“ยศชนัน”กางโรดแมป Deep Tech วาดฝันสร้าง Siam Silica เปิดรับนักลงทุน-ดึงผู้เชี่ยวชาญระดับโลกYotchanan公布了深度科技发展路线图,构想创建暹罗硅业,欢迎投资者并吸引世界级专家。
“ยศชนัน” ชี้ไทยต้องเร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ ปูรากฐานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และพัฒนาคน ผลักดันอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงดึงดูดการลงทุน หนุนวิจัยเชิงลึกรับมือยุค AI

ชญานิษฐ์ เชื้อกสิการ (โฟม)
Senior Content Creator at Thairath Money
# การประชุม Bangkok Business Summit 2026
# ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
# Local Growth Engine
อยากลงทุนหุ้นอเมริกา แต่หุ้นเทคฯแพงแล้ว หรือจะไป Non-Tech ดี? | Money Issue EP.68
“ยศชนัน” ชี้ไทยต้องเร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ ปูรากฐานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และพัฒนาคน ผลักดันอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงดึงดูดการลงทุน หนุนวิจัยเชิงลึกรับมือยุค AI
กระทรวงพลังงานฟันเพิ่ม 5 คลังน้ำมันกักตุนเก็งกำไร
ปฏิเสธไม่ได้ว่าประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งค้นหาเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ในงานประชุม ‘The Bangkok Business Summit 2026’ ภายใต้แนวคิด ‘Reinvent Thailand, Resilient ASEAN’ เวทีเสวนาความร่วมมือภาครัฐและเอกชนครั้งสำคัญ ผนึกกำลังผู้นำของไทย พันธมิตรด้านการพัฒนาระดับโลก และนักลงทุนต่างชาติ เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สถานะประเทศรายได้สูง
ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ร่วมเสวนาในช่วง “เปิดพรมแดนใหม่ แพลตฟอร์มการลงทุนยุคหน้า - ความหลากหลายอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ภายใต้หนึ่งข้อเสนอ” (New Horizons The Next Investment Platform: Diverse Industries of the Future, One Proposition)
โดยได้สะท้อนทิศทางอนาคตผ่านประสบการณ์ในอดีต เมื่อครั้งที่ลูกศิษย์เคยถามถึงโอกาสเติบโตในสายงานส่วนต่อประสานระหว่างสมองกับคอมพิวเตอร์ (BCI) รวมถึงอุตสาหกรรมเทคโนโลยีประสาทและเทคโนโลยีสุขภาพ (Neurotech & HealthTech) ซึ่งในเวลานั้นยังไม่มีภาคอุตสาหกรรมรองรับโดยตรง คำตอบจึงเป็นการผลักดันให้พวกเขานำความรู้ไปต่อยอดเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneur) เพราะอุตสาหกรรมการผลิตแบบเดิมไม่อาจขับเคลื่อนการเติบโตในยุคใหม่ได้อีกต่อไป
ด้วยเหตุนี้ ภารกิจหลักในปัจจุบันจึงมุ่งเน้นไปที่การขับเคลื่อนเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep Technology) โดยการผสานพลังระหว่างเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยีประสาทเข้ากับฐานความแข็งแกร่งดั้งเดิมของประเทศ เพื่อเปลี่ยนงานวิจัยจากบนหิ้งสู่การสร้างนวัตกรรมระดับโลกอย่างยั่งยืน
