เมื่อโลกไม่กลับไปเหมือนเดิม ประเทศไทยต้องลงทุนอะไร? เพื่อให้ภาคธุรกิจเติบโตได้ท่ามกลางความผันผวน鉴于世界格局已发生巨大变化,泰国应该投资哪些领域以确保在动荡的市场环境中实现业务增长?
เปิดมุมมอง 4 ผู้นำธุรกิจใหญ่ CP-KBank-B.Grimm-Indorama Ventures ชี้ทางออกเศรษฐกิจไทย ต้องเร่งลงทุน “คน-เทคโนโลยี-โครงสร้างพื้นฐาน-ระบบการเงิน” พลิกความผันผวนเป็นโอกาส เชื่อมไทยสู่ตลาดโลก

เศรษฐกิจ การเงิน ลงทุน และ อสังหาริมทรัพย์
# การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ
# Bangkok Business Summit 2026
สุดยอดเกมการเงิน Nvidia - Nebius เมื่อ “ชิป” กลายเป็นหลักประกันเงินกู้ | Digital Frontiers EP.75
เปิดมุมมอง 4 ผู้นำธุรกิจใหญ่ CP-KBank-B.Grimm-Indorama Ventures ชี้ทางออกเศรษฐกิจไทย ต้องเร่งลงทุน “คน-เทคโนโลยี-โครงสร้างพื้นฐาน-ระบบการเงิน” พลิกความผันผวนเป็นโอกาส เชื่อมไทยสู่ตลาดโลก
ส่องงบ 6.3 หมื่นล้าน พลิกโฉม 5 จังหวัดใต้ ฟื้นฟูหาดใหญ่ 2.5 หมื่นล้าน
ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่ยังเผชิญโจทย์การเติบโตต่ำ ขณะที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า เทคโนโลยี AI ภัยพิบัติทางธรรมชาติ และการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทาน คำถามสำคัญ นอกจาก “ธุรกิจจะรับมืออย่างไร” แต่คือ ประเทศไทยจะต้องลงทุนอะไร เพื่อสร้างเครื่องยนต์การเติบโตชุดใหม่
คำถามนี้ถูกหยิบขึ้นมาถกในเวทีสำคัญ The Bangkok Business Summit 2026 ช่วง Business Building the Future: Winning in Turbulence ซึ่งรวมมุมมองจากผู้บริหารธุรกิจขนาดใหญ่ของไทย ทั้งเครือเจริญโภคภัณฑ์ ธนาคารกสิกรไทย บี.กริม และอินโดรามา เวนเจอร์ส
โดยภาพที่สะท้อนจากเวทีเดียวกัน คือ โลกที่ผันผวนกำลังบังคับให้ไทยต้องตัดสินใจเรื่องการลงทุนใหม่ ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน การเกษตร เทคโนโลยี ระบบการเงิน ไปจนถึงการพัฒนาคน เพราะหากประเทศไทยต้องการหลุดพ้นจากกับดักการเติบโตต่ำ การลงทุนเหล่านี้ต้องเชื่อมต่อกันเป็นระบบ
“ศุภชัย” ชี้ไทยมีแต้มต่อ ต้องเปลี่ยนความได้เปรียบให้เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจ
ศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) มองว่า แม้การทำธุรกิจในปัจจุบันเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ การเข้ามาของ AI และข้อจำกัดภายในประเทศจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อยู่ในระดับต่ำ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ไทยยังมีจุดแข็งที่สามารถนำมาพัฒนาเป็นโอกาสได้
หนึ่งในนั้นคือ เกษตรและอาหาร ซึ่งไทยมีข้อได้เปรียบจากที่ตั้งทางภูมิศาสตร์และความมั่นคงทางอาหาร โดยยกตัวอย่าง “ทุเรียน” ที่กลายเป็นสินค้าส่งออกสำคัญและสร้างตลาดมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ยังมีโอกาสต่อยอดไปสู่อาหารแปรรูป อาหารแช่แข็ง และธุรกิจในห่วงโซ่ที่เกี่ยวข้องอีกมาก
โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การมองให้เห็นว่า ภูมิภาคต้องการอะไร แล้วไทยจะลงทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตได้อย่างไร
ศุภชัย มองว่า การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านเกษตร เช่น ระบบชลประทาน ควบคู่กับเทคโนโลยีอย่าง Smart Farming และ AI จะช่วยเพิ่มผลผลิต สร้างความมั่นคงให้ภาคเกษตร และส่งต่อประโยชน์ไปยังธุรกิจขนาดเล็ก การจ้างงาน และอุตสาหกรรมที่อยู่ในห่วงโซ่เดียวกัน
