สุด หรือ Worst-case scenario ว่าอาจมีการลดภาษีให้กลุ่มทุนสุราและยาสูบเพื่อแลกกับผลประโยชน์ทางการเมือง ขณะที่ นพ.เอกภพ โต้ว่าเป็นการคาดการณ์ในทางเลวร้ายที่สุดและไม่น่ามีนักการเมืองคนใดกล้าดำเนินการ เพราะประชาชนสามารถลงโทษผ่านการเลือกตั้งได้
รศ.ดร.อนุสรณ์ ยังอ้างว่า ปัจจุบันเริ่มมีความพยายามจากฝ่ายการเมืองเข้าไปส่งสัญญาณหรือสั่งการเกี่ยวกับการใช้เงินในบอร์ดของ สสส. แล้ว พร้อมเปรียบเทียบว่าไทยพีบีเอสยังมีกระบวนการสรรหาที่ช่วยป้องกันไม่ให้นักการเมืองเข้ามานั่งในบอร์ดนโยบายได้ จึงเห็นว่าความเป็นอิสระของแหล่งรายได้เป็นอีกหนึ่งแนวป้องกันสำคัญ
ขณะเดียวกัน หากรัฐบาลต้องการเห็นภาพรวมการเงินจริง ก็สามารถใช้ระบบงบประมาณรวม โดยนำข้อมูลกองทุนหมุนเวียนมารายงานในระบบงบประมาณได้ โดยไม่จำเป็นต้องยกเลิกเงินที่จัดสรรโดยตรง
การเมืองเบื้องหลัง ระบอบน้ำเงิน-เครือข่ายส้ม
การอภิปรายยังขยายไปสู่ข้อกล่าวหาเรื่องเครือข่ายทางการเมือง นพ.เอกภพ ตั้งข้อสังเกตว่าบุคคลในองค์กรต่าง ๆ เช่น ไทยพีบีเอส สสส. สภาองค์กรของผู้บริโภค สปสช. และ NGO ด้านสาธารณสุข มีความเชื่อมโยงกันในลักษณะเครือข่ายทางความคิด และอาจมีการโยกย้ายถ่ายโอนงบประมาณที่เอื้อประโยชน์ร่วมกัน โดยเชื่อมโยงกับ "เครือข่ายสีส้ม"
ขณะที่ รศ.ดร.อนุสรณ์ โต้แย้งว่าเครือข่ายภาคประชาสังคมเหล่านี้ประกอบด้วยคนที่มีอุดมการณ์และจิตสาธารณะ ไม่ได้ทำงานตามคำสั่งของพรรคการเมือง พร้อมเปรียบเทียบกับ "ระบอบสีน้ำเงิน" ที่มองว่ามีลักษณะการเมืองแบบอุปถัมภ์ ด้าน นพ.เอกภพ โต้กลับว่าแนวคิดดั้งเดิมของฝ่ายก้าวหน้าคือไม่ควรเชื่อในวาทกรรมคนดี แต่ควรเชื่อในระบบที่ทุกคนเท่าเทียมและตรวจสอบได้ผ่านตัวแทนประชาชน
"กรณ์" เจอกันตรงกลาง เสนอคงภาษีเจาะจงแต่หั่นเพดานงบ
นายกรณ์ จาติกวณิช อดีต รมว.คลัง และ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เสนอให้มองเรื่องนี้ผ่าน 3 หลัก ได้แก่ ความเป็นอิสระของสื่อและ สสส. ความโปร่งใสในการใช้เงินภาษี และการทบทวนความคุ้มค่าของทุกองค์กรที่ใช้เงินภาษี
นายกรณ์เห็นว่าการนำองค์กรเข้าสู่ระบบงบประมาณปกติ ไม่ได้รับประกันว่าจะโปร่งใสหรือคุ้มค่ามากขึ้น เพราะงบประมาณในระบบปกติก็สามารถถูกจัดสรรด้วยเสียงข้างมากและอิทธิพลทางการเมืองได้