ควบคู่ไปกับการยกระดับกำลังคนผ่านการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง ท่ามกลางกระแสการดิสรัปชันของปัญญาประดิษฐ์ (AI) สิ่งสำคัญคือการสร้างความแข็งแกร่งในวิทยาศาสตร์พื้นฐาน ทั้งฟิสิกส์ ชีววิทยา และข้อเท็จจริง ตลอดจนศาสตร์ทางด้านศิลปะ เพื่อให้ผู้คนเข้าใจมนุษย์ด้วยกันและเชื่อมโยงกับนานาชาติได้อย่างลึกซึ้ง
“ทิศทางการขับเคลื่อนประเทศสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูง จำเป็นต้องอาศัยเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ (New Growth Engine) ซึ่งการพึ่งพาแค่การผลิตแบบเดิมนั้นไม่เพียงพออีกต่อไป ประเทศไทยต้องหันมาสร้างรากฐานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และพัฒนาคนอย่างเป็นระบบ โดยกระทรวง อว. มุ่งมั่นที่จะยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ไฟเบอร์ออปติก และโฟโตนิกส์"
ล่าสุด อว. ได้ประกาศโครงการ “Siam Silica” เพื่อเปิดรับนักลงทุนและดึงดูดผู้เชี่ยวชาญระดับโลกเข้ามาสร้างฐานการผลิตและพัฒนากำลังคนในประเทศ เพื่อตอกย้ำศักยภาพการเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยง และโลจิสติกส์ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
นอกจากนี้ การสร้างความได้เปรียบที่แท้จริงยังต้องอาศัยจุดแข็งของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในเรื่อง “ความเป็นไร้พรมแดน” ที่ผสานเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ที่เชื่อมโยงตั้งแต่ตอนใต้ของจีน ลาว ไทย มาเลเซีย ไปจนถึงสิงคโปร์ ตลอดจนการขยายโอกาสเชื่อมต่อไปยังตลาดใหญ่อย่างอินเดีย เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกและสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มั่นคงต่อไป
Siam Silica ฝันใหญ่ พาไทยโตไกลกว่าเดิม
การเปิดตัวกรอบนวัตกรรม “Siam Silica Framework” เมื่อช่วงที่ผ่านมา มีหัวใจสำคัญอยู่ที่การพัฒนากำลังคนเพื่อรองรับระบบนิเวศอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของประเทศไทย
หลังจาก สอวช. ศึกษาและวิเคราะห์โอกาสของประเทศในอุตสาหกรรมนี้มาอย่างต่อเนื่อง พบว่าเซมิคอนดักเตอร์มีห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงกับหลายกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การจะพัฒนาทุกส่วนพร้อมกันจึงเป็นไปได้ยากและต้องใช้ต้นทุนสูง ไทยจึงจำเป็นต้องเลือกจุดที่มีศักยภาพและสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้สูงสุด
โดยความพร้อมด้านกำลังคน ประเทศไทยได้เตรียมแผนการจัดหาและพัฒนากำลังคนที่ชัดเจน หากส่วนใดยังขาดแคลน ก็พร้อมเปิดรับและดึงดูดผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเข้ามาทำงานร่วมกันแบบผสานความร่วมมือ
และเมื่อเจาะลึกถึงทิศทางการวิจัย ศ.ดร.ยศชนัน เห็นว่านวัตกรรมของไทยต้องต่อยอดจากฐานความเข้มแข็งดั้งเดิม ได้แก่ ภาคการเกษตร การผลิต อาหาร และการท่องเที่ยว ร่วมกับการใช้ประโยชน์จากระบบโลจิสติกส์ เพื่อยกระดับความสามารถในการผลิต โดยเป้าหมายคือการสร้างสตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์นที่นำทรัพยากรท้องถิ่น เช่น สารสกัดทางเภสัชกรรม เวชสำอาง หรือสมุนไพร มาสร้างเปรียบเทียบเชิงแข่งขันที่ไม่มีใครเลียนแบบได้
