นวัตกรรมน้ำผึ้งชันโรงเสม็ดขาว "สีมรกต" แห่งแรกของโลก วิจัยฤทธิ์ต้านมะเร็ง 5 ชนิด-อัลไซเมอร์世界上第一种产自萨梅特树的“翠绿色”无刺蜜蜂蜂蜜正在接受研究,以探索其对抗 5 种癌症和阿尔茨海默病的抗癌特性。
นักวิจัย ม.นราธิวาสราชนครินทร์ เผยผลศึกษาน้ำผึ้งชันโรงสีเขียวมรกต พบศักยภาพต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบ พร้อมศึกษาฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็ง 5 ชนิดและเซลล์ที่เกี่ยวข้องกับโรคอัลไซเมอร์ โรคหลอดเลือดและโรคเบาหวาน ต่อยอดนวัตกรรมเชื่อมตลาดเอกชน เพิ่มรายได้เกษตรกร

นักวิจัย ม.นราธิวาสราชนครินทร์ เผยผลศึกษาน้ำผึ้งชันโรงสีเขียวมรกต พบศักยภาพต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบ พร้อมศึกษาฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็ง 5 ชนิดและเซลล์ที่เกี่ยวข้องกับโรคอัลไซเมอร์ โรคหลอดเลือดและโรคเบาหวาน ต่อยอดนวัตกรรมเชื่อมตลาดเอกชน เพิ่มรายได้เกษตรกรและขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากชายแดนใต้
ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2564–2567) การพัฒนาโมเดลต้นแบบชันโรง โครงการมุ่งแก้ไขปัญหาความยากจนใน จ.นราธิวาส ผ่านการวิจัยและพัฒนาการเลี้ยงชันโรง การแปรรูปน้ำผึ้งมรกต และการสร้างห่วงโซ่คุณค่าที่เชื่อมโยงเกษตรกรกับภาคเอกชน โดยเริ่มต้นใน อ.สุไหงปาดี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีดัชนีความยากจนสูงที่สุดใน จ.นราธิวาส ก่อนขยายผลสู่ อ.สุไหงโก-ลก บาเจาะ เมืองนราธิวาส และตากใบ
นวัตกรรมน้ำผึ้งชันโรงเสม็ดขาว "สีมรกต" แห่งแรกของโลก วิจัยต้านมะเร็ง 5 ชนิด-อัลไซเมอร์
การค้นพบอัตลักษณ์จำเพาะของน้ำผึ้งชันโรงจากดอกเสม็ดขาวที่มีสีเขียวหลากเฉด ตั้งแต่เหลืองอมเขียว เขียวมรกต จนถึงเขียวหยก ซึ่งนับเป็น การค้นพบน้ำผึ้งสีมรกตเป็นครั้งแรกของโลก และได้รับการบัญญัตินามว่า "น้ำผึ้งมรกต" โดยมีอัตลักษณ์โดดเด่นด้วย กลิ่นหอมละมุนของมวลดอกเสม็ดขาวที่กำลังผลิบาน รสชาติหวานอมเปรี้ยวกลมกล่อมอย่างมีเอกลักษณ์ ซึ่งผลงานวิจัยนี้ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ International Journal of Science and Innovative Technology ถึง 2 ฉบับ
ต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ 4 รูปแบบ ได้แก่ แคปซูลผงน้ำผึ้งมรกตชนิดสกัดและไม่สกัด ผงชงดื่มน้ำผึ้งชันโรงผสมคอลลาเจน และน้ำผึ้งชันโรงเกรดพรีเมียม รวมถึงพัฒนาผลิตภัณฑ์เวชสำอางและสุขภาพ เช่น สเปรย์พ่นคอและเซรั่มน้ำผึ้งชันโรง