นายกรณ์ ยังชี้ว่าบริบทสื่อเปลี่ยนไปมากในช่วงเกือบ 20 ปีนับตั้งแต่ก่อตั้งไทยพีบีเอส ประชาชนดูโทรทัศน์ลดลง สื่อดั้งเดิมมีอิทธิพลลดลง และเทคโนโลยีดิจิทัลทำให้การผลิตสื่อคุณภาพสูงมีต้นทุนต่ำลง จึงควรทบทวนระดับงบประมาณให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง
จากการตรวจสอบงบการเงิน นายกรณ์เปิดเผยว่าไทยพีบีเอสมีเงินฝากสะสมประมาณ 4,000 ล้านบาท เมื่อหักหนี้สินและภาระผูกพันตามสัญญาแล้ว เหลือเงินสดประมาณ 3,100 ล้านบาท จึงเห็นว่าในบางปีองค์กรอาจสามารถดำเนินงานต่อได้โดยไม่จำเป็นต้องรับเงินอุดหนุนเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้เสนอให้ยกเลิก Earmarked Tax แต่เสนอให้คงระบบเงินภาษีเจาะจงไว้ เพื่อรักษาความเป็นอิสระ พร้อมปรับลดเพดานจาก 2,000 ล้านบาทให้สอดคล้องกับค่าใช้จ่ายจริง เช่น หากค่าใช้จ่ายเฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปีอยู่ที่ประมาณ 800 ล้านบาท ก็ควรกำหนดเพดานไว้ราว 800 ล้านบาท และให้องค์กรหารายได้ส่วนที่เกินจากนั้นเอง
นอกจากนี้ นายกรณ์ยังวิจารณ์ระบบรายงานของไทยพีบีเอสต่อสภาว่าไม่มีประสิทธิภาพ เพราะในปี 2562 สภาเพิ่งพิจารณารายงานงบประมาณของปี 2560 และใช้เวลาซักถามเพียงประมาณ 2 ชั่วโมง/ปี จึงเสนอให้ใช้คณะกรรมาธิการสามัญที่มีอยู่แล้วเข้ามาตรวจสอบความคุ้มค่าและการใช้จ่ายของทั้ง 4 องค์กรอย่างต่อเนื่อง พร้อมระบุว่าพรรคประชาธิปัตย์เตรียมเสนอร่างกฎหมายประกบเพื่อผลักดันแนวทางนี้
นายกรณ์ยังตั้งคำถามถึงกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติและกองทุนผู้สูงอายุว่า มีภารกิจบางส่วนซ้ำซ้อนกับกระทรวงต้นสังกัดหรือไม่ เช่น งานของกองทุนกีฬาอาจดำเนินการผ่านกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้หรือไม่ และการปล่อยกู้เพื่อสร้างอาชีพให้ผู้สูงอายุควรอยู่ภายใต้กระทรวง พม. หรือไม่ รวมถึงควรมีการประเมินว่าการปล่อยกู้ดังกล่าวสร้างอาชีพได้จริงและมีอัตราการชำระคืนเท่าใด
นายกรณ์ยังตั้งข้อสังเกตว่าหากการรื้อระบบ Earmarked Tax เป็นเรื่องวินัยการคลังจริง เหตุใดจึงไม่ได้ริเริ่มจากนายกรัฐมนตรี รมว.คลัง หรือ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ แต่กลับเป็น สส. พรรคภูมิใจไทยเสนอร่างกฎหมาย ขณะที่กระทรวงการคลังและรัฐมนตรีไม่ได้ออกมาชี้แจงอย่างชัดเจน จึงมองว่ามีคำถามเรื่องแรงจูงใจทางการเมืองอยู่ด้วย
