“สุรเดช” จี้ นายกฯ สางปัญหาดาต้าเซ็นเตอร์ แนะผลักดัน 2 บริษัทออกไปตั้งที่ EEC แทน苏拉德敦促总理解决数据中心问题,并建议推动两家公司迁往东部经济走廊(EEC)。
“สุรเดช” จี้ “อนุทิน” สางปัญหา Data Center กลางกรุงด้วยตัวเอง เหตุมีอำนาจสั่งได้ทุกหน่วยงาน แนะผลักดัน 2 บริษัทออกไปตั้งที่อีอีซีแทน ขอฝ่ายค้าน-ฝ่ายรัฐบาลช่วยกันแก้ปัญหา อย่าเอาชนะคะคานกัน

“สุรเดช” จี้ “อนุทิน” สางปัญหา Data Center กลางกรุงด้วยตัวเอง เหตุมีอำนาจสั่งได้ทุกหน่วยงาน แนะผลักดัน 2 บริษัทออกไปตั้งที่อีอีซีแทน ขอฝ่ายค้าน-ฝ่ายรัฐบาลช่วยกันแก้ปัญหา อย่าเอาชนะคะคานกัน
วันที่ 8 กันยายน 2569 นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ นักการเมืองอิสระ อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึง แนวทางการแก้ไขปัญหาการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) หลังพบบางแห่งตั้งอยู่กลาง กทม. จนประชาชนกังวลถึงความปลอดภัย ว่า ธุรกิจดังกล่าวเป็นการเข้ามาลงทุนของนักลงทุนต่างชาติผ่านกลไกคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI (บีโอไอ) ซึ่งปัญหาขณะนี้คือยังไม่มีกฎหมายรองรับดาต้าเซ็นเตอร์ที่ชัดเจน กฎหมายที่มียังครอบคลุมไม่ถึง
ส่วนการแก้ปัญหา ในระยะสั้นต้องเพิ่มเติมลงในรายละเอียดกฎหมาย ว่า บริษัทที่จะเข้ามาเก็บข้อมูลประเภทไหน เรื่องอะไร รัฐจะต้องมีกลไกควบคุมเรื่องความปลอดภัย เรื่องสถานที่ตั้ง ซึ่งจะต้องมีความเข้มงวดในเรื่องของการก่อสร้าง ส่วนในระยะกลางนั้น ก่อนอนุมัติให้บริษัทใหม่เข้ามา จะต้องมีการกลั่นกรองอย่างเต็มที่ ไม่ได้ให้เข้ามาง่ายๆ เหมือนก่อนหน้านี้ ส่วนบริษัทที่เข้ามาก่อนหน้านี้จะต้องมีกลไกควบคุม ซึ่งมีหลายกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ส่วนการแก้ปัญหาในระยะยาว คือการแก้ไขกฎหมาย
นายสุรเดช กล่าวต่อไปว่า การที่ดาต้าเซ็นเตอร์มาตั้งอยู่ใน กทม. และใกล้ชุมชนถือเป็นเรื่องอันตราย ธุรกิจนี้ไม่มีความจำเป็นต้องอยู่ใน กทม. เสมอไป สาเหตุที่มาตั้งอยู่ในเมือง เพราะมองเรื่องความสะดวกของนักลงทุน เอาง่ายเข้าว่า เป็นการเลี่ยงกฎหมาย อย่างกรณีกักเก็บน้ำมันได้ไม่เกิน 5 แสนลิตร แต่เลี่ยงไปกักเก็บ 4.2 แสนลิตร เพื่อเลี่ยงกฎหมาย ทั้งที่ปริมาณดังกล่าวแทบจะไม่แตกต่างจากการมีคลังน้ำมันอยู่ในเมือง ซึ่งนักลงทุนเหล่านี้ไม่ได้สนใจว่าประชาชนจะประสบปัญหา เพราะเขาถือว่าเขาทำถูกกฎหมาย ดังนั้น รัฐบาลไม่ควรยอม จะต้องหาวิธีทำให้เขาย้ายออกไป เพราะในระยะยาวจะเป็นอันตรายหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน จะมีผลกระทบเป็นวงกว้างทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
สำหรับ 2 บริษัท ที่แห่งหนึ่งตั้งอยู่ใกล้โรงพยาบาลและอีกแห่งซึ่งอยู่ในชุมชนนั้น ตนขอเสนอแนะรัฐบาลว่า ควรหาทางผลักดันบริษัทเหล่านี้ให้ย้ายสถานที่ตั้งไปสถานที่อื่น จะปล่อยให้อยู่ที่เดิมไม่ได้ เนื่องจากหากเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาจะเป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงเรื่องไฟฟ้าลัดวงจร หรือมลพิษทางสิ่งแวดล้อมในแม่น้ำลำคลอง รัฐบาลต้องเจรจาหรือขอความร่วมมือบริษัทเหล่านี้ให้ย้ายออก อาจผลักดันไปอยู่ที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เพราะมีความเหมาะสม ปลอดภัย มีโครงสร้างพื้นฐานและอุปกรณ์รองรับทั้งหมด หรือจะย้ายไปอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมแห่งอื่นที่เหมาะสมกับการดำเนินธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ ส่วนสถานที่ตั้งเดิมให้เปลี่ยนไปประกอบธุรกิจอื่นแทน เช่น อสังหาริมทรัพย์ ออฟฟิศเช่า หรือโรงแรม
