ส่อง "มูลนิธิ" ทั่วไทยกว่า 1.4 หมื่นแห่ง เปิดกฎหมาย-ข้อบังคับการจัดตั้ง纵览泰国各地超过 14,000 个基金会:管理其设立的法律法规。
การจัดตั้ง "มูลนิธิ" ไม่ใช่เพียงการรวมกลุ่มทำความดีหรือเปิดรับบริจาคจากประชาชน แต่ต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด ตั้งแต่วัตถุประสงค์การจัดตั้ง เงินทุนเริ่มต้น คณะกรรมการบริหาร ไปจนถึงการจัดทำบัญชีและรายงานการใช้จ่ายเงินบริจาค ขณะที่

การจัดตั้ง "มูลนิธิ" ไม่ใช่เพียงการรวมกลุ่มทำความดีหรือเปิดรับบริจาคจากประชาชน แต่ต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด ตั้งแต่วัตถุประสงค์การจัดตั้ง เงินทุนเริ่มต้น คณะกรรมการบริหาร ไปจนถึงการจัดทำบัญชีและรายงานการใช้จ่ายเงินบริจาค
ขณะที่กฎหมายยังระบุชัด หากกรรมการนำทรัพย์สินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ หรือแสวงหาประโยชน์ส่วนตัว อาจมีความผิดและต้องรับโทษทางอาญา
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 110 กำหนดความหมายของ "มูลนิธิ" ว่า เป็นทรัพย์สินที่จัดสรรไว้โดยเฉพาะเพื่อวัตถุประสงค์ในการกุศลสาธารณะ การศาสนา ศิลปะ วิทยาศาสตร์ วรรณคดี การศึกษา หรือเพื่อสาธารณประโยชน์อย่างอื่น โดยไม่มุ่งแสวงหาผลประโยชน์มาแบ่งปันกัน และต้องจดทะเบียนตามกฎหมาย
นอกจากนี้ การจัดการทรัพย์สินของมูลนิธิจะต้องไม่เป็นไปเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ให้แก่บุคคลใด แต่ต้องนำไปใช้เพื่อดำเนินกิจการตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิเท่านั้น
สำหรับหลักเกณฑ์การจัดตั้ง มูลนิธิต้องมีข้อบังคับ และต้องมีคณะกรรมการอย่างน้อย 3 คน ทำหน้าที่บริหารและดำเนินกิจการให้เป็นไปตามกฎหมายและข้อบังคับที่กำหนด โดยเมื่อจดทะเบียนถูกต้องแล้ว มูลนิธิจะมีสถานะเป็นนิติบุคคล และคณะกรรมการจะเป็นผู้แทนของมูลนิธิในการดำเนินกิจการกับบุคคลภายนอก
ขณะที่การจัดตั้งมูลนิธิยังต้องมีทรัพย์สินเป็นกองทุนเริ่มต้น โดยหลักเกณฑ์ทั่วไปกำหนดมูลค่าไม่น้อยกว่า 500,000 บาท หากเป็นทรัพย์สินอย่างอื่นที่ไม่ใช่เงินสด จะต้องมีเงินสดไม่น้อยกว่า 250,000 บาท และเมื่อรวมกับทรัพย์สินอื่นแล้วต้องมีมูลค่าไม่น้อยกว่า 500,000 บาท
ส่วนการดำเนินกิจการภายหลังจดทะเบียน มูลนิธิมีสิทธิรับบริจาค จัดกิจกรรมการกุศล หรือดำเนินการเรี่ยไรเพื่อหารายได้มาสนับสนุนกิจกรรมได้ แต่รายได้ทั้งหมดต้องนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ที่จดทะเบียนไว้ ไม่สามารถนำมาแบ่งปันเป็นผลประโยชน์ให้แก่กรรมการหรือบุคคลใดได้
นอกจากนี้ มูลนิธิยังมีหน้าที่ต้องจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายและงบดุล รวมถึงรายงานการดำเนินกิจการต่อนายทะเบียนผ่านอำเภอหรือสำนักงานเขตภายในเดือน มี.ค. ของทุกปี ตามแบบและหลักเกณฑ์ที่กำหนด ตลอดจนต้องดำเนินการจดทะเบียนเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงกรรมการหรือแก้ไขข้อบังคับ
ส่อง "มูลนิธิ" ทั่วไทยกว่า 1.4 หมื่นแห่ง เปิดกฎหมาย-ข้อบังคับการจัดตั้ง
เมื่อมีเหตุตามที่กำหนดในข้อบังคับ
ถ้ามูลนิธิตั้งขึ้นไว้เฉพาะระยะเวลาใด เมื่อสิ้นระยะเวลานั้น
ถ้ามูลนิธิตั้งขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์อย่างใด และได้ดำเนินการตามวัตถุประสงค์สำเร็จบริบูรณ์แล้ว หรือวัตถุประสงค์นั้นกลายเป็นพ้นวิสัย
