“พริษฐ์” จี้จัดงบสอบสวน กกต.ออกทั้งหมด หลัง “อนุฯ 36” ยกคำร้องผู้ถูกกล่าวหาฮั้ว สว. เกลี้ยง“Parit”敦促选举委员会重新分配其全部调查预算,此前第36小组委员会驳回了所有针对被指控在参议院选举中串通舞弊者的投诉。
“พริษฐ์” ชำแหละงบ กกต. 2,700 ล้าน หวั่นถูกใช้หนุน “อาชญากรรมทางประชาธิปไตย” แฉพิรุธ “อนุฯ 36” ฟอกขาวขบวนการ ยกคำร้องผู้ถูกกล่าวหาเกลี้ยง จี้ตัดงบสอบสวนออกทั้งหมด

“พริษฐ์” ชำแหละงบ กกต. 2,700 ล้าน หวั่นถูกใช้หนุน “อาชญากรรมทางประชาธิปไตย” แฉพิรุธ “อนุฯ 36” ฟอกขาวขบวนการ ยกคำร้องผู้ถูกกล่าวหาเกลี้ยง จี้ตัดงบสอบสวนออกทั้งหมด
วันที่ 10 กันยายน 2569 ในวาระการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วาระ 2 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้อภิปรายถึงงบประมาณขององค์กรอิสระ (มาตรา 32) โดยเสนอขอปรับลดงบประมาณของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พร้อมตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าและวัตถุประสงค์ในการใช้นำงบประมาณขององค์กรดังกล่าว
นายพริษฐ์ เริ่มต้นอภิปรายโดยชี้ว่า การที่สภาฯ จะอนุมัติงบประมาณให้หน่วยงานใดนั้น ขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นว่าหน่วยงานนั้นจะนำงบฯ ไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพตรงตามวัตถุประสงค์หรือไม่ ซึ่งในเอกสารงบประมาณปี 2570 กกต. ได้ขอเสนอจัดสรรงบประมาณรวม 2,700 ล้านบาท โดยระบุว่าจะนำไปใช้เพื่อให้กระบวนการเลือกตั้งมีความน่าเชื่อถือ สุจริต และเที่ยงธรรม แต่จากการสังเกตการทำหน้าที่ของ กกต. ที่ผ่านมา ตนไม่มั่นใจเลยว่างบประมาณที่สภาฯ แห่งนี้กำลังจะอนุมัติให้ กกต. จะถูกใช้ไปเพื่อปกป้องประชาธิปไตย หรือจะถูกใช้ไปเพื่อสนับสนุนอาชญากรรมทางประชาธิปไตยกันแน่
พร้อมยกกรณีศึกษาบทบาทของ กกต. ตลอด 2 ปีที่ผ่านมาเกี่ยวกับขบวนการโกงการเลือก สว. ซึ่งเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา กกต. อย่างโจ่งแจ้ง และสังคมกำลังกังวลว่าในอีก 4 วันข้างหน้า กกต. จะลงมติตัดตอนเรื่องดังกล่าวไม่ให้ไปถึงศาล พร้อมระบุว่า สมมติฐานของตนต่อ กกต. ได้เปลี่ยนไป จากเดิมที่เคยตั้งคำถามว่า กกต. ปล่อยปละละเลยหรือไม่ มาถึงวันนี้กลับกังวลว่าเจ้าหน้าที่บางส่วนของ กกต. “มีส่วนรู้เห็นเป็นใจ” กับขบวนการโกง สว. ตั้งแต่แรกหรือไม่
โดยนายพริษฐ์ ได้ลำดับเหตุการณ์ความผิดปกติของขบวนการฮั้ว สว. โดยย้อนไปตั้งแต่ช่วงเริ่มกระบวนการวางแผนยึดกุมวุฒิสภา มีการแบ่งทีมและงบประมาณในห้องประชุมของพรรคการเมืองแห่งหนึ่ง สิ่งที่ กกต. ทำกลับเป็นการออกระเบียบการเลือก สว. ที่เอื้อต่อแผนดังกล่าว โดยเฉพาะการกำหนดให้ผู้สมัครใช้หมายเลขเดียวกันทั้งช่วงเช้าและช่วงบ่าย ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกให้การจัดทำโพยทำได้ง่ายขึ้น