อีกเรื่องที่ต้องเดินคู่กันคือ Digital Infrastructure เพราะ AI จะสร้างผลลัพธ์ได้เต็มศักยภาพก็ต่อเมื่อประเทศมีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เพียงพอ และการเปลี่ยนผ่านไม่ควรเกิดขึ้นแบบต่างคนต่างทำ หากต้องการให้เกิดผลต่อเศรษฐกิจในระดับประเทศ ภาครัฐและเอกชนต้องขยับไปในทิศทางเดียวกัน
ศุภชัยยังให้น้ำหนักอย่างมากกับ การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะการปฏิรูปการศึกษา การสร้าง Talent และการดึงดูดบุคลากรต่างชาติ เพื่อยกระดับไทยให้เป็นฐานด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ทั้ง AI หุ่นยนต์ วัสดุศาสตร์ BI และการแพทย์
ในมุมของเขา เทคโนโลยีจะเดินหน้าได้ต้องมี “คน” รองรับ และหากประเทศไทยสร้างระบบที่ทำให้คนเก่งสามารถแสดงศักยภาพได้ พร้อมเปิดรับ Talent จากต่างประเทศ ก็มีโอกาสยกระดับประเทศขึ้นเป็น Hub ใหม่ในภูมิภาค
รวมถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมที่ไม่ควรถูกมองแยกออกจากเศรษฐกิจ เพราะภัยพิบัติที่รุนแรงขึ้นกำลังกลายเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจโดยตรง การลงทุนเพื่อป้องกันและรับมือกับปัญหาสิ่งแวดล้อมจึงเป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนเพื่อความยั่งยืนเช่นกัน
“ประเทศไทยโชคดีทางภูมิศาสตร์ เราเชื่อมจีน อินเดีย และเอเชียใต้ได้ หากลงทุนอย่างถูกต้อง เราสามารถเพิ่มการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ และหัวใจสำคัญคือการลงทุนในทรัพยากรบุคคล”
และเมื่อถามถึงตัวแปรที่จะเข้ามาเปลี่ยนเกมประเทศไทย ศุภชัย ยังชี้ไปที่ AI โดยมองว่าหากนำ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐและภาคธุรกิจได้จริง ผลกระทบจะขยายไปในวงกว้าง
“ขัตติยา” ชี้เงินทุนต้องไหลไปถูกจุด พร้อมเปิดระบบให้ธุรกิจไทยแข่งขันได้
หากศุภชัยมองจากด้านโครงสร้างเศรษฐกิจ ขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย มองต่อจากอีกด้านว่า การจะเปลี่ยนโอกาสให้เกิดขึ้นจริงจำเป็นต้องมี ระบบการเงินที่เข้าไปสนับสนุนการลงทุนอย่างถูกทิศทาง
เธอชี้ว่า จากทิศทางในรายงานของธนาคารโลก ประเทศไทยมีโอกาสพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคตหลายกลุ่ม แต่การสร้างอุตสาหกรรมใหม่ไม่สามารถอาศัยเพียงเงินทุน โดยภาคการเงินต้องเข้าใจว่าธุรกิจกลุ่มใดมีศักยภาพในระยะยาว และเข้าไปสนับสนุนทั้ง เงินทุน การเข้าถึงตลาด เทคโนโลยี และการเชื่อมต่อกับ Supply Chain ระดับโลก บทบาทของธนาคารจึงต้องเปลี่ยนจากการรอลูกค้ามาขอสินเชื่อ ไปสู่การ ตามให้ทันการเปลี่ยนแปลงของลูกค้าและอุตสาหกรรม
“เงินทุนต้องลงไปถูกจุด ที่สร้างผลต่อการเติบโตระยะยาวของประเทศจริงๆ”
ขณะที่อีกเงื่อนไขที่เธอมองว่าสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ คือ การเปิดกว้าง ในการเพิ่มการแข่งขันระดับประเทศ
“ฮาราลด์ ลิงค์” สวนกระแสความกังวล โลกเปลี่ยนเร็ว แต่ไทยมีโอกาสมากกว่าที่คิด
ในขณะที่หลายธุรกิจกำลังเผชิญความไม่แน่นอน ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) กลับมองสถานการณ์ด้วยท่าทีที่เป็นบวก ว่า จากประสบการณ์ของ B.Grimm ที่ดำเนินธุรกิจในไทยมายาวนาน เขามองว่าโลกผ่านวิกฤติมาแล้วหลายครั้ง และสถานการณ์ปัจจุบันไม่ใช่เหตุผลที่จะทำให้ธุรกิจต้องหยุดเดินหน้า
