จากปากท้องถึงสงครามอิหร่าน เปิดปัจจัยฉุดรีพับลิกันพ่ายเลือกตั้งกลางเทอม从经济困难到伊朗战争:导致共和党在中期选举中失败的因素。
ผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ เดโมแครตพลิกกลับมาครองเสียงข้างมากทั้ง 2 สภา สะท้อนกระแสต่อต้านโดนัลด์ ทรัมป์ จากพิษเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ กำแพงภาษี และสงครามอิหร่าน ส่งผลให้ช่วง 2 ปีที่เหลือของทรัมป์ต้องเผชิญสภาคองเกรสฝ่ายตรงข้ามคุมอำนาจแน่น

วันนี้ (5 พ.ย.2569) การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ กลายเป็นความพ่ายแพ้ครั้งสำคัญของรีพับลิกัน หลังเดโมแครตพลิกกลับมาครองเสียงข้างมากได้ทั้งวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร ท่ามกลางกระแสไม่พอใจรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทั้งจากปัญหาเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ และผลกระทบจากนโยบายต่างประเทศ โดยเฉพาะสงครามกับอิหร่านที่สร้างแรงกดดันต่อราคาพลังงานและเงินเฟ้อ
ผลเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงจำนวนที่นั่งในสภา แต่ยังสะท้อนความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในหลายพื้นที่ ซึ่งเดโมแครตสามารถพลิกชนะ ในรัฐที่เคยเป็นฐานเสียงสำคัญของรีพับลิกันมาอย่างยาวนาน ทำให้บทบาทและความนิยมของทรัมป์ถูกตั้งคำถามมากขึ้น
หนึ่งในภาพสะท้อนความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน เกิดขึ้นในรัฐเท็กซัส เมื่อผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครต ออกมาวิ่งโบกธงประจำรัฐ ไปตามท้องถนนในเมืองออสติน พร้อมเสียงแสดงความยินดีจากผู้สนับสนุนคนอื่น ๆ หลังผลนับคะแนนชี้ว่า เดโมแครตกวาดชัยชนะ และคว้าตำแหน่งสำคัญในระดับรัฐได้สำเร็จ พลิกอิทธิพลทางการเมืองของรีพับลิกันที่ครองความได้เปรียบในรัฐนี้มานานกว่า 30 ปี
นอกจากเท็กซัส เดโมแครตยังพลิกชนะที่นั่งวุฒิสภาจากรีพับลิกันได้ในหลายรัฐ ได้แก่ แคนซัส ไอโอวา โอไฮโอ เมน นอร์ทแคโรไลนา และเซาท์แคโรไลนา ผลที่เกิดขึ้นสะท้อนว่ากระแสเปลี่ยนแปลง ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะพื้นที่ที่เดโมแครตมีฐานเสียงเดิม แต่ขยายไปถึงรัฐที่รีพับลิกันเคยมีความได้เปรียบด้วย
ข้อมูลผลเลือกตั้ง ในวุฒิสภา เดโมแครตมี 54 ที่นั่ง เพิ่มขึ้น 7 ที่นั่ง ขณะที่รีพับลิกันเหลือ 44 ที่นั่ง ลดลง 7 ที่นั่ง จากสนามเลือกตั้งที่นับคะแนนแล้ว 33 จากทั้งหมด 35 สนาม ส่วนสภาผู้แทนราษฎร เดโมแครตได้ 245 ที่นั่ง เพิ่มขึ้น 35 ที่นั่ง ขณะที่รีพับลิกันได้ 147 ที่นั่ง