นายสุรเดช ระบุต่อไปว่า ปัญหานี้ต้องแก้ไขด้วยคนที่มีอำนาจสูงสุดคือ นายกรัฐมนตรี เพราะสามารถสั่งการได้หมดทุกกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเมื่อไม่นานมานี้นายกรัฐมนตรีเพิ่งจะแต่งตั้ง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานคณะกรรมการนโยบายประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์แห่งชาติ ดังนั้น นายกรัฐมนตรีต้องสั่งและกำชับนายเอกนิติ โดยเน้นเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ต้องหาวิธีที่จะทำอย่างไรให้เขาย้ายออกไปจากที่ตั้งเดิมให้ได้ ถึงจะแก้ไขปัญหาได้ เราต้องการความปลอดภัยแบบ 100% ซึ่งรัฐบาลมีหน้าที่ดูแลชีวิตและทรัพย์สินประชาชน
ดังนั้น ไม่ควรที่จะเสี่ยงให้อยู่ต่อ ต้องผลักดันออกสถานเดียว และตนเชื่อว่าเขาออกอยู่แล้ว เพราะมีการลงทุนแล้วไปไหนไม่ได้ ขอย้ำว่าเรื่องนี้ต้องอาศัยอำนาจนายกรัฐมนตรีที่ต้องเป็นเจ้าภาพเรื่องนี้ จะให้คนอื่นทำไม่ได้ ไม่เช่นนั้นจะไม่สำเร็จ เพราะมีช่องว่างช่องโหว่ทางกฎหมายจำนวนมาก
“ต้องหาทุกวิถีทางเพื่อผลักดันสองบริษัทนี้ออกไปจาก กทม. ไปอยู่อีอีซี ทำได้อยู่แล้ว ต้องเปิดการเจรจาพูดคุยกัน หากไม่ยอมก็ใช้กฎหมายฉบับอื่น ตรวจสอบเข้มข้น เขาก็อยู่ไม่ได้อยู่ดี สั่งกรมควบคุมมลพิษเข้าไปตรวจเรื่อยๆ ให้ กทม. เข้าไปเช็กการก่อสร้างว่า มีผลกระทบอย่างไรบ้าง เพราะตอนออกใบอนุญาตให้ดำเนินกิจการเป็นแค่ขั้นตอน แต่ในทางดำเนินการมันอีกขั้นตอนหนึ่ง อย่างไรต้องช่วยประชาชน ปล่อยอย่างนี้ไม่ได้เด็ดขาด ความจริงแล้วดาต้าเซ็นเตอร์เป็นสิ่งที่ดี ที่มีธุรกิจเข้ามา เพียงแต่ต้องอยู่เป็นที่เป็นทาง ไม่ใช่มาอยู่ในที่ชุมชน”
พร้อมระบุอีกว่า ธุรกิจนี้ไม่ได้เป็นธุรกิจที่สร้างงานอะไรที่ยั่งยืน จะได้เฉพาะตอนก่อสร้างในการจ้างแรงงาน และแค่ระยะสั้นเท่านั้น แต่หลังก่อสร้างเสร็จจะใช้กำลังคนไม่มาก เพราะเป็นธุรกิจดิจิทัล จะใช้ผู้ที่มีทักษะและความเชี่ยวชาญเพื่อเข้ามาควบคุมเพียงไม่กี่คน ไม่ได้สร้างประโยชน์อะไรให้กับประเทศเรามากนัก
ทั้งนี้ ส่วนตัวไม่อยากเห็นฝ่ายค้านต่อต้านและตำหนิติติงรัฐบาลมากจนเกินไปในเรื่องนี้ เพราะจะทำให้เกิดความรู้สึกต่อต้าน อยากให้พูดคุยกันดีๆ ร่วมมือกันแก้ปัญหาเรื่องนี้ เพราะเศรษฐกิจในประเทศขณะนี้ย่ำแย่มาก หนี้สาธารณะมากมาย คนตกงานกันจำนวนมาก สภาผู้แทนราษฎรต้องร่วมมือกัน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนก็คือฝ่ายประชาชนทั้งสิ้น ไม่อยากให้เอาชนะคะคานกัน รัฐบาลเองก็ต้องฟังฝ่ายค้าน และฝ่ายค้านต้องเสนอแนะเพื่อช่วยกันพยุงเศรษฐกิจ ขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า ช่วยเหลือประชาชน และสส.รัฐบาล ควรจะเห็นชอบกับเรื่องนี้ด้วย เพราะมีเสียงข้างมากกว่า ต้องอภิปรายสนับสนุน ไม่ใช่ค้านกันตลอด.