เมื่อมูลนิธินั้นล้มละลาย
เมื่อศาลมีคำสั่งให้เลิกมูลนิธิ โดยนายทะเบียน พนักงานอัยการ หรือผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดอาจร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งให้เลิกมูลนิธิเมื่อปรากฏว่าวัตถุประสงค์ของมูลนิธิขัดต่อกฎหมาย หรือ เมื่อปรากฏว่ามูลนิธิกระทำการขัดต่อกฎหมายหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรืออาจเป็นภยันตรายต่อความสงบสุขของประชาชนหรือความมั่นคงของรัฐหรือ เมื่อปรากฏว่ามูลนิธิไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ไม่ว่าเพราะเหตุใด ๆ หรือหยุดดำเนินกิจการตั้งแต่สองปีขึ้นไป
นายทะเบียนมีอำนาจสั่งถอนการจดทะเบียน
เมื่อปรากฏในภายหลังการจดทะเบียนว่า วัตถุประสงค์ของสมาคมขัดต่อกฎหมายหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรืออาจเป็นภยันตรายต่อความสงบสุขของประชาชนหรือความมั่นคงของรัฐ และนายทะเบียนได้สั่งให้แก้ไขแล้วแต่สมาคมไม่ปฏิบัติตามภายในระยะเวลาที่นายทะเบียนกำหนด
เมื่อปรากฏว่าการดำเนินกิจการของสมาคมขัดต่อกฎหมายหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรืออาจเป็นภยันตรายต่อความสงบสุขของประชาชนหรือความมั่นคงของรัฐ
เมื่อสมาคมหยุดดำเนินกิจการติดต่อกันตั้งแต่สองปีขึ้นไป
เมื่อปรากฏว่าสมาคมให้หรือปล่อยให้บุคคลอื่นซึ่งมิใช่กรรมการของสมาคมเป็นผู้ดำเนินกิจการของสมาคม
เมื่อสมาคมมีสมาชิกเหลือน้อยกว่าสิบคนมาเป็นเวลาติดต่อกันกว่าสองปี
การกำกับดูแลมูลนิธิ มีนายทะเบียนเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาจดทะเบียน ตรวจสอบ และกำกับการดำเนินกิจการ โดยในกรุงเทพมหานครเป็นอำนาจของปลัดกระทรวงมหาดไทย ส่วนในต่างจังหวัดเป็นอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัด
มูลนิธิในประเทศไทย 1.4 หมื่นแห่ง
ทั้งนี้ ข้อมูลจำนวนมูลนิธิที่ปรากฏ ณ วันที่ 3 เม.ย.2566 ระบุว่า ในพื้นที่ต่างจังหวัด ไม่รวมกรุงเทพมหานคร มีมูลนิธิทั้งสิ้น 9,736 แห่ง แบ่งเป็นมูลนิธิที่ดำเนินกิจการโดยชอบด้วยกฎหมาย 7,966 แห่ง และมีเหตุให้ต้องเลิกมูลนิธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 131 จำนวน 1,770 แห่ง
ขณะที่ข้อมูล ณ วันที่ 5 มี.ค.2567 กรุงเทพมหานครมีมูลนิธิ 5,059 แห่ง เมื่อนำมารวมกันจะมีมูลนิธิทั่วประเทศประมาณ 14,795 แห่ง
ส่วนบทลงโทษทางอาญา กฎหมายกำหนดไว้หลายกรณี โดยผู้ที่ดำเนินกิจการของคณะบุคคลและทำให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นสมาคมหรือมูลนิธิที่จดทะเบียนถูกต้อง ทั้งที่ไม่เป็นความจริง และการกระทำนั้นน่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น อาจต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ขณะที่กรรมการมูลนิธิซึ่งดำเนินกิจการผิดวัตถุประสงค์ และการกระทำนั้นเป็นภยันตรายต่อความสงบสุขของประชาชนหรือความมั่นคงของรัฐ มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากการกระทำมีลักษณะเป็นการฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง
นอกจากนี้ กำหนดโทษกรรมการที่ไม่แจ้งการเลิกมูลนิธิต่อนายทะเบียนภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท
ผู้ชำระบัญชีที่ปกปิดความจริงเกี่ยวกับรายการทรัพย์สินหรือหนี้สินของมูลนิธิ มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ที่สำคัญยังระบุความผิดเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินของมูลนิธิ โดยเฉพาะการย้าย ซ่อน หรือโอนทรัพย์สินเพื่อไม่ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ รวมถึงการกระทำหรือไม่กระทำการเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายให้แก่ตนเองหรือผู้อื่น จนเกิดความเสียหายแก่มูลนิธิ มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
จึงเป็นอีกหนึ่งกลไกทางกฎหมายที่กำหนดให้การดำเนินกิจการของมูลนิธิต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ และใช้ทรัพย์สินให้ตรงตามวัตถุประสงค์ที่จดทะเบียนไว้ เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนที่มอบเงินและทรัพย์สินเพื่อการกุศล
นักวิชาการชี้ช่องว่างตรวจสอบ "มูลนิธิ" เสนอตั้งกลไกกลางกำกับเงินบริจาค
นำเงินมูลนิธิไปใช้ส่วนตัว มีความผิดทั้งทางแพ่งและอาญาโทษสูงสุด คือ จำคุก
成立“基金会”并非仅仅是组建一个行善团体或向公众募集捐款。它需要严格遵守法律准则,从目标和初始资本到董事会、会计实务以及捐款支出报告,都需如此。
法律明确规定,如果董事将资产用于非预期用途或谋取个人利益,则可能构成犯罪并受到刑事处罚。
根据《民商法典》第 110 条,“基金会”的定义是专门为慈善、宗教、艺术、科学、文学、教育或其他公共利益目的而分配的财产,不以营利为目的,并且必须依法登记。
此外,基金会资产的管理不得以谋取私利为目的,而必须完全用于实现基金会的目标。
根据设立基金会的规定,基金会必须拥有章程和至少由三名成员组成的董事会,以依法依规管理和运作基金会的事务。基金会注册成立后,即具有法人资格,董事会将代表基金会与外部各方开展业务往来。
设立基金会也需要以资产形式存在的初始资本,一般准则规定最低价值为50万泰铢。如果资产不是现金,则至少需要25万泰铢的现金,并且与其他资产加起来的总价值必须至少达到50万泰铢。
注册成立后,基金会有权接受捐赠、组织慈善活动或开展筹款活动以支持其运作。但是,所有收入必须用于已注册的目标,不得作为利润分配给董事或任何其他个人。
此外,基金会还需编制收支账目、资产负债表和运营报告,并于每年三月前按照规定格式和标准,通过区或市办事处提交给注册官。基金会还必须登记董事会成员的任何变更或章程的任何修订。
纵览泰国各地超过 14,000 个基金会:管理其设立的法律法规。
当发生符合法规规定的事件时。
如果基金会设立的期限是特定的,那么当期限届满时……
如果一个基金会的成立是为了实现某个特定目的,并且该目的已经完全实现,或者该目的已经无法实现……
基金会破产了。
当法院下令解散基金会时,登记官、检察官或任何利害关系人均可请求法院发出解散令,如果该基金会的目标违反法律,或者该基金会的行为违反法律或公共道德,或者可能对公共和平或国家安全构成危险,或者该基金会由于任何原因无法继续运营,或者已经停止运营两年以上。
注册官有权下令撤销注册。
如果在注册后发现该协会的目标违反法律或公共道德,或可能对公共秩序或国家安全构成威胁,且注册官已责令其改正,但该协会未在注册官规定的期限内予以改正……
当协会的运作似乎违反法律或公共道德,或者可能对公共和平或国家安全构成危险时。
当一个协会连续两年或两年以上停止运营时。
当协会允许或准许除协会董事以外的任何人处理协会事务时。
当协会连续两年以上会员人数少于十人时。
基金会的监管由注册官负责,注册官有权且有责任审查基金会的注册、检查和运营规范。在曼谷,这项权力属于内政部常务秘书;而在各府,则属于府长。
泰国共有14000个基金会。
根据截至2023年4月3日的数据,曼谷以外的各府共有9736个基金会。其中,7966个是合法运营的基金会,1770个根据《民商法典》第131条的规定应予解散。
截至2024年3月5日,曼谷共有5059个基金会。全国加起来大约有14795个基金会。
关于刑事处罚,法律规定了若干情形。凡以个人名义组织团体,误导公众使其相信该团体是合法注册的协会或基金会,而事实并非如此,且此类行为可能对他人造成伤害者,可被判处最高两年监禁、最高四万泰铢罚款,或两者并罚。
基金会董事若从事与既定目标相悖的活动,且其行为对公共秩序或国家安全构成威胁,可处以最高三年监禁或最高六万泰铢罚款,或两者并罚。此外,若其行为构成《刑法》第343条所称的欺诈公众罪,则根据相关规定,可处以最高五年监禁或最高十万泰铢罚款,或两者并罚。
此外,法律规定,董事如未在法定期限内通知注册官基金会解散事宜,可处以最高一个月监禁或最高 10,000 泰铢罚款。
清算人如隐瞒基金会的资产或负债真相,可被判处最高两年监禁,或最高罚款 40,000 泰铢,或两者并罚。
值得注意的是,该法律还明确规定了与基金会资产管理相关的违法行为,特别是转移、隐瞒或转让资产以阻止债权人获得偿付,以及旨在为自己或他人谋取非法利益并造成基金会损害的行为或不作为。这些违法行为可判处最高三年监禁,并处罚金最高六万泰铢,或两者并罚。
因此,这是另一种法律机制,它要求基金会在运作中保持透明度和问责制,并按照其注册目标使用资产,以维护捐赠金钱和资产用于慈善目的的公众的信任。
学者们指出基金会监管方面的漏洞,并建议建立一个中央机制来监管捐赠。
将基金会资金用于个人用途是民事和刑事犯罪,最高刑罚是监禁。