น้ำผึ้งมรกตจำหน่ายได้ในราคาสูงถึง 5,000 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่น้ำผึ้งชันโรงทั่วไปจำหน่ายได้ประมาณ 2,000 บาทต่อกิโลกรัม ส่งผลให้ครัวเรือนเป้าหมายมีรายได้สุทธิเพิ่มขึ้นเฉลี่ยมากกว่าร้อยละ 50 ตามข้อมูลโครงการ
ความก้าวหน้าในปี 2568-2569 โครงการต่อยอดการผลิตเชิงพาณิชย์ด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสมและระบบเกษตรพันธสัญญากับภาคเอกชน โดยในปีงบประมาณ 2568 มีครัวเรือนเกษตรกรเป้าหมาย 120 ครัวเรือน และรายงานรายได้สุทธิเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 11,583.33 บาทต่อเดือน ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายตัวชี้วัดของ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ถึง 2.3 เท่า ส่วนปี 2569 มุ่งขยายต้นแบบจาก อ.บาเจาะ สู่ อ.ตากใบ โดยตั้งเป้าเพิ่มรายได้ครัวเรือนยากจนไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ผ่านห่วงโซ่คุณค่าที่เอื้อต่อคนจน การทำตลาดล่วงหน้า และการเสริมสร้างความรู้ทางการเงิน
ธนเสฏฐ์ ทองใสเกลี้ยง อาจารย์คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์
ผศ.ดร.ธนเสฏฐ์ ทองใสเกลี้ยง อาจารย์คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ระบุว่า เปิดเผยว่า จากการศึกษาวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของน้ำผึ้งชันโรงสีเขียวมรกต พบสารมากกว่า 200 ชนิด ซึ่งมีคุณสมบัติทางชีวภาพหลากหลาย โดยหนึ่งในแนวทางสำคัญคือการศึกษาความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระ เพื่อนำมาใช้เป็นข้อมูลประกอบการประเมินคุณภาพและจัดระดับน้ำผึ้ง
ความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณสารเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับชนิดของสารและประสิทธิภาพในการออกฤทธิ์ด้วย น้ำผึ้งที่มีสารบางชนิดในปริมาณไม่สูงมากจึงอาจมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงได้เช่นกัน
แนวคิดดังกล่าวนำไปสู่การพัฒนาดัชนีจัดเกรดน้ำผึ้งไทย ซึ่งใช้ค่ากิจกรรมต้านอนุมูลอิสระเป็นองค์ประกอบหนึ่งในการจำแนกคุณภาพ เพื่อสร้างมาตรฐานที่สามารถตรวจสอบได้ และใช้เป็นข้อมูลประกอบการกำหนดมูลค่าของผลิตภัณฑ์ในอนาคต
สำหรับน้ำผึ้งชันโรงสีเขียวมรกตนั้น มีค่ากิจกรรมต้านอนุมูลอิสระประมาณ 90% ขึ้นไป ทั้งนี้ การนำตัวเลขดังกล่าวไปใช้เป็นเกณฑ์มาตรฐานทางการค้าจำเป็นต้องพิจารณาวิธีทดสอบและผลการรับรองจากห้องปฏิบัติการที่เกี่ยวข้อง