ฝ่ายค้านสะท้อนตัวเลข ไทยพีบีเอสไม่ได้รวยล้น
ด้าน น.ส.เพียงพนอ บุญกล่ำ ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้านและทีมบริหารพรรคประชาชน อดีตกรรมาธิการงบประมาณ ระบุว่า ประสบการณ์ในสภาทำให้เห็นว่าฝ่ายค้านอาจอภิปรายด้วยข้อมูลและเหตุผล แต่สุดท้ายการลงมติขึ้นอยู่กับเสียงข้างมากของรัฐบาล
หลายโครงการจึงผ่านการอนุมัติโดยไม่ได้ตอบคำถามเรื่องความจำเป็นหรือความคุ้มค่าอย่างเพียงพอ โดยยกตัวอย่างโครงการบ่อบาดาล โซลาร์เซลล์ ระบบคลาวด์ และ AI ที่บางครั้งหน่วยงานเจ้าของงบประมาณยังไม่สามารถอธิบายการใช้งานและผลลัพธ์ได้ชัดเจน
ในส่วนไทยพีบีเอส น.ส.เพียงพนอ ระบุว่า งบการเงินปี 2567 ขาดทุน ส่วนปี 2568 มีกำไรเพียงประมาณ 60 กว่าล้านบาท รายได้และรายจ่ายอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน จึงไม่ควรมองว่าองค์กรมีเงินเหลือเฟือ โดยค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งเกิดจากการขยายช่องทางสื่อสารและแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อเข้าถึงประชาชนมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม เห็นว่าทุกองค์กรที่ใช้เงินภาษีต้องมีความรับผิดชอบและควรเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะในระดับที่ประชาชนสามารถตรวจสอบและซักถามได้
ทั้ง นายกรณ์ และ น.ส.เพียงพนอ เห็นตรงกันว่า การประเมินความคุ้มค่าของสื่อสาธารณะไม่ควรวัดจากคุณภาพเนื้อหาเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาจำนวนผู้เข้าถึงการรับชมในทุกแพลตฟอร์ม ความสามารถในการตรวจสอบข่าวปลอม และมาตรฐานด้านจริยธรรม เพราะเนื้อหาที่มีคุณภาพแต่ไม่มีผู้ชมก็อาจสร้างแรงกระเพื่อมต่อสังคมได้จำกัด
ช่วงท้าย ฝ่ายคัดค้านย้อนถามรัฐบาลว่า หากต้องการปฏิรูปวินัยการคลัง เหตุใดจึงมุ่งทบทวนงบประมาณของ 4 องค์กรที่รวมกันเพียง 12,000-14,000 ล้านบาท แต่ไม่เริ่มจากงบประมาณแผ่นดินกว่า 3 ล้านล้านบาท
น.ส.เพียงพนอ ยกตัวอย่างงบประมาณประมาณ 15,000 ล้านบาทสำหรับเบี้ยประกันภัยพิบัติ ซึ่งสูงกว่างบของ 4 องค์กรรวมกัน พร้อมตั้งคำถามถึงข้อมูลบริษัทประกันภัยที่ได้รับเงิน จำนวนเงินที่แต่ละบริษัทได้รับ และการมีบริษัทรับประกันภัยต่อหรือไม่