แนวทางนี้จะกลายเป็น “Local Growth Engine” ที่กระจายรายได้กลับคืนสู่ชุมชน โดยไทยสามารถใช้โมเดลบ่มเพาะร่วมกับสิงคโปร์ซึ่งมีระบบนิเวศเงินทุนที่แข็งแกร่ง แล้วจึงขยายฐานการผลิตและการสเกลอัพกลับมาที่ประเทศไทยได้ด้วยเช่นกัน
ส่วนการปรับเปลี่ยนงานวิจัยจากการ “ขึ้นหิ้ง” ไปสู่การประยุกต์ใช้จริง ศ.ดร.ยศชนัน เสนอว่าต้องเริ่มจากปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในท้องถิ่น เพราะจะทำให้ผู้วิจัยเกิดแรงบันดาลใจ และมีความเข้าใจปัญหานั้นดีที่สุด ผลงานวิจัยที่แก้ปัญหาพื้นที่ได้จริงยังสามารถตีพิมพ์ในวารสารระดับโลกอย่าง Nature, Science หรือ Cell และกลายเป็นนวัตกรรมที่ส่งออกไปแก้ปัญหาให้แก่ภูมิภาคอื่นที่มีบริบทใกล้เคียงกันได้อีกด้วย
ด้านการเตรียมความพร้อมแก่เยาวชนยุคใหม่ รัฐมนตรี อว. แนะนำให้มุ่งเน้นการสร้างพื้นฐานที่แน่นหนา ควบคู่กับการปลูกฝังทักษะความเป็นผู้ประกอบการ และทักษะการสื่อสารระหว่างบุคคล เพื่อนำความรู้และสิทธิบัตรจากมหาวิทยาลัยไปร่วมมือกับกลุ่มทุน Venture Capital ในการสร้างธุรกิจจริง
ระบบการศึกษาแห่งอนาคต สร้างนวัตกรรมปฏิบัติได้จริง
สำหรับระบบการศึกษาในอนาคต ประเทศไทยกำลังผลักดันโครงการเรียนรู้นวัตกรรมผ่านการปฏิบัติจริง เช่น โครงการ CWIE (Cooperative and Work-Integrated Education) สหกิจศึกษาและการศึกษาเชิงบูรณาการกับการทำงาน คือ หลักสูตรการเรียนการสอนที่สถาบันอุดมศึกษาร่วมมือกับสถานประกอบการ (ภาครัฐ เอกชน หรือชุมชน) เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้ในห้องเรียนควบคู่กับการปฏิบัติงานจริงในสถานที่ทำงาน
โดยเป็นการเปลี่ยนมหาวิทยาลัยให้เป็นศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ การจัดตั้ง Higher Education Sandbox และการสนับสนุนการวิจัยทดลองทางคลินิกหรือโรงงานผลิตมาตรฐาน GMP เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจกลไกอุตสาหกรรม สิทธิบัตร และกฎหมายการดำเนินธุรกิจในระดับสากล
ขณะเดียวกันเมื่อพูดถึงความก้าวหน้าของ BCI ในไทย ซึ่ง ศ.ดร.ยศชนัน เผยว่า ประเทศไทยกำลังขับเคลื่อนข้อริเริ่มด้าน BCI โดยดึงแรงบันดาลใจจากโครงการศึกษาสมองระดับโลก แต่นำมาประยุกต์เข้ากับบริบทไทย เช่น การศึกษาเรื่องการทำสมาธิ, การวัดผลเชิงปริมาณของการควบคุมฮอร์โมนผ่านอารมณ์ความรู้สึก และการจัดตั้งห้องปฏิบัติการการรับรู้ทางประสาทสัมผัส ร่วมกับสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (OKMD) เพื่อนำความเข้าใจด้านระบบประสาทไปปรับใช้กับการออกแบบการเรียนรู้ของเด็กให้เหมาะสมกับแต่ละช่วงวัย
ในช่วงท้าย ศ.ดร.ยศชนัน ได้ฝากข้อคิดถึงกลุ่มนักลงทุนระดับโลก โดยเสนอแนวคิด "Nature Financing" (การเงินสีเขียว) เพื่อเปลี่ยนการอนุรักษ์ธรรมชาติให้เป็นกลไกและเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ (New Engine) โดยย้ำว่าธรรมชาติคือรากฐานที่แท้จริงของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ประเทศไทยในฐานะเมืองเกษตรกรรมและศูนย์กลางความหลากหลายทางชีวภาพ พร้อมที่จะใช้กลไกการเงินเพื่อดูแลรักษาสภาพแวดล้อม ซึ่งจะเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนและแรงบันดาลใจให้กับประชาคมโลกในอนาคต
ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney
ชญานิษฐ์ เชื้อกสิการ (โฟม) Senior Content Creator at Thairath Money
Chayanit Chueakasikarn(泡沫)
Thairath Money 高级内容创作人
# 2026年曼谷商业峰会
约查南·翁斯瓦斯迪教授
# 本地增长引擎
想投资美股,但科技股已经很贵了。我应该选择非科技股吗?| Money Issue 第68期
约查南指出,泰国必须加快发展新兴经济部门,为科学、技术和人力资源发展奠定基础。他建议扶持高科技产业以吸引投资,并支持深入研究,为人工智能时代做好准备。
能源部查封了另外5个用于投机性囤积的石油仓库。
毋庸置疑,泰国亟需寻找新的经济增长点以获得竞争优势。在以“重塑泰国,构建韧性东盟”为主题的“2026曼谷商业峰会”上,泰国领导人、全球发展伙伴和外国投资者齐聚一堂,共同探讨公私合作模式,旨在推动泰国迈向高收入国家行列。
副总理兼高等教育、科学、研究与创新部长 Yotsanun Wongsawat 教授博士参加了题为“新视野:下一个投资平台:面向未来的多元化产业,一个共同的理念”的小组讨论。
这反映了过去经验对未来发展方向的指引,例如,当学生们询问脑机接口(BCI)以及神经技术和健康技术(Neurotech & HealthTech)行业的职业机会时,这些行业当时缺乏直接的行业支持。因此,当时的回答是鼓励他们利用所学知识创业,因为传统的制造业已无法在现代社会推动经济增长。
因此,当前的主要任务是将半导体和神经技术的力量与国家现有优势相结合,推动深科技发展,将研究成果从纸上谈兵转化为可持续的世界级创新。
在人工智能(AI)带来颠覆性影响的同时,通过实践学习提升劳动力素质,至关重要的是加强基础科学——物理学、生物学和事实知识——以及艺术,以增进对人性的理解,并促进全国范围内的更大联系。
“泰国向高收入国家转型需要新的增长引擎。仅仅依靠传统制造业已远远不够。泰国必须着力夯实科学、技术和系统性人力资源开发的基础。高等教育、科学、研究与创新部致力于升级基础设施,尤其是在半导体、光纤和光子学领域。”
近日,泰国高等教育、科学、研究与创新部(MHESI)宣布启动“暹罗硅业”项目,旨在吸引投资者和世界一流专家在泰国建立制造基地并开发人力资源,从而巩固泰国作为东南亚互联互通和物流枢纽的潜力。
此外,要取得真正的竞争优势,需要利用东南亚在“无国界”方面的优势,结合其横跨中国南方、老挝、泰国、马来西亚和新加坡的互联物流基础设施,并扩大与印度等主要市场的联系,以适应全球变化并确保可持续的经济增长。
暹罗硅业怀揣远大梦想,旨在将泰国推向更高的高度。
最近推出的“暹罗硅业框架”创新框架,重点在于培养人力资源,以支持泰国的半导体产业生态系统。
泰国国家科技发展署(NSTDA)经过对该行业机遇的持续研究和分析发现,半导体产业拥有庞大的供应链,与众多经济活动紧密相连。同时开发所有环节既困难又成本高昂。因此,泰国需要选择最具潜力的领域,创造最大的附加值。
在人力资源储备方面,泰国已制定了明确的劳动力采购和发展计划。如果任何领域出现人才短缺,泰国随时准备欢迎并吸引海外专家前来合作。
深入探讨研究方向后,约沙南教授认为,泰国的创新必须依托其现有优势,即农业、制造业、食品和旅游业,并结合物流系统来提升生产能力。其目标是打造独角兽初创企业,利用当地资源,例如药用提取物、化妆品或草药,从而创造独特且无可比拟的竞争优势。
这种方法将成为“本地增长引擎”,将收入回馈给社区。泰国可以与拥有强大金融生态系统的新加坡合作,利用这种孵化模式,然后将生产规模扩大到泰国。
关于如何将研究从“理论”层面转向实际应用,约沙南教授建议从现实世界的本地问题入手。因为这样能够激发研究人员的灵感,并帮助他们更好地理解这些问题。有效解决本地问题的研究成果也可以发表在《自然》、《科学》或《细胞》等世界顶级期刊上,并成为可以推广到其他类似地区以解决类似问题的创新成果。
高等教育、科学、研究与创新部长在为培养下一代青年人才时建议,应着重夯实基础,同时培养创业技能和人际沟通能力。这将使他们能够利用大学所学的知识和专利,与风险投资公司合作,创建真正的企业。
未来的教育体系将创造切实可行的创新。
为了教育的未来,泰国正在推广创新型学习模式,注重实践经验,例如合作与工作融合教育(CWIE)项目。CWIE课程体系让高等教育机构与企业(包括公共、私营和社区企业)合作,使学生能够在课堂学习的同时获得真实的职场经验。
这包括将大学转变为企业孵化器,建立高等教育沙盒,并支持临床研究或GMP认证的生产设施,以帮助学生了解行业机制、专利和国际商法。
与此同时,关于泰国脑机接口(BCI)的发展,约沙南教授透露,泰国正积极推动BCI项目,其灵感来源于全球脑科学研究项目,并根据泰国国情进行调整。这些项目包括冥想研究、通过情绪定量测量激素调节,以及与知识管理与发展办公室(OKMD)合作建立感觉感知实验室,旨在运用神经科学知识为儿童设计适龄学习体验。
最后,约沙南教授向全球投资者分享了他的想法,提出了“自然融资”的概念,旨在将自然保护转化为一种机制和新的经济引擎。他强调,自然是可持续发展目标(SDGs)的真正基础,而泰国作为一个农业大国和生物多样性中心,已准备好利用金融机制来保护环境,这将是实现可持续增长的关键,并能在未来激励全球社会。
请访问 ThairathMoney 网站 https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics,随时了解经济信息和政府政策。
请点击以下链接关注Thairath Money的Facebook主页:https://www.facebook.com/ThairathMoney
Chayanit Chueakasikarn (Foam),Thairath Money 高级内容创作者