นอกจากสารต้านอนุมูลอิสระแล้ว น้ำผึ้งชันโรงยังมีองค์ประกอบของทรีฮาโลส (Trehalose) ซึ่งมีคุณสมบัติในการย่อยและการดูดซึมแตกต่างจากน้ำตาลทั่วไป ทรีฮาโลสเป็นน้ำตาลที่มีการศึกษาด้านกระบวนการย่อยและการนำไปใช้ในร่างกาย
การต่อยอดงานวิจัยไม่ได้จำกัดอยู่ที่น้ำผึ้งบริสุทธิ์ แต่ยังครอบคลุมการพัฒนาผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ เพื่อเพิ่มความสะดวกในการบริโภคและขยายตลาดให้หลากหลายขึ้น
หนึ่งในผลิตภัณฑ์ต้นแบบคือ น้ำผึ้งชันโรงผงชงดื่ม ซึ่งใช้กระบวนการทำแห้งเพื่อเปลี่ยนน้ำผึ้งให้อยู่ในรูปผง และมีแนวทางพัฒนาสูตรร่วมกับส่วนผสมอื่น เช่น คอลลาเจน เพื่อเพิ่มทางเลือกในการใช้ประโยชน์ โดยมีการศึกษาคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ในห้องปฏิบัติการ รวมถึงการทดสอบด้านสารต้านอนุมูลอิสระและคุณสมบัติที่เกี่ยวข้องกับผิวหนังร่วมกับหน่วยงานวิจัย
นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาต้นแบบน้ำผึ้งชันโรงบรรจุแคปซูล โดยใช้กระบวนการทำแห้งแบบแช่เยือกแข็ง (Freeze Drying) ที่อุณหภูมิต่ำประมาณ -80 องศาเซลเซียส เพื่อช่วยเปลี่ยนน้ำผึ้งให้อยู่ในรูปผงก่อนนำไปบรรจุแคปซูล
ขณะเดียวกัน ยังมีความร่วมมือกับภาคเอกชนในการต่อยอดสูตรผลิตภัณฑ์ โดยมีข้อตกลงรับซื้อน้ำผึ้งจากเกษตรกรในเครือข่าย ในราคาประกันขั้นต่ำ 700 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งหากผลตรวจวิเคราะห์จากห้องแล็บได้มาตรฐาน GSI ระดับสูง เอกชนจะเพิ่มราคาให้อีกตามเกรดคุณภาพ
ผศ.ดร.ธนเสฏฐ์ ยังระบุว่า ปัจจุบันน้ำผึ้งชันโรงยังจำหน่ายได้เฉพาะภายในประเทศ เนื่องจากมาตรฐานน้ำผึ้งสากลยังไม่ได้ระบุให้น้ำผึ้งชันโรงอยู่ในมาตรฐานดังกล่าว โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการผลักดันให้มีการบรรจุน้ำผึ้งชันโรงเข้าสู่มาตรฐาน Codex เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าสู่ตลาดต่างประเทศในอนาคต
ทั้งนี้ภาคใต้มีผลผลิตน้ำผึ้งชันโรงรวมประมาณ 100 ตันต่อปี ขณะที่ จ.นราธิวาสมีผลผลิตประมาณ 10–20 ตันต่อปี
สำหรับน้ำผึ้งสีเขียวมรกตพบเฉพาะการเลี้ยงในป่าเสม็ดขาว (เช่น ป่าบาเจาะ ป่าโต๊ะแดง) ทำให้มีปริมาณน้อย ถือเป็นอุปสรรคในการขยายตลาด แต่ทั้งนี้หากมีการสนับสนุนให้เลี้ยงและอนุรักษ์ป่าเสม็ดขาว แนวโน้มก็จะมีเพิ่มมากขึ้น
ขณะที่การเลี้ยงต้นทุนค่อนข้างสูง รังผึ้งชันโรงประมาณ 3000 - 5000 บาทต่อรัง ซึ่งจะแพงกว่าการเลี้ยงเพื่อนปกติ