และยังตั้งคำถามถึงความซ้ำซ้อนของหน่วยงานรัฐจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาน้ำท่วม แต่ยังไม่สามารถบริหารจัดการวิกฤตได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเสนอว่าหากรัฐบาลต้องการสร้างวินัยการเงินการคลังจริง ควรทบทวนงบประมาณก้อนใหญ่และประสิทธิภาพของหน่วยงานรัฐทั้งระบบด้วย ไม่ใช่จำกัดการตรวจสอบอยู่เพียง 4 องค์กร
พรรคประชาชนจึงเตรียมเสนอการแก้ไข พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ ทั้งระบบ เพื่อผลักดัน Zero-Based Budgeting และนำงบประมาณรวมถึงหนี้นอกงบประมาณมาแสดงในระบบงบประมาณรวมให้เห็นภาพรวมทั้งหมด
ขณะที่ข้อเสนอของฝ่ายต่าง ๆ ยังคงแตกต่างกัน ตั้งแต่การยกเลิก Earmarked Tax การคงไว้แต่ลดเพดาน ไปจนถึงการปรับระบบตรวจสอบโดยไม่แตะต้องแหล่งรายได้โดยตรง ทำให้ประเด็น "ภาษีบาป" กลายเป็นมากกว่าการจัดสรรงบประมาณ แต่เป็นข้อถกเถียงว่า รัฐควรบริหารเงินภาษีอย่างไร และองค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐควรพึ่งพาเงินจากรัฐในระดับใดจึงจะยังรักษาความเป็นอิสระไว้ได้
ปภ.โอนเงินน้ำท่วม 10,453 ครัวเรือน 9 ต.ค. วงเงิน 94 ล้านบาท
กทม.เร่งพร่องน้ำ เตรียมรับฝน 10–13 ต.ค. ห่วงฝั่งตะวันออกยังเปราะบาง
จำคุก "อดีตพระอลงกต" 742 ปี "หมอบี" 386 ปี 1,840 เดือน คดีเงินวัดพระบาทน้ำพุ
กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ
在泰自豪党议员素帕猜·贾伊萨穆特先生启动公众咨询程序,准备对四项法律进行修订草案后,有关国家预算管理的辩论愈演愈烈。
关键在于取消从烟酒消费税(即“罪恶税”)中拨付给四个机构的专项资金:泰国健康促进基金会(ThaiHPF)、泰国公共广播服务公司(Thai PBS)、老年人基金和国家体育发展基金。目前,这些机构每年共获得约120亿至140亿泰铢的拨款。
新方法是允许这些组织通过议会机制,在年度预算法案中申请拨款。
政府正在推进取消预算外拨款制度的进程。
政府为这一改变辩解说,这是财政改革的一部分,旨在将预算外资金重新纳入财政体系,使政府和议会能够全面了解资金的使用情况。
总理办公室发言人埃卡波普·皮恩皮塞斯博士表示,该法案的立法程序始于议员提交草案并征求公众意见。由于该法案涉及财政,因此必须先提交总理批准,才能提交众议院审议。
政府坚称,这一原则符合其确保国家预算透明度和公众监督的既定政策。政府将之前的预算制度比作一家面馆,每份面食售价50泰铢,其中一部分收入(例如水费或猪肉费)会落入他人口袋,导致店主无法了解收支的全貌。
因此,政府认为,将部分纳税人的钱挪用到预算之外,会妨碍行政部门全面掌控全局,并可能引发有关成本效益或裙带关系分配的质疑。此外,之前的议会报告制度仅允许行政部门确认收到预算,而没有赋予议会直接调整或批准预算的机会。
埃卡波普博士还援引了佛历2561年(2018年)《公共财政和财政纪律法》第26条,该条规定了税收征管的标准。政府认为,部分机构仍能直接收取税款是该法过渡条款所致。同时,财政部正在起草部级规章,以支持将税收征管系统纳入新的框架。他强调,此次系统调整并非旨在减税或偏袒酒类和烟草生产商。
他否认了媒体收购的指控,坚称他只触及了财务方面,并没有干预管理结构。