苏拉德敦促阿努廷亲自解决曼谷市中心数据中心的问题,并援引其对所有机构的指令权限。他建议推动两家公司迁至东部经济走廊(EEC),并呼吁反对党和政府合作解决问题,避免相互竞争。
2026年9月8日,独立政治家、前参议员、前众议员、公民力量党前副主席苏拉德·亚萨瓦特先生就数据中心业务相关问题的解决方式发表了评论。此前,由于部分数据中心位于曼谷市中心,引发了公众安全方面的担忧。他指出,这些数据中心业务是外国投资者通过泰国投资促进委员会(BOI)进行的投资,但目前的问题在于缺乏明确的立法支持数据中心,现有法律也无法充分涵盖数据中心。
关于解决方案,短期内需要修订法律,明确规定企业可以收集的数据类型和主题。政府必须建立相应的机制来管控安全和选址,并实施更严格的建筑法规。中期来看,必须在批准新公司成立前实施严格的审查程序,防止像以前那样轻易进入市场。现有公司也必须接受涉及多个部委的监管机制。长期解决方案在于修订现行法律。
苏拉德先生进一步指出,数据中心选址在曼谷,靠近居民区,存在安全隐患。这类企业并非一定要设在曼谷。之所以选择在曼谷设立数据中心,主要是为了方便投资者,他们想走捷径,规避法律。例如,他们储存的石油只有42万升,远低于规定的50万升,尽管这个数量与在市区内拥有储油设施几乎没有区别。这些投资者漠视自身行为给公众带来的问题,因为他们认为自己的行为合法。因此,政府不应容忍这种行为,必须找到办法迫使他们搬迁。长此以往,不可预见的事件可能会造成重大危险,并对生命和财产造成广泛的影响。
关于这两家公司,一家位于医院附近,另一家位于居民区,我建议政府想办法鼓励它们搬迁。它们不能继续留在原址,因为事故可能危及公共生命和财产安全,包括电路短路以及河流和运河的环境污染等风险。政府必须与这两家公司协商或请求其配合搬迁。它们可以搬迁到东部经济走廊(EEC),那里环境适宜、安全,并且拥有必要的基础设施和设备;或者搬迁到其他更适合数据中心运营的工业园区。原址可以改作其他用途,例如房地产、办公楼租赁或酒店。
苏拉德先生进一步指出,这个问题必须由最高领导人——总理来解决,因为他有权向所有相关部委和机构下达命令。最近,总理任命副总理兼财政部长埃克尼蒂·尼蒂坦普拉帕斯先生为国家数据中心政策委员会主席。因此,总理必须指示并强调埃克尼蒂先生,在保障人民生命财产安全的前提下,找到将该设施从目前位置迁走的办法,以解决这一问题。我们要求百分之百的安全保障,政府有责任保护人民的生命财产安全。
因此,让他留下毫无意义,必须把他赶走。而且我相信他无论如何都会离开,因为他已经投入了大量资金,而且无处可去。我重申,这需要首相亲自领导。其他人无法代劳,否则将会失败,因为其中存在诸多法律漏洞。
“我们必须想方设法将这两家公司赶出曼谷,迁往东部经济走廊(EEC)。这绝对可行。我们需要展开谈判。如果他们不同意,我们将动用其他法律手段,并进行严格的检查。无论如何,他们都无法继续留在这里。我已经指示污染控制部门进行定期检查,并指示曼谷市政府(BMA)检查施工情况及其影响。发放许可证只是第一步,实际运营又是另一步。我们必须维护公众利益。我们绝对不能让这种情况继续下去。数据中心其实是好事,可以吸引企业入驻,但它们必须建在指定区域,而不是居民区。”
他们还指出,这项业务无法创造任何可持续的就业机会。它仅在建设阶段提供短期就业岗位。建设完成后,由于是数字化业务,它不需要大量劳动力。只需要少数技术娴熟的专业人员进行管理,对国家贡献不大。
就我个人而言,我不希望看到反对党在这个问题上过度批评和反对政府,因为这会造成敌对情绪。我希望看到各方就此问题展开建设性对话与合作,因为国家经济目前状况非常糟糕,公共债务巨大,失业率居高不下。众议院必须合作;无论他们持何种立场,他们都代表人民。我不希望看到冲突和对抗。政府必须倾听反对党的意见,反对党也必须提出建议,以帮助稳定经济、推动国家发展并造福人民。执政党议员也应该同意这一点,因为他们拥有多数席位;他们应该在辩论中表达支持,而不是一味反对。