ผลดังกล่าว ทำให้รีพับลิกันต้องเผชิญความท้าทาย ในการทำงานทางการเมืองตลอดช่วงเวลาที่เหลือของรัฐบาลทรัมป์ ซึ่งยังมีวาระอีกประมาณ 2 ปี หลังจากก่อนหน้านี้ พรรคเคยควบคุมทั้งทำเนียบขาวและสภาคองเกรส การที่ฝ่ายค้านกลับมาครองเสียงข้างมาก ในทั้ง 2 สภาจึงอาจทำให้การผลักดันนโยบายของประธานาธิบดีเผชิญแรงต้านมากขึ้น
อีกประเด็นที่ต้องจับตาคือ อนาคตของพรรครีพับลิกัน หลังความพ่ายแพ้ในรัฐที่เคยเป็นฐานเสียงของทรัมป์ ทำให้เกิดคำถามว่าผลเลือกตั้งเป็นผลจากความผิดพลาดของผู้สมัครบางคน หรือเป็นสัญญาณว่าประชาชนเริ่มไม่พอใจตัวทรัมป์ และแนวทางการเมืองของพรรคโดยรวม
ความพ่ายแพ้ครั้งนี้ ยังอาจนำไปสู่การทบทวนทิศทางภายในพรรค โดยเฉพาะบทบาทของ เจ.ดี.แวนซ์ รองประธานาธิบดี ซึ่งถูกจับตามองว่าอาจเป็นผู้สืบทอดทางการเมืองของทรัมป์ ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2571 หลังแวนซ์ออกมาพูดถึงความผิดพลาดของพรรคอย่างชัดเจน ท่ามกลางคำถามว่าพรรครีพับลิกันจะปรับยุทธศาสตร์และเรียกความเชื่อมั่นจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งกลับมาได้อย่างไร
จากปากท้องถึงสงครามอิหร่าน เปิดปัจจัยฉุดรีพับลิกันพ่ายเลือกตั้งกลางเทอม
ปากท้อง-สงคราม-ความไม่พอใจรัฐบาล
สำหรับปัจจัยที่ทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เปลี่ยนใจจากรีพับลิกัน ทั้งที่เมื่อ 2 ปีก่อนยังสนับสนุนให้ทรัมป์ กลับเข้าสู่ทำเนียบขาว มีหลายด้านที่เชื่อมโยงกัน โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจ และค่าครองชีพ ซึ่งส่งผลต่อชีวิตประจำวันของประชาชนโดยตรง
นโยบายภาษีของทรัมป์ เป็นหนึ่งในปัจจัยที่สร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่าน ซึ่งเปิดฉากในเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ยังส่งผลต่อราคาพลังงาน โดยเฉพาะราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้น และเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ เมื่อประชาชนต้องเผชิญกับค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น ปัญหาเหล่านี้จึงกลายเป็นประเด็นสำคัญในการตัดสินใจลงคะแนน
อย่างไรก็ตาม ความพ่ายแพ้ของรีพับลิกัน ไม่ได้หมายความว่าพรรคเดโมแครตได้รับความนิยมอย่างไร้ข้อกังขา เพราะผลสำรวจของสำนักข่าว AP ยังพบว่า ประชาชนประมาณครึ่งหนึ่ง มีมุมมองไม่ดีต่อพรรคเดโมแครตเช่นกัน นั่นหมายความว่าชัยชนะครั้งนี้ อาจสะท้อนความไม่พอใจต่อรัฐบาลและพรรคที่กำลังครองอำนาจ มากกว่าจะเป็นการยอมรับแนวทางของเดโมแครตอย่างเต็มที่