针对将泰国公共电视台纳入常规预算体系将使政府能够干预公共媒体工作的担忧,政府坚称该法律草案仅涉及“资金来源”,并未改变行政结构、政策委员会或董事会的组成,不影响观众委员会,也不涉及节目制作过程或编辑团队的自由。
政府还指出,现有体系存在预算限制。泰国公共服务委员会(Thai PBS)的拨款上限为烟酒税的1.5%,且每年不超过20亿泰铢。老年人基金的上限为每年40亿泰铢。如果泰国进入超老龄化社会,这些资金可能不足以满足老年人的福利、养老金或就业促进需求。然而,如果将这些资金纳入常规预算体系,议会可以根据需要考虑增加预算。
政府还质疑泰国公共广播公司(Thai PBS)的效率,指出虽然该公司拥有约 1500 名正式员工,但其预算的一半左右用于外包节目制作,以及支付给高级管理人员和顾问的薪酬,其中一些人每月收入超过 20 万泰铢。
他们还质疑议会是否应该有权进行审查,并指出泰国公共广播公司应该更加积极地回应公众的需求,例如播放青少年足球联赛以促进体育运动。
这一做法与政府2027和2028财年的预算改革计划相一致,该计划旨在实施零基预算制度。这意味着逐项审查预算项目,并将数据公开,使公民能够利用包括人工智能在内的技术来监督资金流向。
反对派认为预算是经济命脉,迫使政府进行“自我审查”。
反对派认为问题不仅在于预算透明度,还在于公共机构的“财政独立性”。然而,人民党曼谷国会议员、财政事务委员会副主席、泰国公共广播公司(Thai PBS)前政策委员会成员阿努颂·塔玛猜副教授博士则认为,公共媒体必须独立监督国家权力,而运营独立性与财政独立性密不可分。泰国公共广播公司直接接受“罪恶税”资助的设计,旨在防止媒体受制于政府或资本集团的意志。
一个主要担忧是,如果泰国公共广播公司(Thai PBS)在履行监督政府或揭露腐败的职责时必须通过年度预算寻求资金,那么多数党政府可能会利用预算程序施加压力,例如削减预算或暗示下一年不会提供资金。这可能导致一些担心自身地位的高管进行“自我审查”,最终导致这家公共广播机构丧失维护公众利益的勇气。
副教授阿努颂博士不同意将资金引入议会制度总能带来更好的监督这一假设,因为在实践中,议会的预算决定是由政府多数派做出的,并非完全基于理性。
他以学生贷款基金(SLF)为例,指出该基金的预算削减影响了学生,并对该基金的政治环境及其裙带关系、政治操纵和政治回避表示担忧。他认为,将约20亿泰铢纳入预算程序可能会受到此类政治影响,从而带来风险。
反对者还指出,泰国公共广播公司(Thai PBS)已经建立了一套制衡机制,包括一个独立的18人遴选委员会、一个观众委员会、一个内部审计委员会,以及泰国审计署(OAG)的审计。因此,不应以透明度问题为由直接改变其收入来源。
针对偏袒某些商业集团的“部长级条例”发出警告;揭露泰国健康促进基金会(ThaiHPF)董事会受到政治势力操纵。
阿努颂副教授博士关注的另一个问题是,政府使用“部级规章”而非在法案中制定指导方针。法案明确规定了资金用途,而部级规章更容易修改,也更容易受到政治因素的影响。这可能会造成漏洞,使某些资本集团,尤其是在选举期间,得以减少罪恶税。
随后,发言者提出了一种最糟糕的情况,暗示可能会降低烟酒公司的税收以换取政治利益。埃卡波普博士反驳说,这只是最糟糕的情况,没有哪个政治家敢这么做,因为民众可以通过选举惩罚他们。
阿努颂副教授博士还声称,目前一些政治派别试图通过干预泰国健康促进基金会(ThaiHPF)董事会的资金使用来发出信号或下达指令。他将此与泰国公共服务委员会(Thai PBS)进行了比较,后者通过遴选程序防止政治人物进入其政策委员会,因此他认为,收入来源的独立性是另一项重要的保障措施。
同时,如果政府想要真正了解财政状况,可以使用综合预算系统,在预算系统内报告循环基金的数据,而无需取消直接分配的资金。
蓝橙阵营背后的政治。
讨论还延伸到对政治网络的指控。埃卡波普博士指出,泰国公共广播公司(Thai PBS)、泰国健康促进基金会(ThaiHPF)、消费者保护委员会、国家卫生安全办公室(NHSO)以及公共卫生非政府组织等各个机构中的个人,通过意识形态网络相互联系,并可能参与与“橙色网络”相关的互利资金转移。
副教授阿努颂博士认为,这些公民社会网络是由具有理想和公共精神的人组成的,他们不受政党的指挥,并将他们比作他眼中以裙带关系为特征的“蓝色政权”。然而,埃卡波博士反驳说,进步运动的初衷并非相信“好人”的空谈,而是相信一个人人平等、通过代表对人民负责的制度。
“Korn”找到了一个折衷方案,提议保留特定税收,但削减预算上限。