วนิดา ปานทอง อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ผศ.ดร.วนิดา ปานทอง อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เปิดเผยว่า การศึกษาวิจัยครั้งนี้มุ่งยกระดับคุณค่าของน้ำผึ้งชันโรง ทั้งในรูปแบบน้ำผึ้งบริสุทธิ์และผลิตภัณฑ์แปรรูป โดยเริ่มจากการตรวจวิเคราะห์ปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นสารที่มีบทบาทในการช่วยปกป้องเซลล์จากความเสียหายที่เกิดจากอนุมูลอิสระ
จากนั้นจึงศึกษาต่อถึงฤทธิ์ต้านการอักเสบ เพื่อประเมินศักยภาพของผลิตภัณฑ์ในระดับเซลล์และกลไกที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการอักเสบของร่างกาย
ผศ.ดร.วนิดา อธิบายว่า การอักเสบเป็นกลไกตามธรรมชาติที่มีความสำคัญต่อการตอบสนองของร่างกาย แต่หากเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องหรือเรื้อรัง ก็อาจเกี่ยวข้องกับการพัฒนาของโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหลายชนิดจึงต้องนำมาศึกษาในเรื่องนี้เพื่อป้องกันตั้งแต่จุดเริ่มต้นก่อนที่จะนำไปสู่โรค จึงมีการศึกษาฤทธิ์ต้านการอักเสบในระดับยีนและโปรตีน โดยติดตามสารสื่อกลางที่ตอบสนองต่อการอักเสบ เพื่อประเมินว่าผลิตภัณฑ์สามารถลดการแสดงออกของตัวบ่งชี้เหล่านี้ได้หรือไม่
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญของงานวิจัย คือการศึกษาฤทธิ์ของน้ำผึ้งชันโรงต่อเซลล์มะเร็ง 5 ชนิด ได้แก่ มะเร็งเต้านม มะเร็งปอด มะเร็งตับ มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยผลการศึกษาเบื้องต้นในระดับเซลล์พบว่า น้ำผึ้งชันโรงทั้งในรูปแบบบริสุทธิ์และผลิตภัณฑ์แปรรูปมีศักยภาพในการยับยั้งเซลล์มะเร็งแต่ละชนิดแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญตามผลการทดลอง
อย่างไรก็ตาม ผลดังกล่าวยังเป็นผลการศึกษาในระดับเซลล์ภายในห้องปฏิบัติการ จึงจำเป็นต้องมีการทดลองเพิ่มเติมเพื่อประเมินประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ประโยชน์ในสิ่งมีชีวิต ก่อนพิจารณาต่อยอดสู่การศึกษาทางคลินิกในมนุษย์
นอกเหนือจากการศึกษาด้านมะเร็ง นักวิจัยยังอยู่ระหว่างศึกษาฤทธิ์ของน้ำผึ้งชันโรงต่อเซลล์ที่เกี่ยวข้องกับโรคอัลไซเมอร์ โดยมีที่มาจากการวิเคราะห์โครงสร้างของสารสำคัญบางกลุ่ม ซึ่งมีรายงานการศึกษาความเกี่ยวข้องกับกลไกทางชีวภาพที่อาจเกี่ยวข้องกับโรคดังกล่าว
ขณะนี้การศึกษายังอยู่ในขั้นตอนการทดลองระดับเซลล์และการวิเคราะห์ผล เพื่อทำความเข้าใจว่าสารสำคัญที่ตรวจพบในน้ำผึ้งชันโรงมีคุณสมบัติและกลไกการออกฤทธิ์อย่างไร รวมถึงต้องศึกษาต่อว่าสารดังกล่าวเกิดจากตัวชันโรงเองหรือเกี่ยวข้องกับจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ร่วมกัน ทั้งนี้ รายละเอียดเกี่ยวกับชื่อและโครงสร้างของสารบางชนิดยังอยู่ระหว่างการเตรียมเผยแพร่ผลงานวิจัยภายในปีนี้