เมื่อกระบวนการเดินทางมาสู่การเปิดรับสมัคร มีการจัดตั้งและจ้างคนลงสมัครจำนวนมากเพื่อโหวตให้คนในขบวนการ แต่ กกต. กลับทำเป็นมองไม่เห็น ปล่อยให้ผู้สมัครที่ขาดคุณสมบัติผ่านเข้ารอบได้ รวมถึงกรณีที่มีความสัมพันธ์เป็นพ่อแม่ลูก หรือสามีภรรยา ซึ่งตรวจสอบได้อย่างรวดเร็ว
จนกระทั่งมาถึงการเลือกระดับประเทศ มีการนำโพยใบสั่งที่จัดทำตามโรงแรมต่างๆ ในช่วง 1-2 วันก่อนเลือก เข้าไปใช้ในการเลือกระดับประเทศ แต่ กกต. ก็ปล่อยผ่าน จนกระทั่งช่วงบ่ายถึงค่อยเตือน เมื่อผู้สมัครไม่ฟัง และ กกต. ยึดโพยมาได้ ก็ไม่มีการดำเนินการใดๆ ต่อ จนกระทั่งบางคนที่ถูกยึดโพยได้กลายมาเป็น สว. หรือแม้กระทั่งเป็นประธานวุฒิสภาคนปัจจุบัน
นายพริษฐ์ ระบุว่า เมื่อนำเส้นทางขบวนการฮั้ว สว. กับเส้นทางการทำหน้าที่ของ กกต. มาเทียบจับคู่กัน หลักฐานฟ้องว่าทั้งสองเส้นทางเชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อจนน่าสงสัย เปรียบเหมือนถนนพระราม 4 กับถนนสุขุมวิทที่มีซอยเชื่อมถึงกันตลอดเส้นทาง และไปบรรจบกันที่แยกพระโขนง แต่น่าเสียดายที่ตรงแยกพระโขนงไม่ได้มีศาลหรือคุกรอพวกท่านอยู่
นอกจากนี้ นายพริษฐ์ยังกล่าวถึงคลิปเสียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ โรงแรม B2 รังสิต จังหวัดปทุมธานี 1 วันก่อนการเลือกระดับประเทศ ซึ่งเจ้าของเสียงในคลิปยอมรับเองว่าเป็นเสียงของตน โดยในคลิปมีการพูดกับผู้สมัคร สว. ว่า “สิ่งต่างๆ ที่คิดว่าเป็นปัญหา จะมีเจ้าหน้าที่ที่อยู่ข้างในดูแลพวกเรา เพราะสิ่งที่ทำไม่ได้ทำเพื่อธุรกิจ แต่ทำเพื่อข้างบน” ซึ่งประโยคที่ว่าเจ้าหน้าที่ที่อยู่ข้างในจะดูแลพวกเรา หากไม่ได้หมายถึง กกต. ก็คิดไม่ออกว่าจะหมายถึงใคร นำมาสู่การตั้งคำถามถึงงบประมาณที่ กกต. ขอมาเกี่ยวกับการตรวจสอบทุจริต เช่น งบอบรมหลักสูตรสืบสวนและไต่สวนระดับต้น 11.9 ล้านบาท และโครงการเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4.8 ล้านบาท ว่าควรได้รับการอนุมัติหรือไม่
ต่อมา นายพริษฐ์ ได้อภิปรายเจาะลึกถึงประสิทธิภาพในขั้นตอนการตรวจสอบคดีโกง สว. ของ กกต. ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน โดยขั้นตอนแรกคือการตรวจสอบของ “คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26” ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง กกต. และ DSI ซึ่งทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ละเอียดรอบคอบ สอบพยานกว่า 700 ปาก ทำเอกสารกว่า 90,000 หน้า และมีข้อสรุปสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 คน โดยมี 138 คนเป็น สว. และอีก 21 คนเป็นรัฐมนตรี สส. และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย ซึ่งผลการสอบสวนระบุชัดว่ากรรมการบริหารและ สส. พรรคภูมิใจไทยมีพฤติการณ์ช่วยให้ผู้สมัครได้รับเลือกอันฝ่าฝืนมาตรา 76 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.