สำหรับประเทศไทยเองยังมีจุดแข็งด้านสภาพแวดล้อมในการทำธุรกิจ ความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ และการที่ไทยสามารถเป็นพันธมิตรกับหลายฝ่ายได้ เขาจึงมองว่า AI เป็นโอกาสในการเรียนรู้และสร้างสิ่งใหม่ เช่นเดียวกับการที่ธุรกิจต้องสร้างสภาพแวดล้อมให้คนรุ่นใหม่อยากเข้ามาทำงาน พร้อมเปิดพื้นที่ให้เกิดความร่วมมือระหว่างบริษัทและพันธมิตรทางธุรกิจ
“ผมคิดว่าเรากำลังอยู่ในจังหวะที่ดีที่สุด เพราะเราเคยผ่านวิกฤติมาหลายครั้ง และตอนนี้โลกกำลังเปิดโอกาสใหม่ให้เรา”
พร้อมย้ำหลักคิดของ B.Grimm ที่ดำเนินธุรกิจในไทยมายาวนานว่า “เราอยู่ในประเทศไทยมา 150 ปี เราไม่เคยยอมแพ้ เราเรียนรู้อยู่เสมอ” ซึ่งอาจจะสรุปได้ว่า สำหรับเขา สิ่งที่ธุรกิจไทยต้องมีในเวลานี้คือ ความคิดบวก ความกล้า และการร่วมมือกับพันธมิตรที่ดี
“อาลก โลเฮีย” ชี้โจทย์โลกวันนี้คือ Overcapacity ไทยต้องกล้าออกไปหาลูกค้า
ด้าน อาลก โลเฮีย (Aloke Lohia) รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) มองจากประสบการณ์ของบริษัทที่เดินหน้าสู่ตลาดโลกมาอย่างต่อเนื่องว่า ทุกวิกฤติล้วนมีโอกาสซ่อนอยู่
สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน ปัจจัยท้าทายไม่ได้มีเพียงภาษีสหรัฐฯ หรือสงครามการค้า แต่ยังรวมถึง ภาวะกำลังการผลิตส่วนเกิน หรือ Overcapacity ในหลายอุตสาหกรรมทั่วโลก
ทางออกจึงต้องกลับมาที่การปรับตัวของธุรกิจ การสร้างขีดความสามารถใหม่ และการมองหาโอกาสในการทำงานร่วมกันข้ามอุตสาหกรรม เขามองว่า ธุรกิจไทยไม่ควรจำกัดตัวเองอยู่กับตลาดในประเทศ เพราะไทยยังสามารถเป็นฐานที่แข็งแกร่งในการออกไปสู่ตลาดโลก ขณะเดียวกัน การดึงบริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทยก็เป็นอีกช่องทางที่จะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ
แต่สุดท้ายแล้ว ปัจจัยที่จะตัดสินว่าไทยจะคว้าโอกาสเหล่านี้ได้หรือไม่ ยังคงกลับมาที่ “คน” หากประเทศไทยสามารถพัฒนาคนและบริหารจัดการ Talent ได้ดี ก็จะเพิ่มความสามารถในการดึงดูดการลงทุนและยกระดับประเทศไทยในห่วงโซ่ธุรกิจโลก และสำหรับภาคธุรกิจไทย เขามองว่าถึงเวลาที่ต้องรวบรวมความกล้า ออกไปหาตลาดที่มีลูกค้ารออยู่
“ไทยเป็นฐานที่แข็งแกร่งในการออกไปตลาดโลก นักธุรกิจต้องรวบรวมความกล้าในการไปในตลาดที่มีลูกค้ารออยู่”
แม้ผู้บริหารทั้ง 4 คนจะมาจากคนละอุตสาหกรรม แต่สิ่งที่สะท้อนร่วมกันจากเวที Business Building the Future: Winning in Turbulence คือ เศรษฐกิจไทยไม่สามารถรอให้โลกกลับมานิ่งก่อนแล้วค่อยเติบโต
ประเทศไทยยังมีแต้มต่อ ทั้งภูมิศาสตร์ ฐานการผลิต อาหาร การแพทย์ ความสัมพันธ์กับนานาประเทศ และศักยภาพของภาคเอกชน เพียงแต่แต้มต่อเหล่านี้ต้องถูกเปลี่ยนให้เป็นการลงทุนที่สร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ในวันที่เครื่องยนต์เดิมกำลังโตได้ยากขึ้น
และทั้งนี้ หากประเทศไทยต้องการก้าวออกจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง การลงทุนอาจไม่สามารถวัดผลด้วยตัวเลขผลตอบแทนระยะสั้นเพียงอย่างเดียว เพราะสิ่งที่ต้องสร้างขึ้นพร้อมกันคือ ความสามารถในการแข่งขันของคน ธุรกิจ และประเทศ เพราะท้ายที่สุด ความผันผวนอาจเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ แต่สิ่งที่ประเทศไทยเลือกได้ คือ จะตั้งรับกับความเปลี่ยนแปลง หรือใช้จังหวะนี้ลงทุนเพื่อสร้างตำแหน่งใหม่ให้ตัวเองในเศรษฐกิจ.