สำหรับขั้นตอนต่อไป มีแผนขยายการศึกษาจากระดับเซลล์ไปสู่การทดลองในสัตว์ โดยเบื้องต้นให้ความสนใจกับโรคหลอดเลือดและโรคเบาหวาน เพื่อประเมินผลของผลิตภัณฑ์ต่อระบบต่าง ๆ ของร่างกาย รวมถึงศึกษาความปลอดภัยและกลไกการออกฤทธิ์เพิ่มเติม
ในระยะยาว หากผลการศึกษาด้านประสิทธิภาพเพียงพอ อาจมีการประสานความร่วมมือกับแพทย์และโรงพยาบาล เพื่อวางแนวทางศึกษาต่อยอดในมนุษย์ รวมถึงประเมินความเป็นไปได้ในการใช้ผลิตภัณฑ์ร่วมกับการดูแลรักษามาตรฐานในผู้ป่วยบางกลุ่ม ทั้งนี้ ต้องผ่านกระบวนการวิจัยและการประเมินตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องก่อนนำไปใช้จริง
เป้าหมายของงานวิจัยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารเสริม แต่ยังมุ่งศึกษาความเป็นไปได้ในการแยกและสกัดสารสำคัญออกมาเป็นวัตถุดิบสำหรับการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง หรือ ยาในอนาคต
ทั้งนี้การขับเคลื่อนการพัฒนาน้ำผึ้งชันโรงผ่านความร่วมมือของ 3 กลไกหลัก เพื่อยกระดับการผลิตจากชุมชนสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน
กลไกภาคเอกชนและการตลาด โดยรับซื้อวัตถุดิบผ่านระบบเกษตรพันธสัญญาและข้อตกลงซื้อขายล่วงหน้า พร้อมกำหนดราคาที่เป็นธรรม ลดความเสี่ยงจากการกดราคา และนำวัตถุดิบไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เช่น แคปซูลผงน้ำผึ้งมรกตและผงชงดื่มผสมคอลลาเจน เพื่อขยายตลาดสู่ Modern Trade มาเลเซีย และตะวันออกกลาง
ด้านกลไกภาควิชาการและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์เป็นศูนย์กลางการวิจัยและพัฒนา ครอบคลุมการปรับปรุงพันธุ์และการเลี้ยงชันโรง การศึกษาสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ การพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารและเวชสำอาง ตลอดจนการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตที่เหมาะสม พร้อมฝึกอบรมทักษะ Upskill, Reskill และ Newskill รวม 96 ชั่วโมง
และกลไกภาคชุมชนและกลุ่มอาชีพฐานราก ครัวเรือนเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน สหกรณ์ และนวัตกรชุมชนร่วมกันผลิตวัตถุดิบคุณภาพสูง ดูแลรังชันโรง เก็บเกี่ยวน้ำผึ้งด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม และบริหารศูนย์กลางการผลิตระดับตำบลแบบแบ่งปันทรัพยากร โดยมีพี่เลี้ยงชุมชนช่วยถ่ายทอดความรู้ ดูแลอุปกรณ์ และติดตามข้อมูลครัวเรือน