ขั้นตอนที่สอง ในชั้นเลขาธิการ กกต. มีความเห็นสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาเป็นหลักร้อยคนเช่นกัน รวมถึง สว. อย่างน้อย 136 คนในโพย และรัฐมนตรีหรือ สส. จากพรรคภูมิใจไทยอย่างน้อยอีก 3 คนที่มีหลักฐานโดยตรง
ในขั้นตอนที่สาม ซึ่งตรวจสอบผ่าน “คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 36” พริษฐ์ตั้งคำถามถึงความผิดปกติใน 3 ประเด็นหลัก ประเด็นแรกคือการที่ กกต. ตั้งคณะอนุฯ พิเศษนี้ขึ้นมาอย่างผิดสังเกต ทั้งที่โดยปกติ กกต. มีคณะอนุวินิจฉัยฯ ทำงานหมุนเวียนอยู่แล้ว 35 คณะ เพื่อไม่ให้รู้ล่วงหน้าว่าคณะใดรับผิดชอบคดีไหน แต่ กกต. กลับตั้งอนุฯ ชุดที่ 36 ขึ้นมาเป็นการเฉพาะ ซึ่งมีคุณสมบัติพร้อมเข้ามาช่วยเหลือบางฝ่าย และแม้ กกต. จะอ้างว่า 35 คณะเดิมภาระงานแน่น แต่จากการตรวจสอบพบว่า 4 ใน 7 คนของคณะอนุฯ ชุดที่ 36 ก็คือนั่งอยู่ในอนุฯ 35 ชุดเดิมอยู่แล้ว เหตุผลของ กกต. จึงฟังไม่ขึ้น
ประเด็นถัดมาคือการทำงานที่สอดรับกับธงทางการเมือง โดยอนุฯ ชุดที่ 36 พยายามวางตนเป็นเหมือนศาล ตีตกหลักฐานโดยอ้างว่ายังไม่สิ้นข้อสงสัย ทั้งที่ตามกฎหมาย กกต. มีหน้าที่เพียงส่งฟ้องหาก “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” มีการทุจริต รวมถึงเมื่อหลักฐานสาวไปถึงนักการเมืองใกล้ชิดศูนย์อำนาจ ก็พยายามตีกรอบกฎหมายปกป้อง หรือปฏิเสธข้อเท็จจริงว่าการโกงไม่ได้ทำเป็นขบวนการ
ประเด็นสุดท้าย คือผลลัพธ์ที่ขัดกับพยานหลักฐานอย่างสิ้นเชิง โดยอนุฯ ชุดที่ 36 มีข้อสรุปว่าขบวนการฮั้ว สว. ไม่มีอยู่จริง และไม่มีผู้ถูกกล่าวหาคนใดควรถูกสั่งฟ้องแม้แต่คนเดียว
นายพริษฐ์ยังชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติของการวินิจฉัยของอนุฯ ชุดที่ 36 ที่ได้รับเบี้ยประชุมรวมกันหลักแสนบาท แต่กลับเชื่อในเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล ทั้งการเชื่อว่าเบอร์ในโพยที่ตรงกับเบอร์ในบัตรเลือกตั้งเป๊ะๆ เป็นเรื่องบังเอิญโดยสุจริต หรือกรณีผู้ช่วย สส.