前财政部长、民主党国会议员 Korn Chatikavanij 先生建议从三个原则来看待这个问题:媒体和泰国健康促进基金会 (THPF) 的独立性、纳税人资金使用的透明度,以及对所有使用纳税人资金的组织的成本效益进行审查。
科恩先生认为,将该组织纳入常规预算体系并不能保证更高的透明度或资金效益,因为常规体系下的预算仍然可以通过多数投票和政治影响进行分配。
科恩先生还指出,自泰国公共电视台成立近20年来,媒体格局发生了显著变化。电视收视率下降,传统媒体影响力减弱,而数字技术使得制作高质量媒体更具成本效益。因此,预算应根据实际情况进行调整。
根据对财务报表的审查,科恩先生指出,泰国公共广播公司(Thai PBS)已积累约40亿泰铢的存款。扣除负债和合同义务后,该公司拥有约31亿泰铢的现金。因此,他认为该机构在未来几年内或许能够继续运营,而无需额外的补贴。
然而,他并未提议取消专项税,而是建议保留该税收制度以维护其独立性,同时将上限从20亿泰铢调整为反映实际支出。例如,如果过去三年的平均支出约为8亿泰铢,则上限应设定在8亿泰铢左右,允许各机构自行创造超过该金额的收入。
此外,科恩先生批评泰国公共广播公司(Thai PBS)向国会提交报告的机制效率低下,指出2019年国会仅审议了2017年的预算报告,且每年仅分配约两小时用于质询。他建议利用现有的常设委员会持续审查这四个机构的成本效益和支出情况,并表示民主党正在准备一项平行法案以支持这一做法。
科恩先生还质疑国家体育发展基金和老年人基金的部分职责是否与其各自所属部委的职责存在重叠。例如,他询问体育基金的运作是否可以由旅游和体育部管理,以及为老年人创造就业机会的贷款是否应由社会发展和人类安全部负责。他还建议进行评估,以确定这些贷款是否真正创造了就业机会以及还款率是多少。
科恩先生还指出,如果取消专项税制度真的是为了财政纪律,为什么这项举措不是由总理、财政部长或主管经济事务的副总理发起,而是由泰自豪党议员发起?此外,财政部和财政部长至今没有给出明确解释,这让他怀疑其中存在政治动机。
反对派指出,泰国公共广播公司(Thai PBS)并非极其富有。
反对党领袖顾问、人民党执行团队成员、前预算委员会成员皮昂潘·汶克拉姆女士表示,她在议会的经验表明,尽管反对党可以用数据和推理进行辩论,但最终的投票结果取决于政府的多数席位。
许多项目在未能充分解答其必要性或成本效益等问题的情况下就获得批准。例如,地下水井项目、太阳能电池、云系统和人工智能项目,资助机构有时无法清晰地解释其应用和预期成果。
关于泰国公共广播公司(Thai PBS),皮昂潘女士表示,2024年的财务报表显示亏损,而2025年的预算预计仅能盈利约6000万泰铢。收入和支出大致持平,因此不应认为该机构资金过剩。支出增加的部分原因是为拓展传播渠道和数字平台以覆盖更广泛的受众。
然而,人们普遍认为,所有使用纳税人资金的组织都必须承担责任,并应向公众披露信息,以便公众能够对其进行审查和质询。
科恩先生和皮昂潘女士都认为,评估公共媒体的有效性不应仅仅以其内容质量来衡量,还应考虑所有平台上的受众数量、核实虚假新闻的能力以及道德标准。缺乏受众的高质量内容可能社会影响力有限。
临近尾声时,反对派质问政府,如果目标是改革财政纪律,为什么他们只关注审查总额仅为 120 亿至 140 亿泰铢的四个组织的预算,而不是从超过 3 万亿泰铢的国家预算入手。
皮昂潘女士举例说,灾害保险费的预算约为150亿泰铢,高于这四个组织预算的总和。她随后质疑了有关收到赔款的保险公司、每家公司收到的金额以及是否有再保险公司参与的信息。
该报告还质疑了众多政府机构参与应对洪灾问题的冗余性,以及它们未能有效应对危机。报告建议,如果政府真心想要建立财政纪律,就应该审查其庞大的预算和所有政府机构的效率,而不是仅仅将监督范围限制在四个机构。
因此,人民党正准备提出对《预算程序法》进行系统性修改,以促进零基预算,并将预算(包括预算外债务)纳入综合预算体系,以提供全面的概览。
尽管各方提出的方案仍然存在分歧,从废除专项税、保留专项税但降低上限,到改革审计制度而不直接触及收入来源,不一而足,“罪恶税”问题已经不仅仅是预算分配的问题;它引发了一场关于国家应该如何管理税款以及政府监督机构应该在多大程度上依赖国家资金来维持其独立性的辩论。
10月9日,泰国防灾减灾厅(DDPM)向10453户家庭发放了洪水救济金,总额达9400万泰铢。
曼谷加快排水工作,为10月10日至13日的降雨做准备,并对该市东部地区的脆弱性表示担忧。
前僧侣阿隆科特因涉及帕巴特南普寺的挪用公款案被判处 742 年监禁,“蜜蜂医生”被判处 386 年或 1840 个月监禁。
国家体育发展基金