การพัฒนาน้ำผึ้งชันโรงสีเขียวมรกตจึงเป็นความพยายามเชื่อมโยงงานวิจัย การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และเศรษฐกิจชุมชนเข้าด้วยกัน ตั้งแต่การค้นหาสารสำคัญ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การสร้างมาตรฐานรับซื้อ ไปจนถึงการขยายตลาดพรีเมียม โดยมีเป้าหมายให้ทรัพยากรท้องถิ่นของภาคใต้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้ที่ยั่งยืนแก่เกษตรกร
ม.เกษตร ยืนยันกะเพราพันธุ์แก้วจุรี ของซีพีแรม ไม่สามารถผสมข้ามสายพันธุ์ได้
ดันงานวิจัยแก้จนยั่งยืน บรรจุแผนพัฒนาฯ ฉบับ 14 หวังอุดช่องว่างคนฐานราก
"แผนแก้จน 5 ด้าน" อว. ผนึก พม.ขับเคลื่อนวิจัย-นวัตกรรม พลิกเศรษฐกิจฐานราก
น้ำผึ้งชันโรงสีเขียวมรกต
มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์
来自那拉提瓦拉贾那加林德拉大学的研究人员公布了一项关于翠绿色无刺蜂蜂蜜的研究成果,发现其具有潜在的抗氧化和抗炎特性。他们还在研究这种蜂蜜对五种癌细胞以及与阿尔茨海默病、心血管疾病和糖尿病相关的细胞的影响。该研究旨在将这项创新成果与私营部门联系起来,提高农民收入,并推动南部边境省份的基层经济发展。
过去四年(2021-2024年),该项目致力于发展无刺蜂养殖模式,以解决那拉提瓦府的贫困问题。项目通过无刺蜂养殖的研究与开发、翡翠蜂蜜的加工以及构建连接农民与私营部门的价值链来实现这一目标。项目最初在那拉提瓦府贫困指数最高的地区——苏艾帕迪县启动,之后扩展到苏艾哥乐县、巴焦县、那拉提瓦府府城县和达拜县。
这是世界上第一种产自萨梅特树的“翠绿色”无刺蜜蜂蜂蜜,研究人员对其对抗五种癌症和阿尔茨海默病的潜力进行了研究。
研究人员发现,从白千层(Melaleuca leucocephala)花朵中采集的无刺蜂蜂蜜具有独特的特性,呈现出从黄绿色到翠绿色和翡翠绿色的多种绿色色调,这是世界上首次发现翠绿色蜂蜜。这种蜂蜜被命名为“翡翠蜂蜜”,其特点是散发着白千层花朵的淡雅香气,以及独特的酸甜口感。该研究成果已发表在《国际科学与创新技术杂志》(International Journal of Science and Innovative Technology)的两期期刊上。
这促成了四大产品线的开发:翡翠蜂蜜粉胶囊(包括提取和未提取两种)、添加胶原蛋白的无刺蜂蜂蜜粉冲剂以及优质无刺蜂蜂蜜。此外,还开发了无刺蜂蜂蜜润喉喷雾剂和精华液等美容保健产品。
翡翠蜂蜜的售价高达每公斤5000泰铢,而普通无刺蜂蜂蜜的售价约为每公斤2000泰铢。项目数据显示,这使得目标家庭的平均净收入增长了50%以上。
2025-2026年进展:该项目旨在利用适宜技术和与私营部门的合同农业体系扩大商业化生产。2025财年,120户目标农户家庭的平均月净收入增加了11,583.33泰铢,是区域发展基金管理单位(ABDFMU)目标指标的2.3倍。2026年,该项目计划将该模式从巴焦县推广至达拜县,目标是通过惠及贫困人口的价值链、前瞻性营销和金融知识普及,使贫困家庭的收入提高20%。
Thanaset Thongsaikliang,那拉提瓦拉贾那加林大学农业学院讲师。
那拉提瓦拉贾那加林大学农业学院讲师、助理教授塔纳塞·通赛克良博士指出,对翠绿色无刺蜂蜂蜜的化学分析发现,其中含有200多种具有不同生物活性的物质。研究其抗氧化能力是重要的研究方向之一,可作为评估和分类蜂蜜品质的数据来源。
抗氧化能力不仅取决于物质的含量,还取决于物质的种类及其功效。即使某些物质的含量相对较低,蜂蜜也可能具有很高的抗氧化活性。
这一理念促成了泰国蜂蜜分级指数的建立,该指数将抗氧化活性作为质量分级的一个组成部分。其目的是建立一个可验证的标准,并为未来确定产品价值提供数据。
翠绿色无刺蜂蜂蜜的抗氧化活性值约为90%或更高。然而,将此数值作为商业标准时,必须考虑相关实验室的检测方法和认证结果。
除了抗氧化剂外,无刺蜂蜂蜜还含有海藻糖,其消化吸收特性与普通糖类不同。海藻糖是一种已被研究其在体内消化和利用的糖类。
研究的拓展不仅限于纯蜂蜜,还包括开发新的产品形式,以提高消费便利性并扩大市场多样性。