อ่านข่าวเศรษฐกิจและนโยบายรัฐ กับ ThairathMoney เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี ได้ที่
https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney
อุมาภรณ์ พิทักษ์ เศรษฐกิจ การเงิน ลงทุน และ อสังหาริมทรัพย์
经济、金融、投资和房地产。
# 创造经济机会
# 2026年曼谷商业峰会
英伟达终极金融游戏——Nebius——“芯片”成为贷款抵押品 | 数字前沿 第75期
来自正大集团、开泰银行、B.Grimm 和 Indorama Ventures 的四位商业领袖发表了他们的观点,指出对“人才、技术、基础设施和金融体系”的紧急投资是将波动性转化为机遇并将泰国与全球市场连接起来的关键。
一份总额达 630 亿泰铢的预算案正在酝酿之中,用于改造泰国南部 5 个省份,其中包括 250 亿泰铢用于合艾市的重建。
在泰国经济增长缓慢,以及地缘政治冲突、贸易战、人工智能技术、自然灾害和供应链转移等因素导致世界快速变化的背景下,除了“企业将如何应对?”之外,关键问题是:泰国需要进行哪些投资才能创造新的增长引擎?
在 2026 年曼谷商业峰会的“商业构建未来:在动荡中取胜”环节中,提出了这个问题进行讨论。该环节汇集了泰国主要企业高管的观点,包括正大集团、开泰银行、B.Grimm 和 Indorama Ventures。
同一论坛反映出,动荡的世界局势迫使泰国做出新的投资决策,涵盖基础设施、农业、科技、金融体系以及人力资源开发等领域。因为如果泰国想要摆脱低增长陷阱,这些投资必须作为一个系统相互关联。
“Supachai”指出,泰国拥有优势,必须将这种优势转化为经济发展的引擎。
正大集团(CP Group)高级副总裁 Supachai Chearavanont 认为,尽管当前商业实践面临来自各方面的挑战——包括地缘政治、人工智能的兴起以及经济增长缓慢带来的国内限制——但泰国也拥有可以转化为机遇的优势。
泰国的一大优势在于农业和食品领域,这得益于其优越的地理位置和粮食安全状况。例如,榴莲已成为泰国的主要出口产品,创造了价值数十亿美元的市场,同时,泰国在加工食品、冷冻食品以及整个供应链的相关业务方面仍有拓展空间。
因此,关键在于确定该地区的需求以及泰国如何投资以提高其生产能力。
苏帕猜认为,投资农业基础设施(如灌溉系统)并结合智能农业和人工智能等技术,将有助于提高生产力,稳定农业部门,并将效益转化为小型企业、就业机会以及同一供应链内的其他产业的发展。
另一个关键方面是数字基础设施。人工智能只有在一个国家拥有充足的数字基础设施时才能充分发挥其潜力,而且这种转型不应孤立进行。为了在国家层面获得显著的经济效益,公共部门和私营部门必须朝着同一个方向努力。
苏帕猜还非常重视对人力资源的投资,特别是教育改革、人才培养和吸引外国人才,以提升泰国在人工智能、机器人、材料科学、商业智能和医学等领域的技术和创新中心地位。
在他看来,科技只有在“人”的支持下才能进步,如果泰国建立一个能够让有才华的人展现潜力并欢迎海外人才的体系,就有机会将泰国提升为该地区的新中心。
环境问题不应与经济割裂看待,因为日益严重的自然灾害正造成直接的经济损失。因此,投资于环境预防和应对是投资于可持续发展不可或缺的一部分。
“泰国地理位置优越,可以与中国、印度和南亚地区连接。如果我们进行明智的投资,就能促进经济增长,而关键在于投资人力资源。”
当被问及对泰国而言具有变革意义的因素时,苏帕猜指出人工智能,他认为如果人工智能能够用于提高政府和商业部门的效率,其影响将是广泛的。
卡蒂亚强调,资本必须流向正确的地方,而且体系必须开放,才能使泰国企业参与竞争。