สุราษฎร์ธานี โอนเงินให้ผู้สมัคร สว. 10 คนก่อนวันเลือก 1 วัน เป็นเพียงเรื่องบังเอิญต้องใช้หนี้ บังเอิญเช่าพระ หรือบังเอิญซื้อปุ๋ยในวันเดียวกัน รวมถึงกรณี สว.นครพนม ที่มีคลิปเสียงเสนอเงินและตำแหน่ง มีหลักฐานโอนเงินค่าตั๋วเครื่องบินให้ผู้สมัคร 7 คน และมีพยานยืนยันว่าร่วมประชุมที่โรงแรมกับอดีตรองประธานสภาฯ ก็ถูกเชื่อว่าเป็นการกระทำโดยสุจริตและไม่เกี่ยวกับพรรคการเมือง
ช่วงท้าย นายพริษฐ์สรุปว่า หากบรรทัดฐานการสอบสวนของ กกต. เป็นเช่นนี้ แม้เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจะทำงานได้หลักฐานชัดเจนแค่ไหน สุดท้ายก็ต้องถูกคณะอนุวินิจฉัยฯ ยกคำร้องตามธงทางการเมือง งบประมาณด้านการสอบสวนและเบี้ยประชุมคณะอนุฯ จึงควรถูกตัดออกทั้งหมดให้เหลือศูนย์ เพราะถ้าต้องการผลลัพธ์แบบนี้ ตั้งแค่โควตางบค่าโทรศัพท์ไปที่บุรีรัมย์ไม่กี่สาย ก็อาจจะได้คำตอบเดียวกัน
“ในวันที่ 14 กันยายนนี้ หาก กกต. ทั้ง 7 คนมีมติเดินตามอนุฯ ชุดที่ 36 ที่สวนทางกับพยานหลักฐาน สภาฯ แห่งนี้ก็ไม่ควรอนุมัติงบประมาณต่างๆ ให้ กกต. เพราะเท่ากับเป็นการนำเงินภาษีประชาชนไปเป็นท่อน้ำเลี้ยงให้กับองค์กรที่ปกป้องเครือข่ายอาชญากรทางประชาธิปไตย” นายพริษฐ์ กล่าว
“帕里特”仔细审查了选举委员会27亿泰铢的预算,担心这笔钱会被用来支持“民主犯罪”。他揭露了“第36小组委员会”的违规行为,指控该委员会粉饰太平,驳回了所有针对被指控者的投诉。他敦促彻底削减调查预算。
2026 年 9 月 10 日,在 2027 年预算案二读期间,人民党议员帕里特·瓦查拉辛杜先生就独立组织的预算(第 32 条)进行了辩论,提议削减选举委员会的预算,并质疑该组织预算的成本效益和目的。
帕里特先生在辩论伊始便指出,议会批准预算取决于其对相关机构能否有效利用资金并实现其目标的信心。在2027年的预算文件中,选举委员会申请了总计27亿泰铢的拨款,并声称这笔资金将用于确保选举过程的公信力、公正性和公平性。然而,根据他对选举委员会过往表现的观察,他并不确定即将由议会批准的预算究竟是会用于维护民主,还是会被用来支持危害民主的犯罪行为。
他以选举委员会过去两年在参议院选举中公然舞弊事件中的角色为例,指出该舞弊事件就发生在选举委员会的眼皮底下。他担心选举委员会可能会在未来四天内投票阻止此事诉诸法庭。他还表示,他对选举委员会的看法已经改变;起初,他质疑选举委员会是否玩忽职守,但现在他担心一些选举委员会官员可能从一开始就对参议院选举舞弊事件“漠不关心”。
帕里特详细列举了参议院串谋案中的违规行为,追溯到最初策划夺取参议院控制权的阶段。这包括在政党会议室内部划分团队和预算。然而,选举委员会的回应却是颁布了有利于该计划的参议院选举条例,特别是要求候选人在上午和下午的会议上使用相同的号码,这使得伪造贿选单变得更加容易。
当登记过程进行到一定阶段时,运动内部组织和雇佣了许多人来竞选候选人,但选举委员会却视而不见,允许不合格的候选人晋级,其中包括涉及亲子或配偶关系的案件,这些案件本可以很快得到调查。