其中一款原型产品是用于饮料的无刺蜂蜂蜜粉,它采用干燥工艺将蜂蜜制成粉末状。公司计划将该配方与其他成分(例如胶原蛋白)结合使用,以增强其功效。目前,公司正与研究机构合作,对该产品的特性进行实验室研究,包括抗氧化活性和皮肤相关特性测试。
此外,还开发了一种无刺蜜蜂蜂蜜胶囊的原型,采用约零下 80 摄氏度的低温冷冻干燥工艺将蜂蜜转化为粉末状,然后再进行胶囊封装。
与此同时,公司还与私营部门合作,进一步完善产品配方,并达成协议,以每公斤700泰铢的最低价格从合作农户处采购蜂蜜。如果实验室分析结果达到GSI的高标准,私营部门将根据质量等级进一步提高价格。
副教授塔纳塞特博士还指出,目前无刺蜂蜂蜜仅在国内销售,因为国际蜂蜜标准尚未将其纳入其中。他目前正致力于推动无刺蜂蜂蜜被纳入食品法典标准,以期未来拓展国际市场。
南部地区每年生产约 100 吨无刺蜂蜂蜜,而那拉提瓦府每年生产约 10-20 吨。
翠绿色的蜂蜜仅产于红树林(例如巴焦红树林和托当红树林),因此产量有限,这阻碍了其市场扩张。然而,如果支持红树林种植和红树林保护,其产量有望增加。
虽然无刺蜂养殖成本相对较高,每个蜂箱的成本约为 3000-5000 泰铢,比饲养普通蜜蜂的成本更高。
瓦妮达·潘通,宋卡王子大学医学院讲师。
宋卡王子大学医学院讲师、助理教授瓦妮达·潘通博士透露,这项研究旨在提升无刺蜂蜂蜜的价值,包括纯蜂蜜及其加工产品。研究首先分析蜂蜜中的抗氧化剂含量,抗氧化剂在保护细胞免受自由基损伤方面发挥着重要作用。
然后进一步研究其抗炎作用,以评估该产品在细胞水平上的潜力以及参与人体炎症过程的机制。
助理教授瓦尼达博士解释说,炎症是人体正常反应中至关重要的自然机制。然而,如果炎症持续或慢性发生,则可能与多种慢性非传染性疾病的发生发展有关。因此,需要对其进行研究,以防患于未然。这就引出了在基因和蛋白质水平上研究抗炎作用的课题,通过追踪炎症介质来评估产品是否能够降低这些指标的表达。
该研究的另一重要方面是研究无刺蜂蜂蜜对五种癌细胞(乳腺癌、肺癌、肝癌、宫颈癌和结肠癌)的影响。初步的细胞水平实验结果表明,无论是纯蜂蜜还是加工产品,无刺蜂蜂蜜对每种癌细胞的抑制潜力都存在显著差异。
然而,这些结果是基于实验室进行的细胞水平研究。因此,在考虑进行人体临床试验之前,还需要进行进一步的测试,以评估其在活体生物中的应用效果、安全性和可行性。
除了癌症研究之外,研究人员还在探索无刺蜂蜂蜜对阿尔茨海默病相关细胞的影响。这项研究基于对某些关键化合物结构的分析,据报道,这些化合物与可能参与该疾病的生物学机制有关。
目前,该研究正处于细胞水平的实验和分析阶段,旨在了解无刺蜂蜂蜜中关键化合物的特性和作用机制。还需要进一步研究以确定这些化合物是来源于无刺蜂本身,还是与共生微生物有关。部分化合物的名称和结构等详细信息正在准备中,预计将于今年发表在研究论文中。
下一步计划将研究从细胞层面扩展到动物试验,最初重点关注心血管疾病和糖尿病,以评估该产品对各种身体系统的影响,并进一步研究其安全性和作用机制。
从长远来看,如果疗效研究结果令人满意,可以与医生和医院合作,制定进一步人体试验的指导方针,包括评估该产品与特定患者群体的标准治疗方案联合使用的可行性。但是,在实际应用之前,必须按照相关要求进行研究和评估。
该研究的目的不仅在于开发膳食补充剂,还在于探索分离和提取关键物质的可能性,这些关键物质可用作研发高价值产品或未来药物的原材料。
这项计划旨在通过三种主要机制的合作,推动无刺蜂蜂蜜的发展,从而将生产从社区来源升级为高价值产品,并创造可持续的收入。
私营部门和营销机制包括通过合同农业和远期购买协议购买原材料,设定公平价格以降低价格操纵的风险,并将这些原材料加工成高价值产品,如翡翠蜂蜜粉胶囊和胶原蛋白饮料混合物,以拓展到马来西亚和中东的现代贸易市场。
在学术和创新机制方面,那拉提瓦·拉贾纳卡林德拉大学是一个集研发于一体的中心,其研究领域涵盖无刺蜂的繁育和养殖、生物活性化合物的研究、食品和化妆品产品的开发以及适用生产技术的转移。此外,该大学还提供96小时的技能提升、再培训和新技能培训。
该机制汇集了社区各部门和基层职业团体、农户、社区企业、合作社以及社区创新者,共同致力于生产优质原材料、管理无刺蜂群、运用适宜技术采集蜂蜜,并在资源共享的基础上,管理乡镇级集中生产中心。社区导师负责知识转移、设备维护和农户数据监测。
开发翠绿色无刺蜂蜂蜜是一项旨在将科研、自然资源保护和社区经济发展相结合的举措。这涵盖了从识别关键化合物、开发产品到制定采购标准、拓展高端市场等各个方面,旨在使泰国南部当地资源能够创造附加值,并为农民带来可持续的收入。
泰国农业大学证实,CP Ram培育的“Kaew Churee”罗勒品种无法进行杂交。
推动可持续减贫研究,并将其纳入第十四个国家发展计划,以弥合基层社区与发展之间的差距。
“五管齐下的扶贫计划”:高等教育、科学、研究与创新部(MHESI)与社会发展与人类安全部(MSDHS)携手推动研究与创新,转变基层经济。
翠绿色的无刺蜜蜂蜂蜜
那拉提瓦拉贾纳加林德拉大学