Supachai 从结构性经济角度看待这个问题,而开泰银行首席执行官 Khattiya Indravichai 则从另一个角度出发,他表示,将机遇转化为现实需要一个支持正确方向投资的金融体系。
她指出,根据世界银行的报告,泰国拥有发展多个未来产业的机遇。然而,创建新兴产业不能仅仅依靠资本;金融部门必须了解哪些行业具有长期发展潜力,并在资金、市场准入、技术以及与全球供应链的对接等方面提供支持。因此,银行的角色必须从被动等待客户申请贷款转变为积极主动地适应客户和行业的变化。
“资金必须投资于正确的地方,投资于真正有助于国家长期发展的领域。”
她认为对国家竞争力至关重要的另一个条件是,在日益激烈的国内竞争中保持开放态度。
哈拉尔德·林克驳斥了这些担忧,他表示,尽管世界正在快速变化,但泰国拥有的机会比以前想象的要多。
尽管许多企业面临不确定性,但B.Grimm Power Public Company Limited董事长兼首席执行官Harald Link博士对当前形势持乐观态度。基于B.Grimm在泰国多年的运营经验,他认为世界此前经历过许多危机,目前的形势并非企业停止运营的理由。
泰国自身在营商环境、与各国的关系以及与各方建立伙伴关系的能力方面都具有优势。因此,他认为人工智能是一个学习和创造新事物的契机。同样,企业需要营造一个吸引年轻人工作的环境,同时也要为企业和商业伙伴之间的合作创造空间。
“我认为我们现在正处于最好的时期,因为我们经历了许多危机,现在世界正在为我们开辟新的机遇。”
他重申了B.Grimm的核心理念,这一理念一直指导着他们在泰国的长期业务运营:“我们在泰国已有150年的历史。我们永不放弃,我们始终在学习。” 他总结道,在他看来,泰国企业目前最需要的是积极的心态、勇气以及与优秀合作伙伴的协作。
阿洛克·洛希亚指出,当今全球面临的挑战是产能过剩,泰国必须敢于走出去寻找客户。
Indorama Ventures Public Company Limited 的首席执行官 Aloke Lohia 认为,公司不断拓展全球市场的经验,是每次危机中都隐藏着的机遇。
在当前形势下,挑战不仅限于美国关税或贸易战,还包括全球许多行业的产能过剩。
因此,解决方案必须回归商业适应、构建新能力以及寻求跨行业合作机会。他认为,泰国企业不应局限于国内市场,因为泰国仍然可以成为拓展全球市场的坚实基础。同时,吸引外国公司来泰投资也是创造经济机遇的另一途径。
然而,归根结底,泰国能否抓住这些机遇的决定性因素仍然在于“人”。如果泰国能够有效开发人力资源并管理人才,就能增强吸引投资的能力,提升其在全球商业供应链中的地位。至于泰国企业,他认为现在是时候鼓起勇气,寻找那些客户翘首以盼的市场了。
“泰国是拓展全球市场的强大基地。商人必须鼓起勇气进入那些顾客翘首以盼的市场。”
尽管这四位高管来自不同的行业,但在“构建未来商业:在动荡中取胜”论坛上反映出的一个共同主题是,泰国经济不能等到世界稳定下来才能增长。
泰国在地理位置、制造业基础、食品、医疗保健、国际关系以及私营部门潜力等多个领域仍然拥有优势。然而,在现有经济增长日益艰难的当下,这些优势必须转化为增值投资,以打造新的经济增长引擎。
此外,如果泰国想要摆脱中等收入陷阱,就不能仅仅以短期回报来衡量投资。同时,还需要提升泰国人民、企业和国家的竞争力。最终,经济波动是无法控制的,但泰国可以选择被动应对变化,也可以抓住机遇进行投资,从而在经济中树立新的地位。
通过 ThairathMoney 阅读经济新闻和政府政策,帮助您实现“更美好的财务生活”。
https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics
请点击以下链接关注Thairath Money的Facebook主页:https://www.facebook.com/ThairathMoney
Umaporn Pitak,专攻经济学、金融、投资和房地产。