จากนี้เดโมแครตจึงต้องพิสูจน์ว่า จะสามารถใช้เสียงข้างมากในสภา ผลักดันนโยบายและสร้างผลงานที่ตอบโจทย์ประชาชน ได้หรือไม่ เพราะการชนะเลือกตั้ง เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความท้าทาย ในการบริหารและทำงานทางการเมือง
การเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้ จึงเป็นทั้งสัญญาณเตือนสำหรับพรรครีพับลิกัน และบททดสอบความนิยมของทรัมป์ในช่วงเวลาที่เหลืออีกราว 2 ปี ก่อนสิ้นสุดวาระประธานาธิบดี สิ่งที่ต้องจับตาคือ ทรัมป์จะปรับแนวทางบริหารประเทศและยุทธศาสตร์ทางการเมืองอย่างไร เมื่อต้องทำงานภายใต้สภาคองเกรส ที่อยู่ในการควบคุมของพรรคคู่แข่ง
"ทรัมป์" รับสงครามอิหร่านฉุดรีพับลิกันแพ้เลือกตั้ง แต่ย้ำคุ้มค่าที่เปิดศึก
"หมูเด้ง" ได้เป็นน้าแล้ว ต้อนรับ "ลูกฮิปโปแคระ" ลูกพ่อหมูตุ๋น-แม่หมูมะนาว
เปิดผู้ชนะ-ผู้แพ้ เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ เดโมแครตเฮ-ทรัมป์เสียแต้มหนัก
เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ
今天(2026年11月5日),美国中期选举对共和党而言是一次重大挫败,民主党重新夺回了参众两院的多数席位。此前,由于经济问题、生活成本上涨以及外交政策的影响,特别是与伊朗的冲突,民众对特朗普政府普遍感到不满,这场冲突推高了能源价格,加剧了通货膨胀。
这次选举结果不仅仅改变了国会的席位数量,也反映了许多地区的政治转变,民主党人在一些长期以来一直是共和党堡垒的州赢得了胜利,这引发了人们对特朗普的角色和受欢迎程度的质疑。
这一变化最明显的体现之一发生在德克萨斯州。在计票结果显示民主党横扫奥斯汀并赢得关键州席位后,民主党支持者们在奥斯汀的街头挥舞着州旗,其他支持者也纷纷欢呼,这扭转了共和党在该州长达 30 多年的政治统治地位。
除了德克萨斯州,民主党还在堪萨斯州、爱荷华州、俄亥俄州、缅因州、北卡罗来纳州和南卡罗来纳州等多个州从共和党手中赢得了参议院席位。这些结果表明,权力转移不仅限于民主党传统上拥有强大支持基础的地区,也扩展到了共和党此前占据显著优势的州。
选举结果显示,在参议院,民主党获得54个席位,比上年增加7席;共和党获得44个席位,比上年减少7席。该结果基于35个选区中33个选区的计票结果。在众议院,民主党获得245个席位,比上年增加35席;共和党获得147个席位。
这一结果给共和党在特朗普剩余的两年任期内的政治工作带来了重大挑战。此前,共和党同时掌控着白宫和国会。反对党重新掌控参众两院多数席位,可能会导致对总统政策的阻力加大。
另一个值得关注的问题是,共和党在曾经的特朗普票仓州遭遇败选后,其未来走向如何。这引发了人们的疑问:选举结果究竟是由于部分候选人的失误,还是表明公众对特朗普以及共和党的整体政治方向日益不满?
此次败选也可能导致共和党重新评估其发展方向,尤其是副总统J·D·万斯的角色。万斯被视为2028年总统大选中特朗普的潜在政治接班人,备受关注。此前,万斯曾公开谈及共和党的不足之处,引发了人们对共和党将如何调整策略、重获选民信任的疑问。
从经济困难到伊朗战争:导致共和党在中期选举中失败的因素。
经济困难——战争——对政府的不满。
尽管两年前支持特朗普重返白宫,但导致选民转而支持民主党的因素有很多,而且这些因素相互关联。其中,经济问题和生活成本的上涨直接影响着人们的日常生活。
特朗普的税收政策是造成经济压力的因素之一。与此同时,始于2月份的美以伊三国冲突也影响了能源价格,尤其是燃油价格,导致油价上涨,加剧了通胀压力。随着民众面临更高的生活成本,这些问题成为影响投票决策的关键因素。
然而,共和党的败选并不意味着民主党就绝对受欢迎。美联社的一项民调显示,大约一半的民众对民主党持负面看法。这意味着,此次胜利可能反映的是民众对政府和执政党的不满,而非对民主党理念的完全认可。
从现在开始,民主党人必须证明他们能够利用在国会的多数席位,推动政策出台,并取得满足人民需求的成果。因为赢得选举仅仅是治理和政治工作挑战的开始。
因此,这次中期选举既是对共和党的警示,也是对特朗普在其剩余两年左右总统任期内支持率的一次考验。需要密切关注的是,当国会由其反对党控制时,特朗普将如何调整其执政方式和政治策略。
特朗普承认与伊朗的战争导致共和党输掉了选举,但他坚称这场战争是值得的。
“弹跳猪”当阿姨啦!它迎来了“小矮河马宝宝”,它是炖猪肉爸爸和酸橙猪肉妈妈的后代。
美国中期选举结果揭晓:民主党获胜,特朗普失去大量选票。
美国中期选举