直到全国大选,才开始使用选票。这些选票是在选举前一两天在各家酒店提前准备好的。然而,选举委员会允许这些选票通过,直到当天下午才发出警告。候选人无视警告,选举委员会没收了选票,但并未采取进一步行动。后来,一些选票被没收的候选人最终当选为参议员,甚至有人成为了现任参议院议长。
帕里特指出,将涉及参议员的勾结阴谋与选举委员会的行为进行比较,证据表明两者之间存在着无缝且可疑的联系。他将其比作拉玛四路和素坤逸路,这两条路通过众多支路相互连接,最终在帕卡侬路口汇合。可惜的是,那个路口并没有法院或监狱在等着他们。
此外,帕里特先生还谈到了一段录音,录音内容是全国大选前一天在巴吞他尼府兰实县B2酒店发生的一起事件。录音中,他承认是自己的声音,录音中可以听到他对一位参议院候选人说:“你认为的问题,内部官员会解决的,因为我们所做的一切不是为了生意,而是为了上级。” “内部官员会照顾我们”这句话显然指的是选举委员会,这让他不禁质疑究竟指的是谁。这引发了人们对选举委员会反腐败调查预算申请的质疑,例如用于基础调查和询问培训课程的1190万泰铢,以及用于提高预防选举相关犯罪效率项目的480万泰铢,以及这些资金是否应该获得批准。
随后,帕里特先生详细阐述了选举委员会对参议院选举舞弊案的调查过程,该过程分为三个阶段。第一阶段是由选举委员会和特别调查局(DSI)联合成立的“中央调查和调查委员会第26号”开展的调查。该委员会工作高效细致,采访了700多名证人,并整理了超过9万页的文件。最终,委员会对所有229名被告提起诉讼,其中包括138名参议员、21名部长、国会议员以及泰自豪党执行委员会成员。调查结果明确显示,泰自豪党执行委员会成员和国会议员协助候选人当选,违反了《参议员选举组织法》第76条的规定。
第二步,由选举委员会秘书长负责,建议起诉数百名被告,其中包括名单上的至少 136 名参议员和至少三名直接涉案的泰自豪党部长或国会议员。
在第三步,即审查“争议解决小组委员会(第36号委员会)”时,帕里特提出了三项主要违规行为。首先,选举委员会(EC)设立这个特别小组委员会的做法不同寻常,令人质疑。通常情况下,选举委员会设有35个小组委员会,轮流任职以防止预先安排案件。而选举委员会却专门设立了第36号小组委员会,其成员均具备协助特定当事人的资格。此外,尽管选举委员会声称原有的35个小组委员会工作量过大,但调查显示,第36号小组委员会的七名成员中有四名已是原有35个小组委员会的成员。因此,选举委员会的理由被认为缺乏说服力。
下一个问题是这项工作与政治议程的契合程度。第36小组委员会试图扮演法庭的角色,以“尚存疑虑”为由驳回证据,尽管根据法律规定,选举委员会的职责仅在有“合理证据”表明存在腐败行为时才提起诉讼。此外,当证据牵涉到权力中心附近的政治人物时,他们试图利用法律框架来保护这些人,或者否认腐败并非有组织的行动。
最终,调查结果完全与证据相悖,第 36 小组委员会得出结论,参议员串谋计划并不存在,任何被告都不应被起诉。
帕里特先生还指出第36小组委员会的判决存在诸多不合理之处。该小组委员会共领取了数十万泰铢的会议津贴,却相信一些不合逻辑的事情。例如,他们认为选票上的号码与投票单上的号码完全一致纯属巧合;又比如,他们认为素叻他尼府一位议员的助理在选举前一天向10位参议院候选人转账也纯属巧合——就像在同一天租借护身符或购买化肥一样。同样,那空帕侬府那位参议员的案例也被认为是与任何政党无关的“诚实行为”。尽管有录音显示他提供金钱和职位,有证据表明他曾向7位候选人转账购买机票,还有证人证词证实他曾与前副议长在酒店会面,但该案例仍然被认定为与任何政党无关的“诚实行为”。
帕里特先生总结道,如果选举委员会的调查标准保持不变,即使调查小组收集到确凿的证据,小组委员会最终也会出于政治动机驳回投诉。因此,小组委员会的调查预算和会议津贴应该完全削减至零。因为如果这就是他们想要的结果,那么仅仅拨出一小笔预算用于给武里南府打电话,也可能达到同样的效果。
帕里特说:“如果9月14日,选举委员会的七名成员全部决定采纳第36小组委员会的建议,而该建议与证据相悖,那么议会就不应该批准选举委员会的预算。这将等同于用纳税人的钱资助一个保护民主犯罪网络的组织。”